คุ้มมั้ย ?

โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์ นักวางแผนการเงิน CFP
Yield banner
Highlight

การลงทุน เราควรพิจารณาทุกครั้งที่ตัดสินใจลงทุนว่า “คุ้มมั้ย” เพราะการลงทุน คือ “การจ่ายเงินในวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต” เมื่อเราตัดสินใจลงทุน เราเสียเงินเท่ากับราคาหุ้นที่เราซื้อ ส่วนจะคุ้มหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผลตอบแทนที่จะได้ในอนาคตมีมากน้อยแค่ไหน

ผ่านสงกรานต์มาไม่นาน นอกจากกลุ้มเรื่องค่าไฟแล้ว ยังต้องมากลุ้มกับฝุ่น PM2.5 และโควิด19 โดยเฉพาะโควิด19 ที่คงกลัวคนไทยจะลืม ก็เลยออกมาเตือนความจำกันซะหน่อยว่า “ฉันยังอยู่นะจ๊ะ” ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูล Covid19 ระหว่างวันที่ 16 - 22 เมษายน 2566

ผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล เฉลี่ยรายสัปดาห์ อยู่ที่ 1,088 ราย เท่ากับ 155 ราย/วัน และมีผู้เสียชีวิต เฉลี่ยรายสัปดาห์ อยู่ที่ 5 ราย เท่ากับ 1 ราย/วัน ยอดผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล สะสม 6,571 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566)

ผู้เสียชีวิต สะสม 278 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566) โดยโควิด19 ที่กำลังอาละวาดตอนนี้เป็นลูกผสมสายพันธุ์โอมิครอน XBB.1.5 กับ XBB.1.16 (รายละเอียดตามภาพ)

Covid19

ช่วงนี้เราจึงเห็นหน่วยงานภาครัฐออกมารณรงค์ให้ฉีดวัคซีนโควิดกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเช่น กลุ่ม 608 ฯลฯ แต่ก็เป็นประเด็นในวงกว้างเช่นกันว่า ควรฉีดดีหรือไม่ คุ้มมั้ยที่จะฉีด ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องการพิจารณาข้อดี ข้อเสียของการฉีด และไม่ฉีด ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน

จริงๆ แล้ว การพิจารณาว่า “คุ้มมั้ย” เป็นเรื่องที่เราพิจารณากันทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจเลือก อย่างเช่น จะออกกำลังกายดีมั้ย จะซื้อมือถือใหม่ดีมั้ย ฯลฯ

การลงทุนก็เช่นกัน เราก็ควรพิจารณาทุกครั้งที่ตัดสินใจลงทุนว่า “คุ้มมั้ย” เพราะการลงทุน คือ “การจ่ายเงินในวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต” เมื่อเราตัดสินใจลงทุน เราเสียเงินเท่ากับราคาหุ้นที่เราซื้อ ส่วนจะคุ้มหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผลตอบแทนที่จะได้ในอนาคตมีมากน้อยแค่ไหน

อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ถ้ามองในด้านลบ ก็คือ ความเสี่ยง ถ้ามองในด้านบวก ก็คือ ผลตอบแทนที่คาดหวัง จะเป็นผลตอบแทนที่คาดหวัง หรือความเสี่ยง หลักคิดเหมือนกัน คือ

ผลตอบแทนที่คาดหวัง (ความเสี่ยง) = โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น x ขนาดของผลตอบแทน (ความเสียหาย)

ตัวอย่างเช่น หากเราประเมินโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจแต่ละอย่าง พร้อมผลตอบแทนที่คาดในแต่ละภาวะเศรษฐกิจใน 1 ปี ตามตาราง เราก็จะได้ผลตอบแทนที่คาดอยู่ที่ 7.50%

