คลังความรู้

คำศัพท์วางแผนการเงิน

กฎของตัวเลข 72 (The Rule of 72) คือ หลักง่าย ๆ เพื่อประมาณการคร่าว ๆ ว่า... จะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใดที่เงินจำนวนหนึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ณ อัตราผลตอบแทนที่กำหนด


calculate72

ตัวอย่างเช่น มีเงินต้น 100,000 บาท หากลงทุนได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แสดงว่าเงิน 100,000 บาทนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 บาทใน 7.2 ปี (72/10) ​

นอกจากนี้ กฎของตัวเลข 72 ยังสามารถประยุกต์ใช้กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็ได้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าการกู้ยืมเงินหรือการใช้บัตรเครดิตนั้นร้ายแรงเพียงใด เช่น กู้ยืมเงินมา 50,000 บาท เสียดอกเบี้ยเงินกู้ 20% ต่อปี นั่นหมายความว่า... เพียง 3.6 ปี (72/20) หนี้ 50,000 บาท จะเพิ่มขึ้น 100,000 บาท

กองทุนประกันสังคม (Social Security Fund) คือ กองทุนที่รัฐบาลไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้แก่ลูกจ้างที่มีรายได้ในประเทศ ใช้บังคับกับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายละเท่า ๆ กัน โดยเงินสมทบที่ได้มาจะถูกนำไปจัดตั้งเป็นกองทุนและจ่ายเป็นผลประโยชน์ทดแทนหรือให้ความคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลและมีการทดแทนรายได้อย่างต่อเนื่อง


สําหรับเงินสมทบกรณีชราภาพ ลูกจ้างหรือผู้ประกันตนจะได้รับเงินคืนใน 2 กรณี คือ


1
. กรณีบำนาญชราภาพ

เงื่อนไขการเกิดสิทธิประโยชน์ทดแทน
  • จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม
  • มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
  • กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือนในอัตรา 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
  • กรณีจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน ได้รับเงินบำนาญชราภาพตามข้อ 1 เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน สำหรับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน


2. กรณีบำเหน็จชราภาพ

เงื่อนไขการเกิดสิทธิประโยชน์ทดแทน
  • จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน
  • มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย
  • ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
  • กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
  • กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
  • กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมเพิ่มเติม >> คลิกที่นี่ 

กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ การรวบรวมเงินของนักลงทุน นำมาลงทุนตามนโยบายที่กองทุนรวมนั้น ๆ กำหนดไว้ โดยมี “ผู้จัดการกองทุน” ที่เป็นมืออาชีพช่วยบริหารจัดการเงินของกองทุน กองทุนรวมมีจุดเด่นตรงที่มีเงินน้อยก็ลงทุนได้ แถมยังมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งกองที่ลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ รวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และสินทรัพย์อื่น ๆ

ดังนั้น แต่ละกองจึงมีผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แตกต่างกันตามประเภทสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุน นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งจะมีการทำแบบทดสอบวัดระดับความเสี่ยงเมื่อเปิดบัญชีเริ่มซื้อขายกองทุน

ทำความรู้จักกองทุนประเภทต่าง ๆ >> คลิกที่นี่

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมการลงทุนระยะยาวไว้สำหรับใช้จ่ายยามเกษียณ โดยเงินลงทุนใน RMF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีนั้น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงจะขายคืนกองทุนได้

สำหรับนโยบายการลงทุนของ RMF นั้น มีหลากหลาย ลงทุนในสินทรัพย์ได้ทุกประเภท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนดัชนี ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ มีความเสี่ยงตั้งแต่ระดับต่ำ-กลาง-สูง ซึ่ง RMF ทุกกองทุน ไม่มีนโยบายการจ่ายปันผล

เงื่อนไขขาเข้าเงื่อนไขขาออก
  • ลงทุนสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีนั้น
  • ไม่กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ
  • ต้องลงทุนต่อเนื่องใน RMF ทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี)
  • ต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อครั้งแรก
  • ขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อนักลงทุนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
  • สับเปลี่ยนได้เฉพาะกองทุน RMF ด้วยกันเท่านั้น (ต่างบริษัทจัดการได้)
  • เงินที่ถอนกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต จะได้รับยกเว้นภาษี

กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund : SSF) คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมแบบผูกพันระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต โดยเงินลงทุนใน SSF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในปีภาษีนั้น ซึ่งจะนำเงินค่าซื้อมาหักลดหย่อนภาษีได้เป็นระยะเวลา 5 ปี (ปี 2563 - 2567) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ

สำหรับนโยบายการลงทุนของ SSF นั้น มีหลากหลาย ลงทุนในสินทรัพย์ได้ทุกประเภท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนดัชนี ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ มีความเสี่ยงตั้งแต่ระดับต่ำ-กลาง-สูง ซึ่ง SSF มีทั้งกองทุนที่มีนโยบายการจ่ายปันผลและไม่จ่ายปันผล

เงื่อนไขขาเข้าเงื่อนไขขาออก
  • ลงทุนสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่น ๆ แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • ไม่กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ
  • ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี
  • ต้องถือหน่วยลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ โดยใช้หลักการ “เข้าก่อน ออกก่อน” (First in, First out : FIFO)
  • สับเปลี่ยนได้เฉพาะระหว่างกองทุน SSF เท่านั้น (ต่างบริษัทจัดการได้)

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long – Term Equity Fund : LTF) คือ กองทุนรวมที่เน้นการลงทุนระยะยาวในหุ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดเสถียรภาพในระบบตลาดทุนไทย ซึ่งเงินลงทุนใน LTF สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งปี และไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทิน

ทั้งนี้ การซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2562 ปัจจุบันมีกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) มาแทน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) คือ กองทุนที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยความสมัครใจ เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้าง เมื่อยามลูกจ้างเกษียณอายุ ทุพพลภาพหรือออกจากงาน หรือเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัว กรณีที่ลูกจ้างเสียชีวิต โดยเงินกองทุนจะมาจากเงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนเพื่อตนเอง ที่เรียกว่า “เงินสะสม” ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สะสมได้ตั้งแต่ 2 - 15% ของเงินเดือน และเงินที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนให้อีกส่วนหนึ่งเรียกว่า “เงินสมทบ”

ดังนั้น การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงจัดได้ว่าเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้าง นอกจากนี้ ยังถือเป็นการออมที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในยามชราภาพของลูกจ้าง ซึ่งเงินสะสมที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุน สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง โดยหักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือเงินกองทุน กบข. หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ (ถ้ามี) แล้ว

glossary-0

การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) คือ การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่าง ๆ เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น ทองคำ น้ำมัน หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละประเภท เพื่อกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยงและระยะเวลาที่ต้องการลงทุน

การจัดสรรสินทรัพย์แบ่งออกเป็น...

1. Strategic Asset Allocation (SAA) เป็นการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์การเงิน เพื่อเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว
2. Tactical Asset Allocation (TAA) เป็นการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนเพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น ๆ เน้นปรับสัดส่วนการลงทุนไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา

การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average : DCA) หรือการลงทุนแบบ DCA คือ การลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุนหรือราคาหุ้นที่จะซื้อตอนนั้นเป็นราคาเท่าไร การลงทุนแบบนี้จะตัดอารมณ์และความรู้สึกออกไป เป็นการลงทุนแบบอัตโนมัติไปเรื่อย ๆ โดยตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนหรือหุ้นในจำนวนที่มากขึ้น หากราคาปรับตัวต่ำลง และจะซื้อได้น้อยลง หากราคาปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและเหมาะกับผู้ที่สนใจจะลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังไม่มีความรู้เรื่องการจับจังหวะตลาดที่มากพอ ไม่มีเวลาในการติดตามราคา และอาจจะยังไม่พร้อมที่จะลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่

เกณฑ์การให้สินเชื่อ (The 5Cs of Credit) คือ เงื่อนไขที่สถาบันการเงินใช้ประเมินศักยภาพและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ เพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ โดยวิเคราะห์จากข้อมูล 5Cs ต่อไปนี้

