โครงการ Care the Whale คิดเพื่อโลก-สังคม

โดย SET
35.SET-Source-Q-คุณพงษ์ศักดิ์-นันตวรรณกุล

โครงการ Care the Whale คิดเพื่อโลก-สังคม

ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เป็นหนึ่งในพันธมิตรย่านถนนรัชดาภิเษก ที่เข้าร่วมโครงการ Care the Whale ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการจัดการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี เพราะเชื่อในแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ว่าธุรกิจจะยั่งยืนได้ ชุมชนต้องยั่งยืนด้วย

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทหลักในเรื่องการระดมทุนให้กับบริษัทต่าง ๆ เพื่อจะมาเป็นเงินทุนในการขยายธุรกิจ อันที่สองในแง่นักลงทุน เป็นแหล่งลงทุนเพื่อบริหารเงินออม อันที่สาม คือเป็นแหล่งให้ความรู้ข้อมูลต่าง ๆ ทั้งด้านธุรกิจ อุตสาหกรรมและการลงทุน แต่อันที่สี่ ที่ได้เข้ามาสัมผัสโดยตรงก็คือในเรื่องของสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการคิดเพื่อสังคม ซึ่งเรามีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนนี้ ก็คือโครงการ “Care the Whale” ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขับเคลื่อนในเรื่องของ Environment, Social แล้วก็ Governance (ESG) เป็นบทบาทสำคัญมาก และเป็นเรื่องของอนาคตด้วย

 

สำหรับศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เรามองเรื่องของขยะเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่เอาขยะไปทิ้ง แล้วก่อปัญหาให้กับคนอื่นต่อ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องพยายามกำจัดปัญหานี้ด้วยตัวเองให้ได้ และเริ่มมีการแยกขยะ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็มีโครงการนี้ขึ้นมา ด้วยความตั้งใจที่อยากจะ Zero Waste to Landfill เอาขยะที่คุณมีทำให้มันมีคุณค่าในตัวเอง ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เชิญเราเข้าไปร่วมอยู่ในโครงการนี้ด้วย ร่วมกับเพื่อนบ้านภาคธุรกิจบนถนนเส้นรัชดา

 

อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งเราทำเรื่องนี้ก่อนเข้าร่วมโครงการ โดยสอนให้คนแยกขยะ ให้ความรู้เขาว่าต้องช่วยกันแยกขยะ ทิ้งแยกส่วนออกมาก่อน สอนเสร็จเราก็มีโครงการธนาคารขยะต่อเนื่อง ซึ่งเราจะรับซื้อขยะบางส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้ เช่น กล่องกระดาษ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก ขวด PET อะลูมิเนียม เป็นต้น แต่เราไม่ได้ให้เงินกับร้านค้าที่แยกมาให้เราโดยตรง แต่จะจดเป็นเครดิตเอาไว้ไปลดค่าไฟในร้านให้

 

ส่วนที่สอง พอได้ธนาคารขยะ เราก็ไปร่วมมือกับอีกหลายบริษัท คือ เอาขยะที่แยกออกมาแล้วไปรีไซเคิลใช้ต่อ อย่างกระดาษก็จับมือกับ SCG หรือขวด PET ก็ไปร่วมมือกับ Indorama Ventures ไปทำชุดถวายพระ เรื่องของขวดแก้ว ทาง Thai Beverage Recycle ก็เอาไปทำแก้วใหม่ ก็จะจับมือกันในส่วนนี้ นอกจากขยะที่สามารถรีไซเคิลแล้ว ของที่ไม่ใช่ขยะ อย่างของเหลือใช้ภายในบ้าน เราก็ไปจับมือกับมูลนิธินกขมิ้น ทำหน้าที่เป็นคนกลาง แล้วนำไปส่งต่อ Reuse

 

นอกจากนี้  ขยะกำพร้า เช่น พวกเศษไม้ หรือวัสดุที่สามารถไปผลิตเป็นพลังงานต่อได้ ก็ทำเป็นโครงการขยะกำพร้า โดยจับมือกับ N15 Technology นำส่วนนี้ไปใช้ทำประโยชน์ ผลิตเป็นเชื้อเพลิงเพื่อจะไปผลิตไฟฟ้า ไปผลิตความร้อนได้

 

ส่วนขั้นตอนสุดท้าย คือขยะที่เป็นพิษ ไม่ควรทิ้งกลับเข้าไปในกองขยะ เพราะจะไปก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อม ให้กับชุมชน เราก็พยายามจะรับมาอีก แล้วไปจับมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อเอาไปทำลาย อย่างเช่น พวกถ่านต่างๆ พวกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยาที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น

 

ท้ายที่สุด โครงการที่เรากำลังจะเริ่ม คือพวกอาหารที่กินแล้วเหลือ หรือขยะอินทรีย์ ได้สั่งซื้อเครื่องที่จะมาผลิต ก็คือเอาขยะอินทรีย์ที่เหลืออยู่ในทุกร้านที่แยกเรียบร้อยแล้ว มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เอากลับคืนให้กับสังคมต่อไป

 

เพราะฉะนั้น การที่เราจะทำขยะให้เป็น Zero Waste to Landfill ได้ เราต้องมาดูขยะทุกรายการเลย แล้วก็ค่อยๆ ทำไป ต้องขอบคุณตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เป็นตัวจุดประกายเรื่องนี้ ทำให้เราสามารถที่จะต่อยอดไปเรื่อย ๆ มากไปกว่านั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง ก็มีโครงการต่อเนื่อง ทั้งการลดขยะ การปลูกต้นไม้ และเรื่องของคาร์บอน เราก็สานต่อเข้าไปในองค์กรทั้งหมด

 

หลังจากที่เริ่มบนถนนรัชดาภิเษก ก็เริ่มมีคนอื่นเข้ามาเรื่อย ๆ โครงการ Care the Whale ก็เริ่มใหญ่ขึ้นๆ ทุกคนก็เริ่มตระหนักที่จะช่วยกัน เพราะถ้าไม่ช่วย สุดท้ายไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ทั้งโลกแย่ ตอนนี้ผมว่าเรื่องขยะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ต้องช่วยกัน ธุรกิจคุณจะยั่งยืนได้ ชุมชนต้องยั่งยืน ประเทศชาติต้องยั่งยืน จริง ๆ เรื่อง Sustainability จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในทุกองค์กร

อ่านบทสัมภาษณ์เต็มได้จากหนังสือที่ระลึกตลาดหลักทรัพย์ฯ  ครบรอบ 50 ปี ได้ที่ https://50th-anniversary.setgroup.or.th/
 


บทความที่เกี่ยวข้อง