เวทีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้กลุ่มคน 3 กลุ่มได้คุยกัน คือ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และคณะกรรมการบริษัท
เก็บตกประเด็นคำถาม-คำตอบ เรื่อง การมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงาน พบว่า ในจำนวน กว่า 800 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มี 21 บริษัท ยังไม่มีนโยบายในการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เราลองหันมามองสองมิติจากมุมของผู้บริหาร และมุมของสังคม ที่อาจมีรอยแยก แตกต่างกัน
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ-Provident Fund (PVD) รองรับด้วย พรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 เป็น “กองทุน” ที่เกิดขึ้นโดยความความสมัครใจของนายจ้าง และลูกจ้าง อันเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างยามชราภาพ หรือเมื่อต้องออกจากงาน
เงินที่หักจากเงินเดือนของฝั่งลูกจ้าง เรียกว่า “เงินสะสม” ส่วนเงินจากฝ่ายนายจ้าง เรียกว่า “เงินสมทบ ” และทั้งหมดจะเป็นเครื่องมือทางการเงิน เป็นเงินเก็บ เป็นสวัสดิการ โดยมอบให้ บลจ.มืออาชีพ เข้ามาบริหารเงินก้อนนี้
ข้อดีที่รัฐบาลสนับสนุนให้ทุกกิจการมี PVD ให้กับพนักงาน คือ การมีวินัยทางการเงิน บริหารโดยมืออาชีพ และสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
เงินกองทุนก้อนโตของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีมากว่า 36 ปี รวมกว่าเก้าแสนล้านบาท จัดชั้นเป็นเงินออมของประเทศอีกก้อนหนึ่ง
จากข้อมูลภาคสนามของการเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของทุกบริษัทจดทะเบียน จึงพบข้อมูลในปี 2564 ว่า มี 25 บริษัทจดทะเบียน ที่ยังไม่มีนโยบายจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
รุ่งขึ้นในอีกสองปีต่อมา คือ ข้อมูลล่าสุด ปี 2566 เหลือ 21 บริษัท ที่ยังคงไม่มีนโยบายจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เหตุผลโดยรวมที่ผู้บริหารตอบในประเด็นนี้ คือ บริษัทยังขาดทุนสะสม บริษัทมีสวัสดิการอื่นให้พนักงานอยู่แล้ว และตอบแบบชัดเจนว่า บริษัทไม่มีนโยบาย
ในยุค ESG เบ่งบาน การเป็น “คนดี” ของสังคมเป็นภาพพจน์ เป็นการลงทุน ที่กิจการมิได้วาดหวังให้มีกำไรสูงสุด แต่เป็นการแบ่งปันของสังคม ให้มีความสุขยั่งยืนไปด้วยกัน
หมายเหตุ : สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นหน่วยงานกำกับบังคับใช้ พรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จึงมีความเชื่อมโยง สนับสนุนให้ทุกบริษัทจดทะเบียนมีสวัสดิการด้านนี้ให้พนักงาน
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.aopfunds.com
บทความที่เกี่ยวข้อง