1. Character คือ การวิเคราะห์คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กู้ เช่น สถานะ การศึกษา อายุ หน้าที่การงาน ประวัติการชำระสินเชื่อ เพื่อพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้กู้และความตั้งใจในการชำระเงินกู้
2. Capacity คือ การวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ ส่วนใหญ่พิจารณาจากฐานะทางการเงิน เช่น เงินเดือน รายได้อื่น ๆ ภาระหนี้สิน ข้อมูลเครดิต ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย จำนวนผู้อยู่ในอุปการะ เป็นต้น
3. Collateral คือ การวิเคราะห์หลักประกันหรือสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันการกู้ยืมหรือผู้ค้ำประกัน เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่ผู้กู้ทำผิดเงื่อนไข เช่น การขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านจะใช้บ้านที่ซื้อเป็นหลักประกัน
4. Capital คือ การวิเคราะห์เงินทุน สถาบันการเงินจะประเมินเงินทุนของผู้กู้จากสินทรัพย์ (Asset) หรือความมั่งคั่งสุทธิ (Net Worth) ซึ่งอาจจะวิเคราะห์จากข้อมูลในใบสมัครขอสินเชื่อและข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เช่น บัญชีเงินฝาก แหล่งที่มาของรายได้ เป็นต้น
5. Condition คือ การวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมที่จะมีผลต่อการชำระคืนเงินกู้ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น

ที่มา : หนังสือ 365+1 คำศัพท์การเงินและการลงทุน​


ความสามารถในการชำระหนี้ (Affordability Ratio) คือ อัตราส่วนที่ใช้ประเมินภาระหนี้สินต่อเดือนเมื่อเทียบกับรายได้ เพื่อพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ โดยทั่วไปหากต้องการให้การดำรงชีวิตเป็นไปอย่างปกติ เงินผ่อนหนี้บ้านในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 25% - 30% ของรายได้ และเมื่อรวมหนี้ที่ต้องผ่อนทั้งหมดในแต่ละเดือนแล้ว ไม่ควรเกิน 35% - 45% ของรายได้

ตัวอย่างเช่น แอนมีรายได้สุทธิเดือนละ 100,000 บาท ยอดผ่อนหนี้บ้านในแต่ละเดือนควรอยู่ที่ประมาณ 25,000 - 30,000 บาท และเมื่อรวมกับหนี้อื่น ๆ ที่ต้องผ่อนแล้ว ก็ไม่ควรชำระหนี้เกิน 35,000 – 45,000 บาทต่อเดือน พูดง่าย ๆ คือ ถ้าแอนต้องผ่อนบ้านเดือนละ 25,000 บาท ก็ไม่ควรผ่อนหนี้ประเภทอื่น ๆ เกินกว่า 20,000 บาทต่อเดือนนั่นเอง

ในการขอสินเชื่อบ้าน สถาบันการเงินจะประเมินความสามารถในการชำระหนี้ในแต่ละเดือน โดยพิจารณาจาก รายได้ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย และจำนวนหนี้สินที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือนของผู้ขอสินเชื่อ โดยเกณฑ์ที่ใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะแตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไปจะอยู่ระหว่าง 25% - 40% นอกจากนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ในแต่ละเดือนยังเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาวงเงินสินเชื่อด้วย

ความเสี่ยง (Risk) คือ ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หรือโอกาสที่จะมีความผิดพลาด หรือความเสียหาย หรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น ตามแนวคิดด้านการลงทุน ความเสี่ยงในการลงทุน คือ ความไม่แน่นอนหรือโอกาสที่เราจะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้จากการลงทุนนั้น ๆ ซึ่งสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน นักลงทุนจึงมีโอกาสที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ รวมทั้งอาจสูญเสียเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมด

ความเสี่ยงในการลงทุน (Investment Risk)
ความเสี่ยงในการลงทุนที่ต้องพิจารณาเพื่อตัดสินใจลงทุนมีหลายประเภท ซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

  • ความเสี่ยงจากตลาด (Market Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดโดยรวมที่ส่งผลกับราคาสินทรัพย์ทั้งหมดในตลาดนั้น ๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจในประเทศซบเซา อาจส่งผลให้ราคาของสินทรัพย์ต่าง ๆ มีแนวโน้มลดลง
  • ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะของธุรกิจนั้น ๆ เช่น ประเภทธุรกิจ โครงสร้างรายได้ ค่าใช้จ่ายของกิจการ ฯลฯ อาจเกิดจากปัจจัยที่กระทบเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม หรือการดำเนินงานภายในของบริษัทเอง ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท และทำให้ผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับลดลงตามไปด้วย
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่เราไม่สามารถซื้อขายสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ในราคาหรือจำนวนที่ต้องการ
  • ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rates Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งกระทบต่อราคาสินทรัพย์บางประเภท และระดับอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ
  • ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Risk) โดย “เงินเฟ้อ” เป็นภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากระดับเงินเฟ้อสูง จะส่งผลให้เงินที่มีอยู่ในมือ นำไปซื้อสินค้าได้น้อยลง หรือที่เรียกว่า “เงินมีมูลค่าลดลง” ดังนั้น นักลงทุนจึงควรคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อในการพิจารณาทางเลือกลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงที่จะได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ

บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือเครดิตบูโร ดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 โดยมีหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลการชำระเงินสินเชื่อหรือรายงานข้อมูลเครดิต (Credit Report) ของบุคคลและนิติบุคคลจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล บริษัทบัตรเครดิต บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทลิสซิ่งเช่าซื้อ ซึ่งสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องนำส่งข้อมูลของลูกค้าให้แก่เครดิตบูโร

รายงานข้อมูลเครดิตประกอบด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล เช่น ประวัติการขอสินเชื่อ การได้รับอนุมัติ การชำระสินเชื่อ การชำระสินค้าและบริการบัตรเครดิต เป็นต้น โดยเครดิตบูโรจะเก็บข้อมูลเครดิตไว้ 36 เดือนสำหรับบุคคลธรรมดา และ 60 เดือนสำหรับนิติบุคคล ซึ่งข้อมูลการชำระสินเชื่อจากสถาบันการเงินจะถูกส่งเข้าไปในระบบของเครดิตบูโรทุกเดือน ข้อมูลเก่าจึงถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ทุกเดือน โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะใช้รายงานข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้และการมีวินัยในการชำระหนี้ของเจ้าของข้อมูลหรือผู้ที่ต้องการกู้เงิน

ทั้งนี้ สถาบันการเงินจะต้องขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลก่อนจึงจะมีสิทธิขอข้อมูลจากเครติตบูโรได้

ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับเครดิตบูโรเพิ่มเติม >> คลิกที่นี่

ที่มา : หนังสือ 365+1 คำศัพท์การเงินและการลงทุน


งบการเงินส่วนบุคคล (Personal Financial Statement) คือ รายงานแสดงข้อมูลทางการเงินของบุคคล ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนทางการเงิน เพราะจะช่วยให้เราทราบสถานะทางการเงินที่แท้จริง สามารถประเมินสถานการณ์การเงินในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งงบการเงินส่วนบุคคลแบ่งออกเป็น งบดุลส่วนบุคคล และ งบรายได้และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล

งบดุลส่วนบุคคล

งบดุลส่วนบุคคล (Personal Balance Sheet) คือ รายงานที่แสดงสถานะความมั่งคั่งทางการเงินของบุคคล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ทำให้ทราบว่าเรามีสินทรัพย์และหนี้สินจำนวนเท่าใด และสรุปแล้วเรามีความมั่งคั่งสุทธิมากน้อยเพียงใด ผ่านสมการง่าย ๆ ดังนี้


calculate72

 

สินทรัพย์
(บันทึกมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้ในปัจจุบัน)
หนี้สิน
(บันทึกยอดคงค้างในปัจจุบัน)
  1. สินทรัพย์สภาพคล่อง
    เพื่อใช้จ่ายในการดำรงชีวิต เช่น เงินสด เงินฝาก เงินลงทุนระยะสั้น ฯลฯ
  2. สินทรัพย์ลงทุน
    เพื่อการลงทุน เช่น หุ้น พันธบัตร กองทุนรวม ประกันชีวิต ที่ดิน ทองคำ ฯลฯ
  3. สินทรัพย์ส่วนตัว
    เพื่อการใช้งาน เช่น บ้าน รถ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ฯลฯ
  1. หนี้สินระยะสั้น
    หนี้สินที่ต้องชำระภายใน 1 ปี เช่น หนี้บัตรเครดิต ฯลฯ
  2. หนี้สินระยะยาว
    หนี้สินที่ใช้เวลาผ่อนชำระเกิน 1 ปี เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ ฯลฯ
  3. ความมั่งคั่งสุทธิ

 

งบรายได้และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล

งบรายได้และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal Income and Expense Statement) คือ รายงานสรุปรายได้และค่าใช้จ่ายของบุคคลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น 1 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราอย่างชัดเจน ผ่านสมการง่าย ๆ ดังนี้


calculate72

 

รายได้ค่าใช้จ่าย
  1. รายได้จากการทำงาน
    มาจากการใช้แรงกายของตนเองเพื่อประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น เงินเดือน
    ค่าล่วงเวลา ฯลฯ
  2. รายได้จากการลงทุน
    เกิดจากดอกผลของการลงทุนต่าง ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ
  3. รายได้อื่น ๆ
  1. ค่าใช้จ่ายคงที่
    ค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนเงินที่แน่นอนทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ
    ค่าเบี้ยประกัน ฯลฯ
  2. ค่าใช้จ่ายผันแปร
    ค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนไม่เท่ากันในแต่ละเดือน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง
    ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเสื้อผ้า ฯลฯ
  3. ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน
    ค่าใช้จ่ายในการทำตามเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ เช่น เงินออม ค่าหุ้นสหกรณ์ เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ฯลฯ

เงินชดเชยตามกฎหมาย (Legal Severance Pay) คือ เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง นอกเหนือไปจากเงินประเภทอื่นที่นายจ้างตกลงจ่ายให้ลูกจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างหรือถูกให้ออกจากงานโดยไม่สมัครใจ และไม่มีความผิดใด ๆ (เลิกจ้าง หมดสัญญาจ้าง เลิกกิจการ และเกษียณอายุ) โดยเงินชดเชยที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับเงินเดือนและอายุงาน ดังนี้

 

อายุงานอัตราค่าชดเชย
ไม่น้อยกว่า 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี
ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน 
มากกว่า 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปีค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน
มากกว่า 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปีค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน
มากกว่า 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปีค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน
มากกว่า 10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปีค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
มากกว่า 20 ปีขึ้นไปค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน

 

แต่หากถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุต่อไปนี้ จะไม่ได้รับเงินชดเชยตามที่กฎหมายระบุไว้

1. ลูกจ้างลาออกจากงานโดยสมัครใจ
2. สัญญาจ้างงานมีกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอน
3 .ทุจริตต่อนายจ้าง หรือทำความผิดอาญา
4. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
5. ประมาทเลินเล่อ จนทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายร้ายแรง
6. ฝ่าฝืนระเบียบการทำงาน โดยนายจ้างได้ออกหนังสือเตือนไปแล้ว
7. ละทิ้งการทำงานติดต่อกัน 3 วัน โดยไม่มีเหตุอันควร
8. ได้รับโทษจำคุก ตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก


ดอกเบี้ย (Interest) คือ ผลตอบแทนที่ได้เพิ่มขึ้นจากการออมหรือลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ หรืออาจเป็นผลตอบแทนที่ผู้ปล่อยกู้ได้รับจากผู้ขอกู้ นอกเหนือไปจากเงินต้นที่กู้มา ซึ่งจะอยู่ในรูปของร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ เช่น 3% 5% 20% ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทต่าง ๆ จะถูกกำหนดจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย

ดอกเบี้ยเงินฝากดอกเบี้ยเงินกู้
เป็นผลตอบแทนที่สถาบันการเงินจ่ายให้กับผู้ฝากเงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีหลายอัตรา ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการฝากเงินและเงื่อนไขการถอนเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่สามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา จะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน หรือ 6 เดือน

การคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น (Compound Interest Rate) โดยนำดอกเบี้ยที่ได้รับในงวดก่อนหน้า มารวมเป็นเงินตั้งต้นเพื่อคำนวณดอกเบี้ยในงวดต่อไป พูดง่าย ๆ ก็คือ “ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย” นั่นเอง
เป็นผลตอบแทนที่ผู้ขอกู้จ่ายให้กับผู้ปล่อยกู้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีหลายอัตรา ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินกู้

วิธีการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ที่พบได้บ่อย ๆ มีอยู่ 3 แบบ คือ

1. เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate Loan) อัตราดอกเบี้ยจะไม่ปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงตามสถานการณ์หรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ดังนั้น เงินที่ชำระในแต่ละเดือนก็จะคงที่ตลอด เช่น เงินกู้ซื้อรถ เป็นต้น

2. เงินกู้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Loan) อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนไปตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนได้

3. เงินกู้อัตราดอกเบี้ยแบบผสม (Mixed Rate Loan) อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรก จากนั้นจะปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เช่น 4 ปีแรก ดอกเบี้ยคงที่ 3.5% หลังจากนั้นเป็นดอกเบี้ยลอยตัวแบบ MLR – 1 หรืออาจเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันได จากนั้นค่อยปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เช่น 2 ปีแรก ดอกเบี้ย 2% ปีที่ 3 ดอกเบี้ย 3% ปีที่ 4 และ 5 ดอกเบี้ย 4% หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยลอยตัวแบบ MLR + 1 เป็นต้น

ดอกเบี้ยบัตรเครดิต (Credit Card Interest) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกบัตรเครดิต ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์​ (Bank) ​​และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) คิดจากลูกค้าในการใช้บริการสินเชื่อ

การใช้บัตรเครดิตอย่างเหมาะสม ไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็น ชำระหนี้เต็มจำนวนทุกครั้ง (รูดเท่าไร จ่ายเท่านั้น) จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ช่วยลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมาก สามารถติดตามและควบคุมค่าใช้จ่ายได้จากใบแจ้งหนี้ แถมยังเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้นที่ไม่มีดอกเบี้ย เนื่องจากบัตรเครดิตจะมี "ระยะปลอดดอกเบี้ย" (Grace Period) ทำให้เราสามารถเลื่อนระยะเวลาการใช้เงินออกไปได้ โดยไม่เสียดอกเบี้ยใด ๆ เลย

แต่ในทางกลับกัน หากผู้ใช้บัตรเครดิตไม่สามารถ “ชำระหนี้ทั้งหมด” ได้ในแต่ละเดือน ดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็จะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตจะคิดดอกเบี้ยในอัตราค่อนข้างสูงและคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน นอกจากนี้ ยังมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่ผู้ใช้บัตรต้องทำความเข้าใจก่อนถือครองบัตรเครดิตด้วย

ตัวอย่างเช่น ฟ้าใช้บัตรเครดิตซื้อชุดโฮมเธียเตอร์ราคา 80,000 บาท ในวันที่ 2 ตุลาคม 25X1 ต่อมาครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 15 พฤศจิกายน 25X1 ฟ้าไม่ได้ชำระหนี้ แต่ไปชำระวันที่ 30 พฤศจิกายน 25X1 กรณีนี้ผู้ออกบัตรจะเริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 25X1 ซึ่งเป็นวันที่ทำรายการซื้อสินค้า (Transaction Date) ไม่ใช่วันครบกำหนดชำระ (Due Date) ทำให้ฟ้าต้องเสียดอกเบี้ยเป็นเวลา 60 วัน หรือเท่ากับ 2,104 บาท [80,000 x (16%/365) x 60 วัน]

ทั้งนี้ ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป) ผู้ออกบัตรสามารถคิดดอกเบี้ยจากการใช้สินเชื่อบัตรเครดิตได้สูงสุด 16% ต่อปี และคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลได้สูงสุด 25% ต่อปี

