ประเทศสิงคโปร์ประกาศเอกราชเมื่อ 1965 หรือเมื่อ 61 ปีก่อน มีการพัฒนาประเทศจนก้าวขึ้นสู่ระบบสากล จากการวางรากฐานของ ”ผู้นำ” ประเทศผู้เป็นรัฐบุรุษ “ลี กวน ยู”
ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีพัฒนาการ จนเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่น่าสนใจในระนาบของแถบประเทศกลุ่ม ASIAN
หลังจากรัฐบาลสิงคโปร์ยกเลิกมาตรการพิเศษในช่วง โควิด-19 หน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX RegCo) ได้ประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ต้องกลับมาจัดการประชุมผู้ถือหุ้นในรูปแบบพบหน้ากันที่มีสถานที่จริง หรือเรียกว่า in-person meeting หรือ Onsite เท่านั้น ไม่อนุญาตให้จัดแบบ Online
การจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในรอบปี 2567 มีสถิติที่น่าสนใจ พบว่า 4 อันดับแรกของมติที่ไม่ผ่านการอนุมัติ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ได้แก่
สถิติการจัดประชุมฯ ได้เร็วสุด คือ จัดหลังปิดงบการเงินในเวลา 84 วัน การแจ้งมติส่งให้ผู้ถือหุ้น ทำได้ตามเกณฑ์ 28 วัน และมติพิเศษ ภายใน 21 วัน ใช้เวลาในการประชุมเฉลี่ย 21-40 นาที
แม้ตลาดหุ้นสิงคโปร์จะมีความเข้มงวด รื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ อยู่แล้ว ยังมีนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เพิ่มเติมอีก อาทิ
อีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ เกณฑ์การรายงานเรื่อง ESG พบว่า ตลาดหุ้นสิงคโปร์เริ่มให้บริษัทจดทะเบียนมีการรายงานเรื่อง ESG ตั้งแต่ปี 2016 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน เป็นภาคสมัครใจ ต่อมาตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เป็นภาคบังคับ ให้ทุกบริษัทจดทะเบียนต้องมีรายงานเรื่อง ESG รวมทั้งบริษัทนอกตลาดหุ้น ที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 500 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือมียอดขายตั้งแต่ 1,000 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ก็ต้องมีรายงานเรื่อง ESG ด้วยเช่นกัน
อ้างอิง :
The Singapore Report On Shareholder Meetings
Let’s Get Physical, April 2025
Centre for Investor Protection, NUS Business School
Disclaimers: บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเห็นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง

