set.or.th/investnow เปิดบัญชีออมหุ้น รอบรู้ ออมหุ้น DCA บทความ #investnow

บทความ #investnow

Ep.04 : วิธีวางแผนการเงิน (ตอน 1)

กระบวนการวางแผนการเงินนั้น ก็เหมือนการวางแผนการเดินทาง ดังนั้นก่อนที่เราจะออกเดินทาง เราต้องรู้ตำแหน่งที่อยู่หรือจุดตั้งต้นของตัวเองเสียก่อน การทำความรู้จักตัวเองก่อนจะเริ่มวางแผนการเงิน เรียกว่าเป็นการวิเคราะห์สถานภาพทางการเงินของตัวเอง หรือพูดให้ง่ายขึ้นไปอีกก็คือ การตรวจสุขภาพทางการเงิน

ขั้นตอนการวางแผนการเงิน แสดงได้ดังรูปต่อไปนี้

ดังนั้นขั้นแรกของการวางแผนการเงินก็คือ การสำรวจตัวเองหรือการตรวจสุขภาพทางการเงิน โดยปกติในขั้นนี้นิจะถามผู้เข้ารับคำปรึกษา (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือคุณลูกค้านั่นเอง) ว่า คุณลูกค้าเคยตรวจสุขภาพประจำปีมั้ย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะตอบว่า เคยตรวจ เราตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อดูความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย และถ้าหากเกิดความผิดปกติใดๆ กับร่างกายเราจะได้ดูแลรักษาได้ทันท่วงที ถูกต้องมั้ยคะ ในทำนองเดียวกัน การตรวจสุขภาพทางการเงิน ก็คือ การตรวจสอบดูว่าสถานะทางการเงินของเราเป็นอย่างไร มีเงินออมมากพอมั้ย สภาพคล่องมีมั้ย มีหนี้สินมากไปหรือเปล่า และสัดส่วนการลงทุนของเราเป็นอย่างไร เป็นต้น

การตรวจสุขภาพทางการเงินจะทำผ่านงบการเงินส่วนบุคคล เอ ว่าแต่ แล้วเจ้างบการเงินส่วนบุคคลคืออะไร

งบการเงินส่วนบุคคล (Personal Financial Statement) แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

1. งบดุลส่วนบุคคล (Personal Balance Sheet) เป็นงบที่แสดงฐานะทางการเงินของบุคคล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ว่าบุคคลนั้นรวยแค่ไหน รวยจริงหรือไม่ โดยวิธีการก็คือ จะสำรวจทรัพย์สิน และหนี้สินของบุคคล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อหาความมั่งคั่งสุทธิ โดยนำสินทรัพย์ ลบหนี้สิน เหลือเท่าไหร่ นั่นแหละ ที่เราเรียกว่า ความมั่งคั่งสุทธิ หรือ Net Worth

ความมั่งคั่งสุทธิ (Net Worth) = สินทรัพย์ (Assets) – หนี้สิน (Debt)

2. งบกระแสเงินสดส่วนบุคคล (Personal Cash Flow Statement) เป็นงบที่วัดกระแสเงินเข้า (รายได้) และเงินออก (รายจ่าย) หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายนั่นเอง

กระแสเงินสดสุทธิ (Net Cash Flow) = รายได้ (Income) – รายจ่าย (Expense)

จาก 2 งบดังกล่าว ก็จะทำให้เรารู้ว่าตอนนี้สุขภาพทางการเงินของเราเป็นอย่างไร

ขั้นถัดมา เราก็มากำหนดเป้าหมายทางการเงินกัน ซึ่งเป้าหมายทางการเงินก็มาจากเป้าหมายชีวิตนั่นแหละ เช่น อยากเกษียณอายุอย่างมั่งคั่ง อยากส่งลูกเรียนจบระดับปริญญาโทต่างประเทศ เป็นต้น เมื่อเรารู้สถานะทางการเงินของตัวเอง และรู้เป้าหมายทางการเงิน ก็มาวิเคราะห์ว่าด้วยสถานะในปัจจุบันจะสามารถพาเราไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่เราต้องการได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ แปลว่ายังขาดอยู่ ซึ่งเราก็ต้องมาจัดทำแผนการเงิน เพื่อปิดช่องว่างทางการเงินนั้นๆ

เมื่อทำแผนการเงินแล้ว ก็ต้องลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จากนั้นก็มีการทบทวนและปรับปรุงแผนอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเรายัง อยู่ในแผนการเงินที่วางไว้ และในที่สุดคุณก็จะบรรลุเป้าหมายและเข้าสู่เส้นชัยตามที่ตั้งใจไว้