ดอกเบี้ยบ้าน (Home Loan) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับที่อยู่อาศัย ซึ่งจะใช้วิธีคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) ที่มักอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ธนาคารคิดจากลูกค้า ได้แก่

1. Minimum Loan Rate (MLR) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบกำหนดระยะเวลา

2. Minimum Overdraft Rate (MOR) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี

3. Minimum Retail Rate (MRR) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี

ตัวอย่างเช่น ธนาคาร ABC ให้กู้เงินซื้อบ้านในวงเงิน 5,000,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย MLR – 1% ในช่วงแรกและ MLR + 1% ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ย MLR ที่ธนาคารกำหนดในแต่ละปี ถ้าปีแรก MLR = 6.25% ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 5.25% (MLR – 1%) ถ้าปีที่สาม MLR = 7.5% ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 8.5% (MLR + 1%) เป็นต้น

โดยทั่วไป อัตราดอกเบี้ย MRR จะสูงกว่า MOR และอัตราดอกเบี้ย MOR จะสูงกว่า MLR ซึ่งส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย MRR และ MLR เป็นตัวสะท้อนระดับความเสี่ยงที่ต่างกันระหว่างลูกค้ารายใหญ่และรายย่อย ซึ่งสามารถศึกษาอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง MLR MOR และ MRR ได้จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา : หนังสือ 365+1 คำศัพท์การเงินและการลงทุน

ดอกเบี้ยรถยนต์ (Car Loan) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับซื้อรถ ซึ่งจะคิดอัตราดอกเบี้ย “แบบคงที่” (Flat Rate) จากยอดเงินกู้ทั้งจำนวน ตลอดระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระ ต่างจากเงินกู้ซื้อบ้านที่จะคิดอัตราดอกเบี้ย “แบบลดต้นลดดอก” (Effective Rate) หรือคิดดอกเบี้ยแบบรายวันตามจำนวนเงินต้นคงเหลือ ซึ่งวิธีการคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละปีไม่เท่ากัน

ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยรถ

รถยนต์ราคา 800,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 6% ต่อปี ถ้าต้องการใช้เวลาผ่อนรถ 5 ปี หรือ 60 งวด จะมีการคิดดอกเบี้ยและจำนวนเงินงวดที่ต้องจ่ายดังนี้

ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด=   เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนปี
=   800,000 x 6% x 5
=   240,000 บาท
เงินผ่อนชำระต่อเดือน=  เงินต้น + ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด
จำนวนเดือนที่ต้องผ่อน
=  800,000 + 240,000
                  60  
=   17,333.33 บาทต่อเดือน
 

ตราสารหนี้ (Debt Instrument) คือ ตราสารแสดงการกู้ยืมเงิน ซึ่งผู้ออกตราสารหนี้จะอยู่ในฐานะ “ลูกหนี้” และผู้ซื้อตราสารหนี้จะอยู่ในฐานะ “เจ้าหนี้” โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และจะได้รับ “เงินต้น” คืนเมื่อครบกำหนดอายุ ตัวอย่างตราสารหนี้ที่พบเห็นทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน

ตราสารหนี้มีจุดเด่นตรงที่เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ เฉลี่ยที่ 2% - 5% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป โดยถ้าลงทุนในพันธบัตรซึ่งมีผู้ออกเป็นภาครัฐ ก็จะมีโอกาสสูญเสียเงินต้นต่ำมาก แต่หากลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน ก่อนลงทุนต้องศึกษาข้อมูลให้แน่ใจก่อนว่า... บริษัทนั้นมีฐานะมั่นคง สามารถจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนได้เมื่อครบกำหนด

ตราสารหนี้จึงเป็นอีกทางเลือกลงทุนที่น่าสนใจอย่างมากท่ามกลางสภาวะตลาดการเงินที่ผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพราะราคาและผลตอบแทนจากตราสารหนี้จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้น หากนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ต และต้องการกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนของผลตอบแทนให้กับพอร์ตลงทุนโดยรวม “ตราสารหนี้” จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยชั้นดีให้กับเรา


เป้าหมายการเงิน (Financial Goal) คือ ตัวกำหนดทิศทางที่สำคัญในการสร้างแผนปฎิบัติทางการเงิน (Financial Action Plan) ที่เราจะต้องลงมือทำ การจะประสบความสำเร็จทางการเงินได้นั้น เราต้องมีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนและมีความสอดคล้องกัน ซึ่งควรมีลักษณะสำคัญ 5 ประการตามหลัก SMART คือ

เป้าหมายที่ดี ตามหลัก SMART

glossary-17

ทั้งนี้ เป้าหมายทางการเงินสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตัวอย่างดังนี้

1. เป้าหมายระยะสั้น (Short-term Goal) คือ เป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 1 ปี เช่น ต้องการออมเงินเพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ราคา 15,000 บาท ในอีก 6 เดือนข้างหน้า
2. เป้าหมายระยะกลาง (Intermediate-term Goal) คือ เป้าหมายทางการเงินที่ต้องการทำให้สำเร็จใน 2-5 ปี เช่น ต้องการออมเงินจำนวน 300,000 บาท เพื่อเรียนต่อระดับปริญญาโทในอีก 2 ปีข้างหน้า
3. เป้าหมายระยะยาว (Long-term Goal) คือ เป้าหมายทางการเงินที่ต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี เช่น ต้องการออมเงินจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อใช้ในวัยเกษียณอีก 25 ปีข้างหน้า

ที่มา : หนังสือ 365+1 คำศัพท์การเงินและการลงทุน


ผลตอบแทนที่คาดหวัง (Expected Return) คือ ผลตอบแทนในรูปของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตจากการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งมีความไม่แน่นอนของผลตอบแทน ดังนั้น การคำนวณผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุน (Expected Return) จึงต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นด้วย โดย “ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุน” จะหมายถึงค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนจากการลงทุนตามความน่าจะเป็นที่จะได้รับผลตอบแทนนั้น

ตัวอย่างเช่น สินทรัพย์ A และ B มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนในแต่ละภาวะเศรษฐกิจ ดังนี้

ภาวะเศรษฐกิจความน่าจะเป็นหลักทรัพย์ Aหลักทรัพย์ B
ดี0.220%25%
ปานกลาง0.410%13%
ถดถอย0.41%-2%
  
Expected Return ของสินทรัพย์
คำนวณได้ดังนี้
= (0.2 x 20%) + (0.4 x 10%) + (0.4 x 1%)
= 4 + 4 + 0.4 = 8.4%

Expected Return ของสินทรัพย์ B
คำนวณได้ดังนี้
= (0.2 x 25%) + (0.4 x 13%) + (0.4 x -2%)
= 5 + 5.2 - 0.8 = 9.4%

การวางแผนเกษียณ (Retirement Planning) คือ การเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อใช้ชีวิตในวัยเกษียณ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระทางการเงินของผู้อื่น ซึ่งการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณ เริ่มต้นจาก...