Yield

เมื่อเราพิจารณาลึกลงไป เราจะพบว่าโอกาสที่เราจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าหรือเท่ากับ 8% มีสูงถึง 70% (โอกาส 40% ที่เศรษฐกิจดี + โอกาส 30% ที่เศรษฐกิจปานกลาง) เทียบกับโอกาสเพียง 30% ที่เศรษฐกิจแย่ ซึ่งหากเกิดจริงๆ เราคาดว่าจะขาดทุนเพียง 3% เท่านั้น

การพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนจึงเป็นเรื่องของการพิจารณาโอกาสที่จะกำไร (ขาดทุน) กับขนาดของกำไร (ขาดทุน) นั้นเอง

  • โอกาสที่จะกำไร (ขาดทุน) The Win-Loss ratio อัตราส่วนนี้บอกสัดส่วนของจำนวนครั้งที่เป็นไปได้ที่เราจะกำไรเทียบกับจำนวนครั้งที่เป็นไปได้ที่เราจะขาดทุน อัตราส่วนตัวนี้ยิ่งสูง ยิ่งดี แสดงว่าการลงทุนนี้มีโอกาสที่จะกำไรมากกว่าที่จะขาดทุน เหมือนกรณีตัวอย่างข้างต้นที่มีโอกาสกำไร 70% และมีโอกาสขาดทุนเพียง 3% แต่แค่การพิจารณาแค่โอกาสอย่างเดียวไม่พอ เพราะแม้เราจะมีโอกาสกำไรมาก แต่ได้กำไรเพียง 2% แต่ถ้าขาดทุน จะขาดทุนได้ถึง 80% การลงทุนนี้ก็ไม่น่าสนใจ เราจึงต้องพิจารณาขนาดของกำไร (ขาดทุน) ประกอบด้วย
  • ขนาดของกำไร (ขาดทุน) The Reward/Risk ratio อัตราส่วนนี้จะบอกเราว่า ถ้าเราได้กำไร เราน่าจะได้กำไรเท่าไร และถ้าเราขาดทุน เราจะขาดทุนเท่าไร อัตราส่วนตัวนี้ยิ่งสูง ยิ่งดี แสดงว่าการลงทุนนี้ถ้าเราได้กำไร เราจะได้กำไรมาก แต่ถ้าเราขาดทุน เราก็ขาดทุนไม่มาก เหมือนกรณีตัวอย่างข้างต้นที่หากเราขาดทุน เราจะขาดทุนเพียง 3% เทียบกับกำไรที่ได้มากกว่า 8% การลงทุนที่ดี ควรมี Win-Loss ratio  และ Reward/Risk ratio สูงๆ

แต่เนื่องจากเรามีทางเลือกในการลงทุนมากมาย การพิจารณาว่าผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้คุ้มหรือไม่ เราจึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น โดยเฉพาะการลงทุนเดิมที่เราลงทุนอยู่ ตัวอย่างเช่น หากเทียบกับผลตอบแทนที่เราได้อยู่ในปัจจุบันมากกว่าหรือน้อยกว่า เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น หากเราฝากแบงค์ได้ดอกเบี้ย 7%/ปี แต่ถ้ามาลงทุนได้เพียง 7.50% มากกว่าเพียง 0.50% และมีโอกาส 30% ที่เราอาจจะขาดทุน 3% การลงทุนนี้ก็ไม่น่าจะคุ้ม

การพิจารณาตัดสินใจลงทุนซึ่งผลลัพธ์จะเกิดขึ้นในอนาคต เราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบระมัดระวัง ปัจจัยที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็คือ ความรู้ ทัศนคติ และข้อมูล

  • ความรู้มีมากเท่าไร การพิจารณาตัดสินใจก็ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น
  • ทัศนคติการลงทุนถูกต้องมากเท่าไร การพิจารณาตัดสินใจก็ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น
  • ข้อมูลถูกต้องมากเท่าไร การพิจารณาตัดสินใจก็ถูกต้องมากขึ้นเท่านั้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง: SET SOURCE ผลตอบแทนการลงทุน


บทความที่เกี่ยวข้อง