1. กำหนดอายุที่จะเกษียณ เช่น 55 ปี 60 ปี หรือ 65 ปี เพื่อจะได้รู้ว่าเรามีเวลาเตรียมตัวอีกนานเท่าไหร่

2. ประมาณช่วงระยะเวลาหลังเกษียณ เช่น 20 ปี 25 ปี หรือ 30 ปี เพื่อให้รู้ว่าเราจะต้องใช้เงินหลังเกษียณไปอีกกี่ปี โดยประเมินจากญาติพี่น้องในครอบครัวว่าส่วนใหญ่เสียชีวิตที่อายุประมาณเท่าไหร่ ประกอบกับความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราว่าเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยแค่ไหน

3. ประมาณการค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ ซึ่งอาจจะใช้สูตรนี้คำนวณคร่าว ๆ ได้

calculate72


เช่น หากคาดว่าค่าใช้จ่ายในช่วงใกล้เกษียณจะเท่ากับ 50,000 บาทต่อเดือน และคาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีก 20 ปี ดังนั้น จำนวนเงินที่ควรจะมีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะเท่ากับ 8,400,000 บาท [(70% x 600,000) x 20]

4. ประมาณการแหล่งรายได้หลังเกษียณ เช่น เงินบำเหน็จบำนาญ เงินรับจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รายได้จากการลงทุน หรือผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิต ฯลฯ เพื่อดูว่าเราจะมีเงินเพียงพอหรือไม่

5. วางแผนการออมและลงทุน จากประมาณการค่าใช้จ่ายและรายได้หลังเกษียณ เราก็จะรู้ว่าต้องเก็บเงินเพิ่มอีกเท่าไร และจะสามารถวางแผนการออมและลงทุนอย่างเหมาะสมได้

การวางแผนประกันภัย (Insurance Planning) คือ การเตรียมแผนเพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตที่จะมากระทบกับชีวิต (ประกันชีวิต) และทรัพย์สิน (ประกันวินาศภัย) ซึ่งการวางแผนประกันที่ดีก็จะช่วยให้บรรเทาความเสี่ยงได้จากการคุ้มครองของทุนประกันที่เราทำไว้นั่นเอง และหากกล่าวถึงประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับบุคคล จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

glossary-18 glossary-19 glossary-20


การวางแผนประกันที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่ ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ความเสี่ยงที่จะมีชีวิตยืนยาว ความเสี่ยงทุพพลภาพ และความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้ หากความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เราหรือผู้อยู่ในอุปการะไม่สามารถรับภาระทางการเงินที่อาจเกิดได้ ก็ควรเลือกทำประกันที่เหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบทางการเงิน โดยพิจารณาทุนประกันที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป จะได้ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันมากเกินความจำเป็น

รูปแบบการทำประกันชีวิต

การทำประกันชีวิต (Life Insurance) คือ การประกันภัยที่มี “ชีวิต” เป็นวัตถุเอาประกัน โดยผู้รับประกันจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ หากผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินให้ผู้เอาประกันเมื่อครบระยะเวลาตามสัญญา ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเบี้ยประกันตามที่ตกลงกัน

การประกันชีวิตแบ่งออกเป็น 4 แบบพื้นฐาน ดังนี้

1. แบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance) ให้ความคุ้มครองตลอดชีวิต โดยจะจ่ายเงินเอาประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือจ่ายเงินคืนให้ผู้เอาประกันเมื่อผู้เอาประกันมีอายุครบ 99 ปี จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว

2. แบบชั่วระยะเวลา (Term Life Insurance) มีทั้งระยะสั้น ระยะยาว โดยจะจ่ายเงินเอาประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตในช่วงระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น และจะไม่มีเงินคืน หากผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่จนครบสัญญา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือคุ้มครองหนี้สิน

3. แบบสะสมทรัพย์ (Saving Life Insurance) ลูกผสมระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมเงิน โดยจะจ่ายเงินเอาประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันชีวิตเสียชีวิตในระยะเวลาประกัน หรือคืนเงินให้ผู้เอาประกันเมื่ออยู่จนครบสัญญา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินระยะยาว

4. แบบบำนาญหรือแบบเงินได้ประจำ (Annuity Life Insurance) ที่จะจ่ายเงินจำนวนเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอให้แก่ผู้เอาประกันภัยเมื่อเกษียณอายุ จึงเป็นประกันทางการเงินเพื่อชดเชยรายได้ที่จะลดลงได้

แผนภาษี (Tax Planning) คือ การเตรียมการเพื่อเสียภาษีให้ถูกต้อง ครบถ้วน ในฐานะพลเมืองดีและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้น้อยลง ไม่ต้องเสียภาษีมากเกินไป รวมถึงไม่ต้องชำระภาษีเพิ่มหรือเสียเบี้ยปรับโดยใช่เหตุ ยิ่งหากมีการวางแผนภาษีที่ดี ก็อาจได้เงินภาษีคืนจำนวนไม่น้อย ซึ่งเราอาจนำไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลสร้างเงินกลับมาให้เราได้

การวางแผนภาษีที่ดีควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้ที่เราจะต้องเสีย และรู้จักใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้คุ้มค่า โดยหลักในการวางแผนภาษีก็คือ รู้ประเภทรายได้ รู้ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ รู้ค่าลดหย่อนเพื่อลดภาษี รวมถึงรู้วิธีคำนวณภาษี และรู้ช่องทางการยื่นภาษี

การวางแผนมรดก (Estate Planning) คือ การวางแผนส่งต่อทรัพย์สินในยามที่เสียชีวิตให้เป็นไปตามความต้องการของเรา เนื่องจากมรดกนั้นจะครอบคลุมทรัพย์สินและหนี้สิน ทำให้อยู่ในข่ายที่จะสามารถตกทอดถึงทายาทได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติทุกคนควรเริ่มรวบรวมและจดบันทึกทรัพย์สินและหนี้สินตามแหล่งต่าง ๆ ว่า เป็นจำนวนเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง เพื่อให้เป็นระบบระเบียบและสะดวกมากยิ่งขึ้นต่อการใช้ประโยชน์ในอนาคต

การส่งต่อกองมรดกนั้น เครื่องมือที่ใช้ก็จะเป็น การทำพินัยกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินจะถูกส่งต่อหรือถ่ายโอนไปยังบุคคลที่เราต้องการมอบให้อย่างแน่นอนและครบถ้วน ซึ่งตามกฎหมายเราจะให้ใครหรือองค์กรใดเป็นผู้รับมรดกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติสนิท หรือสายเลือดเดียวกันเสมอไป โดยขั้นตอนการทำพินัยกรรมเพียงแค่ระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ก็ทำให้การจัดการทรัพย์สินของเราเป็นไปอย่างสมบูรณ์ได้

ข้อมูลหลัก ๆ ที่ต้องระบุในพินัยกรรมประกอบด้วย ข้อมูลส่วนตัว (ชื่อ นามสกุล อายุ) รายการทรัพย์สินต่าง ๆ (บ้าน ที่ดิน เงินฝาก) กรมธรรม์ประกัน (ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ) รายชื่อผู้รับมรดก ผู้จัดการมรดก จำนวนทรัพย์สินที่ต้องการจัดสรรให้แต่ละคน ลายมือชื่อ และวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม ซึ่งสามารถเขียนด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับได้ แต่ก็ควรมีพยานยืนยันว่าเราเขียนพินัยกรรมฉบับนี้จริง ๆ ซึ่งพยานไม่ควรมีส่วนได้เสียและไม่เป็นผู้รับมรดกดังกล่าวด้วย

เมื่อทำพินัยกรรมแล้ว ควรกลับมาปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยอยู่ตลอด อย่างน้อยทุก ๆ 3 – 5 ปี เพื่อให้แน่ใจว่า พินัยกรรมของเราจะถูกนำไปปฏิบัติตามที่เราต้องการ และควรบอกกล่าวแก่คู่สมรสหรือบุคคลใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ให้ทราบด้วยว่า พินัยกรรมฉบับล่าสุดนั้นจัดทำขึ้นเมื่อไรและเก็บไว้ที่ใด รวมถึงเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถนำพินัยกรรมและเอกสารต่าง ๆ มาดำเนินการต่อไปได้

กรณีที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินจะถูกจัดสรรให้แก่ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสและประเภทญาติ ตามลำดับและสัดส่วนทางกฎหมายที่ได้กำหนดไว้ โดยทายาทโดยธรรมประเภทญาติ ได้แก่

educationIB - icon-check1. ผู้สืบสันดาน
educationIB - icon-check4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
educationIB - icon-check2. บิดามารดาeducationIB - icon-check5. ปู่ ย่า ตา ยาย
educationIB - icon-check3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
educationIB - icon-check 6. ลุง ป้า น้า อา

การวางแผนลงทุน (Investment Planning) คือ การบริหารจัดการเงินให้งอกเงยผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น การลงทุนในทรัพย์สินที่แท้จริงและมีตัวตนจับต้องได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ฯลฯ การลงทุนในการทำธุรกิจ หรือการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน

การวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบจะช่วยให้นักลงทุนมีทิศทางในการลงทุนที่ชัดเจนและมีการจัดสรรเงินลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการกำหนดรายละเอียดที่สำคัญของกลยุทธ์การลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเป้าหมายในการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้การเลือกประเภทสินทรัพย์และการจัดสรรการลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม

แผนการลงทุนที่ดีต้องคำนึงถึงความต้องการและข้อจำกัดของนักลงทุนอย่างรอบด้าน ดังนี้

educationIB - icon-checkวัตถุประสงค์ในการลงทุน เช่น ต้องการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ประจำ เพื่อการเติบโตของเงินลงทุน เพื่อการประหยัดภาษี หรือเพื่อสะสมความมั่งคั่งสำหรับวัยเกษียณ เป็นต้น
educationIB - icon-checkผลตอบแทนที่ต้องการและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะสินทรัพย์ทางการเงินแต่ละประเภทให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน นักลงทุนจึงต้องเลือกลงทุนอย่างรอบคอบ
educationIB - icon-checkระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน

นอกจากนี้ ยังควรทบทวนแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุก 3 เดือนหรือ 6 เดือนด้วย

ที่มา : หนังสือ 365+1 คำศัพท์การเงินและการลงทุน


“พอร์ตการลงทุน” (Investment Portfolio) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “พอร์ต” คือ การสร้างกลุ่มหลักทรัพย์ตั้งแต่ 2 หลักทรัพย์ขึ้นไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินหลาย ๆ ประเภท เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าของหลักทรัพย์ และสร้างผลตอบแทนให้เป็นไปตามที่คาดหวัง

พอร์ตการลงทุนที่ดี ต้องกระจายความเสี่ยงได้อย่างสมดุล ไม่ใช้เงินจำนวนมากลงทุนในสินทรัพย์เดียวจนหมด แต่ก็ต้องไม่หลากหลายหรือกระจายจนเกินไป เพราะจะทำให้ติดตามดูแลยาก รวมทั้ง ต้องมีความยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแผนลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ได้ และ มีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมาย โดยนักลงทุนคนหนึ่งอาจมีหลายพอร์ตตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนในเงินก้อนนั้น ซึ่งแต่ละคนอาจจัดสัดส่วนการลงทุนที่แตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้

การปรับพอร์ตการลงทุน 

เมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์เติบโตไม่เท่ากัน สินทรัพย์ที่โตเร็วจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนโดยรวมของพอร์ตเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจส่งผลให้ความเสี่ยงของพอร์ตเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว การปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุนจึงทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่า พอร์ตลงทุนจะยังตอบโจทย์เป้าหมายในอนาคต แถมยังอยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดย “การปรับสมดุลของพอร์ตลงทุน” (Portfolio Rebalancing) จะเป็นการปรับสัดส่วนของสินทรัพย์หลักที่เราวางแผนลงทุนในระยะยาว ให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนที่เราตั้งใจไว้ในตอนแรก โดยการขายสินทรัพย์ที่มีน้ำหนักเกินสัดส่วนที่กำหนด และซื้อสินทรัพย์ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าที่เรากำหนด เพื่อทำให้พอร์ตกลับมามีความสมดุลเหมือนเดิม


มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value : NAV) คือ มูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดของกองทุนรวม รวมถึงผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่กองทุนรวมได้รับจากการลงทุน หักออกด้วยค่าใช้จ่ายและหนี้สินของกองทุนรวมนั้น โดยปกติแล้วบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะทำการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนตามราคาตลาดในแต่ละวัน (Mark to Market) เพื่อให้สะท้อนถึงมูลค่าที่เป็นจริงตามสภาวะตลาดที่ได้เปลี่ยนแปลงไป และเปิดเผยให้นักลงทุนทราบทุกสิ้นวันทำการ โดยจะประกาศเป็น “มูลค่าต่อหน่วยลงทุน” ซึ่งมูลค่าต่อหน่วยนี้อาจสูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้ แล้วแต่ภาวะการลงทุนในแต่ละวัน


มูลค่าต่อหน่วยลงทุน (NAV ต่อหน่วย)=มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)
จำนวนหน่วยลงทุน


นอกจาก NAV จะแสดงถึง “มูลค่าที่แท้จริงของกองทุนรวม” แล้ว ยังแสดงถึง “ราคาซื้อ” หรือ “ราคาขายคืน” กองทุนรวมอีกด้วย โดยหากเราต้องการจะ “ซื้อ” ให้ดูราคาที่ช่อง “ราคาขาย” ในทางกลับกัน หากเราต้องการจะขาย ให้ดูที่ช่อง “ราคารับซื้อคืน” ซึ่งส่วนใหญ่ราคาขายจะสูงกว่าราคารับซื้อคืนประมาณ 0.0001 บาท และหากมีค่าธรรมเนียมการซื้อ ก็จะบวกเข้าไปในราคาขายด้วย

มูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money : TVM) คือ แนวคิดพื้นฐานด้านการเงินที่จะบอกว่า “เงิน” ในแต่ละช่วงเวลาจะมี “มูลค่า” ไม่เท่ากัน พูดง่าย ๆ คือ มูลค่าของเงินจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลานั่นเอง ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบมูลค่าของเงินในเวลาที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม

มูลค่าในอนาคต (Future Value: FV)

มูลค่าในอนาคต (Future Value : FV) คือ มูลค่ารวมของเงินต้น (มูลค่าปัจจุบัน) กับผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง โดยเราสามารถคำนวณมูลค่าของเงินในอนาคตได้ดังนี้

มูลค่าในอนาคต (FV)=  มูลค่าปัจจุบัน x (1 + อัตราผลตอบแทน)ระยะเวลา
=  PV x (1 + i)n

 

ตัวอย่างเช่น นำเงินจำนวน 500,000 บาทไปลงทุน โดยได้รับผลตอบแทน 8% ต่อปี อยากทราบว่าอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีเงินเท่าไหร่

FV  =  500,000 x (1 + 0.08)3  =  629,856 บาท

ซึ่งสามารถแยกคำนวณทีละปี ได้ดังนี้
ปีที่ 1 FV  =  500,000 x (1 + 0.08)1  =  540,000 บาท
ปีที่ 2 FV  =  540,000 x (1 + 0.08)1  =  583,200 บาท
ปีที่ 3 FV  =  583,200 x (1 + 0.08)1  =  629,856 บาท

จะเห็นว่า... เงินต้นปีที่ 2 จำนวน 540,000 บาท มีผลตอบแทนของปีที่ 1 รวมอยู่ด้วย 40,000 บาท ผลตอบแทนที่ได้รับในปีที่ 2 จึงมากกว่าปีแรก (43,200 บาท เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยปีแรก 40,000 บาท) แสดงว่าเราได้รับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย หรือที่เรียกว่า “ดอกเบี้ยทบต้น” (Compound Interest) ด้วย

มูลค่าปัจจุบัน (Present Value : PV)

มูลค่าปัจจุบัน (Present Value : PV) คือ มูลค่า ณ วันนี้ของเงินจำนวนหนึ่งที่จะได้รับในอนาคต ซึ่งคำนวณได้จากสูตร

มูลค่าปัจจุบัน (PV)  =มูลค่าในอนาคต
หรือ PV   =FV
 (1 + อัตราผลตอบแทน)ระยะเวลา (1 + i)n

 

ตัวอย่างเช่น วางแผนจะเรียนต่อปริญญาโทในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยต้องใช้เงินประมาณ 300,000 บาท จึงนำเงินไปลงทุน คาดว่าจะได้ผลตอบแทน 7% ต่อปี อยากทราบว่าจะต้องลงทุนด้วยเงินต้นจำนวนเท่าไหร่


PV  =300,000=  213,896 บาท
 (1 + 0.07)5 

 

ดังนั้น ต้องลงทุนวันนี้จำนวน 213,896 บาท และได้ผลตอบแทนอย่างน้อย 7% ต่อปี จึงจะมีเงิน 300,000 บาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเปลี่ยนใจจะเรียนปริญญาโทในอีก 3 ปีข้างหน้า ก็จะต้องเริ่มลงทุนด้วยเงิน 244,889 บาท [300,000 / (1 + 0.07)3] เพิ่มขึ้นถึง 30,993 บาท นั่นเป็นเพราะระยะเวลาน้อยลง จึงต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น

จะเห็นว่า... โอกาสในการสร้างผลตอบแทนเกิดขึ้นจากระยะเวลา ดังนั้น แนวคิดเรื่องมูลค่าของเงินตามระยะเวลาจึงเป็นแนวคิดพื้นฐานที่ควรนำมาพิจารณาเสมอเมื่อมีการตัดสินใจทางการเงิน


ระบบสมาชิกเลือกลงทุน (Employee’s Choice) คือ ทางเลือกที่เปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถเลือกนโยบายการลงทุนได้ตามความเหมาะสมของตนเอง โดยคำนึงถึงอายุ ผลตอบแทนที่ต้องการ และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

ประโยชน์ของการมี  Employee’s Choice

educationIB - icon-checkสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับตนเองได้ เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายการลงทุน ระดับความความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมไปถึงข้อจำกัดในการลงทุนที่แตกต่างกัน
educationIB - icon-checkได้รับผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุนที่เลือกเอง
educationIB - icon-checkกระจายความเสี่ยงได้ด้วยการเลือกหลายนโยบายการลงทุน

glossary-10

รีไฟแนนซ์ (Refinance) คือ การเปลี่ยนเจ้าหนี้หรือการปิดหนี้จากเจ้าหนี้รายเดิมมาเป็นเจ้าหนี้รายใหม่ หรือทำสัญญาใหม่กับเจ้าหนี้รายเดิมโดยมีเงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยถูกลง ทำให้ค่างวดที่ต้องจ่ายต่อเดือนลดลง หรือต้องการรวมหนี้จากเจ้าหนี้หลายรายมาเป็นเจ้าหนี้รายเดียว

ปัจจุบันนิยมรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งลูกหนี้ควรพิจารณาเปรียบเทียบภาระดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินเดิม กับค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น ค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ ค่าประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเจ้าหนี้ การทำสัญญาใหม่ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้กับเจ้าหนี้ ก่อนตัดสินใจ


การวางแผนการเงิน (Financial Planning) คือ กระบวนการในการจัดทำแผนบริหารจัดการเรื่องการเงินส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายชีวิตตามที่ต้องการได้ โดยแผนการเงินจะประกอบด้วย

  1. แผนการใช้จ่าย (Spending Plan) เป็นเรื่องพื้นฐานในการวางแผนการเงิน โดยเริ่มจากการจดบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองหรือครอบครัว และมีแนวทางในการสร้างแผนการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม
  2. แผนการซื้อสินทรัพย์ (Asset Acquisition Plan) ได้แก่ บ้าน รถยนต์หรือสินทรัพย์ที่มีราคาสูง ซึ่งต้องวางแผนการซื้ออย่างรอบคอบ หากจำเป็นต้องกู้เงินจะต้องวางแผนการจัดการหนี้และเปรียบเทียบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ
  3. แผนประกันภัย (Insurance Plan) การทำประกันชีวิตและประกันวินาศภัยจะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินลงได้ แต่แผนการประกันภัยที่ดีก็ต้องไม่สร้างภาระมากเกินไปด้วย
  4. แผนการออมและลงทุน (Saving and Investment Plan) ควรทำควบคู่ไปกับแผนการใช้จ่าย ที่สำคัญควรกำหนดเป้าหมายการออมและลงทุนอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับรายได้ โดยช่วงเริ่มต้นทำงานควรเน้นการเก็บออม เพื่อให้มีสภาพคล่องและมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น หน้าที่การงานเริ่มมั่นคง ควรวางแผนลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง เพราะทางเลือกในการลงทุนมีมากมาย จึงต้องพิจารณาทั้งผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ควบคู่กันเสมอ
  5. แผนภาษี (Tax Plan) การวางแผนภาษีจะช่วยให้เราเสียภาษีได้ถูกต้อง สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการประหยัดภาษีที่รัฐบาลมอบให้ เพื่อลดภาระภาษีให้น้อยลง มีเงินเหลือไปออมและลงทุนเพื่อต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตนเองได้
  6. แผนเกษียณ (Retirement Plan) เป็นแผนการเงินระยะยาวที่ควรเริ่มทำตั้งแต่ในวัยสามสิบต้น ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากระยะเวลาในการสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า
  7. แผนมรดก (Estate Plan) เป็นแผนที่ควรจัดการให้เรียบร้อย เพื่อจัดสรรความมั่งคั่งที่สะสมไว้ไปอย่างที่เราต้องการ

อัตราดอกเบี้ยประเภทต่าง ๆ จะถูกคำนวณเป็นอัตราร้อยละต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยในทางเศรษฐศาสตร์จะสะท้อนมูลค่าของเวลา (Time Value) และสะท้อนมูลค่าของเงิน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ทำให้การคำนวณอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ สามารถทำได้หลายวิธีเพื่อสะท้อนปัจจัยเหล่านั้น

ตัวอย่างการคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบต่าง ๆ ที่ใช้บ่อยในปัจจุบัน ได้แก่

  1. อัตราดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest Rate) คือ ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่คิดจาก “เงินต้น” บวกกับดอกเบี้ยที่ได้รับจากงวดก่อนหน้า สมมติเรานำเงิน 10,000 บาท ไปฝากธนาคาร ได้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 5% ต่อปี เมื่อครบ 1 ปี เงินของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,500 บาท (เงินต้น 10,000 บาท บวกดอกเบี้ย 500 บาท) เงิน 10,500 บาทนี้ จะกลายเป็นเงินต้นของปีที่ 2 และเมื่อครบ 2 ปี เงินของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 11,025 บาท (เงินต้น 10,500 บาท บวกดอกเบี้ย 525 บาท) และในปีถัด ๆ ไปดอกเบี้ยของปีนั้นจะถูกทบเข้ากับเงินต้น และกลายเป็นเงินต้นของปีถัดไป เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย  ๆ
  2. อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ (Nominal Interest Rate) หักด้วยอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) เช่น ฝากเงิน 10,000 บาทไว้กับธนาคาร โดยได้รับดอกเบี้ย 2% ต่อปี หากอัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 3% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเท่ากับ -1% (2% - 3% = -1%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อจะลดลง เช่น ต้องการซื้อสินค้าราคา 10,000 บาท หากตอนต้นปีฝากเงิน 10,000 บาท ซึ่งได้รับดอกเบี้ย 2% พอถึงสิ้นปีเงินฝากนี้จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 10,200 บาท แต่ราคาสินค้าทั่วไปกลับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเป็น 10,300 บาท ทำให้เงินออมที่มีไม่เพียงพอที่จะซื้อสินค้าชิ้นนี้
  3. อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้เงินต้องจ่ายจริง (Effective Interest Rate) คำนวณจากจำนวนเงินที่ผู้กู้ได้รับจริง ระยะเวลาการกู้ยืม การจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละงวด โดยจะพิจารณาจากส่วนต่างที่แท้จริงของเงินต้นกับเงินที่ผู้กู้ต้องจ่ายคืน โดยทั่วไป Effective Interest Rate จะสูงกว่า Nominal Interest Rate

    การคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้เงินต้องจ่ายจริง (Effective Interest Rate)

    ตัวอย่างเช่น กู้เงินผ่อนสินค้า 30,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน โดยจะต้องชำระทั้งสิ้น 24 เดือน

    เงินผ่อนชำระต่อเดือน = (เงินต้น + ดอกเบี้ย) / จำนวนงวด 
     = [30,000 + (30,000 x 2% x 24)] / 24
    = 1,850 บาทต่อเดือน
    หรือคิดเป็นเงินที่จ่ายคืนให้เจ้าหนี้ทั้งสิ้น 44,400 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณเปรียบเทียบกับเงินต้นและระยะเวลาที่กู้ยืมแล้ว
    จะต้องเสียดอกเบี้ย 3.41% ต่อเดือนหรือ 40.88% ต่อปี


    ในกรณีนี้ Nominal Interest Rate คือ 2% ต่อเดือนหรือ 24% ต่อปี และ Effective Interest Rate คือ 3.41% ต่อเดือนหรือ 40.88% ต่อปี เห็นได้ว่า Effective Interest Rate จะสูงกว่า Nominal Interest Rate ถึง 16.88% ต่อปี ซึ่งความแตกต่างนี้จะสูงขึ้นอีก หากระยะเวลาในการกู้ยืมยาวนานขึ้น หรือมีจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระมากขึ้น ดังนั้นในการกู้เงินผู้กู้จึงควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริงให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

  4. อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step Up Interest Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารจะจ่ายให้ผู้ฝากเงินเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยทั่วไปจะกำหนดจำนวนเงินฝากขั้นต่ำและไม่อนุญาตให้เบิกถอนก่อนกำหนด ซึ่งการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบนี้จะเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น คือ จะไม่นำดอกเบี้ยที่ได้รับในช่วงแรกมารวมเป็นเงินต้นงวดถัดไปนั่นเอง

    การคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step Up Interest Rate)

    ตัวอย่างเช่น ในวันที่ 1 มกราคม ฝากเงิน 100,000 บาท ได้รับอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได 12 เดือน โดยธนาคารจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเดือนที่ 1 - 4 ในอัตรา 2% เดือนที่ 5 - 8 ในอัตรา 2.5% เดือนที่ 9 - 11 ในอัตรา 3% และเดือนสุดท้ายในอัตรา 3.5% โดยมีเงื่อนไขว่า หากถอนเงินก่อนกำหนดจะได้รับดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ออมทรัพย์ ในกรณีนี้ ดอกเบี้ยที่ได้รับจะคำนวณดังนี้

    calculate72


    ดังนั้น จะได้รับดอกเบี้ยทั้งสิ้น 2,545.21 บาท (657.53 + 842.47 + 747.95 + 297.26)
    หรือได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารจ่ายจริง (Effective Interest Rate) คือ 2.54% นั่นเอง

ที่มา : หนังสือ 365+1 คำศัพท์การเงินและการลงทุน


สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือ สังคมที่มีสัดส่วนของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด หรือมีอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด โดยข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ หากภาครัฐไม่ได้เตรียมการอย่างเหมาะสม เนื่องจากภาระของประเทศในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุนั้นเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายด้านประกันชราภาพและค่ารักษาพยาบาล

ในปี พ.ศ.2553 ประเทศไทยมีอัตราการเป็นภาระในวัยสูงอายุ (Old – Age Dependency Ratio) ซึ่งก็คือ สัดส่วนผู้สูงอายุ (ผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี) ต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (ผู้มีอายุระหว่าง 15 - 59 ปี) อยู่ที่วัยทำงาน 6 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน และมีการคาดการณ์ไว้ว่าวัยทำงานจะลดลงเหลือเพียง 3 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนในปี พ.ศ.2570 นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง เพราะจำนวนคนวัยทำงานลดลง ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) ประมาณการไว้ว่าช่วงปี พ.ศ.2553 - 2593 (ค.ศ.2010 - 2050) เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น สเปน และเยอรมนีจะขยายตัวลดลง 0.7% จากปัญหาสังคมผู้สูงอายุ

ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น สวัสดิการของรัฐที่มีอยู่คงจะไม่เพียงพอ อีกทั้งขนาดของครอบครัวที่เล็กลง การพึ่งพาตนเองในวัยเกษียณจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การออมเงินอย่างสม่ำเสมอและการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับชีวิตสบาย ๆ ในวัยเกษียณจึงเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง


หุ้นสามัญ (Common Stock) คือ ตราสารที่กิจการออกให้แก่ผู้ถือ เพื่อระดมเงินทุนไปใช้ในกิจการ โดยผู้ถือหุ้นจะมีฐานะเป็น "เจ้าของ" ซึ่งจะมีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิในทรัพย์สินและรายได้ของกิจการ ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend) เมื่อกิจการมีกำไร และหากกิจการมีผลการดำเนินงานที่ดี ราคาหุ้นเติบโต ก็จะสามารถทำกำไรได้จากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ได้ด้วย

แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นจะไม่ค่อยแน่นอน ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกิจการนั้น ๆ หากกิจการมีปัญหาจนถึงขั้นล้มละลาย ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินลงทุนคืนก็ต่อเมื่อกิจการจ่ายภาระผูกพันแก่เจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็น “ความเสี่ยง” ของการลงทุนในหุ้น


อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) คือ ตัวชี้วัดที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาสินค้าและบริการในปีปัจจุบันเทียบเท่ากับปีก่อน เช่น อัตราเงินเฟ้อ 5% อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น 5% (จาก 100 เป็น 105 บาท) เมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้น ถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ เราก็จะซื้อสินค้าได้น้อยลง เงินเฟ้อจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อำนาจซื้อ (Purchasing Power) ของเราลดลง ซึ่งในการพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อวางแผนการเงิน โดยเฉพาะแผนการเกษียณและแผนการเงินระยะยาวก็จะต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อด้วยเสมอเพราะเงินเฟ้อจะลดทอนจำนวนเงินของเราไปตามกาลเวลาได้นั่นเอง

ที่มา : หนังสือ 365+1 คำศัพท์การเงินและการลงทุน

การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินส่วนบุคคล (Personal Financial Ratio) คือ การเปรียบเทียบตัวเลขในงบการเงินในรูปแบบอัตราส่วน เพื่อประเมินศักยภาพทางการเงินของบุคคลในเชิงลึก ซึ่งมีอัตราส่วนทางการเงินพื้นฐาน ได้แก่

อัตราส่วนทางการเงินพื้นฐาน
อัตราส่วนความอยู่รอด=รายได้จากการทำงาน + รายได้จากสินทรัพย์แสดงถึงความสามารถในการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ในแต่ละเดือน โดยดูจากรายได้รวมจากทุกช่องทางว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตหรือยัง ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ามากกว่า 1 เท่า แสดงว่าคุณสามารถอยู่รอดได้ เพราะมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายรวม
อัตราส่วนความมั่งคั่ง=รายได้จากสินทรัพย์แสดงถึงความมั่งคั่งและมีอิสรภาพทางการเงิน โดยดูเฉพาะรายได้จากทรัพย์สินว่าครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตหรือยัง ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ามากกว่า 1 เท่า ก็แสดงว่าคุณมีรายได้จากสินทรัพย์มากพอที่จะใช้จ่ายและใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย แม้จะไม่ทำงาน
ค่าใช้จ่ายรวม
อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน=สินทรัพย์สภาพคล่องแสดงถึงสินทรัพย์สภาพคล่องที่มีอยู่ว่าสามารถใช้ในการดำรงชีวิตได้กี่เดือน แม้ว่าเราอาจจะไม่มีรายได้ ซึ่งอัตราส่วนนี้ควรมีค่าระหว่าง 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายรวม
อัตราส่วนการชำระคืนหนี้สินจากรายได้=เงินชำระคืนหนี้สินแสดงถึงความสามารถในการชำระคืนหนี้สินจากรายได้รวมที่ได้รับ ซึ่งอัตราส่วนนี้ควรมีค่าระหว่าง 35% - 45% หากมีค่ามาก ๆ อาจมีความเสี่ยงเรื่องการผ่อนชำระหนี้ในอนาคต
รายได้รวม
อัตราส่วนการออม=ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุนแสดงถึงความสามารถในการออมเงินจากรายได้ เพื่อใช้สำหรับเป้าหมายทางการเงินในอนาคต เช่น ศึกษาต่อ ดาวน์บ้าน ซื้อรถ ท่องเที่ยว เกษียณ ฯลฯ ซึ่งอัตราส่วนนี้ควรมากกว่าหรือเท่ากับ 10%
รายได้รวม
อัตราส่วนการลงทุน=สินทรัพย์ลงทุนแสดงถึงสถานภาพทางการเงินที่มีความมั่นคง ซึ่งอัตราส่วนนี้ควรมากกว่าหรือเท่ากับ 50%
ความมั่งคั่งสุทธิ