การวางรากฐานที่แข็งแรงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

โดย SET
SET-Source-Q-คุณจรัมพร-โชติกเสถียร

การวางรากฐานที่แข็งแรงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ช่วงที่เข้ารับตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในยุคนั้นมีการวาง Ecosystem โครงสร้างพื้นฐานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้แข็งแรง เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน เช่น โครงการ ASEAN Exchange ซึ่งขณะนั้นขนาดตลาดหลักทรัพย์ไทยเวลานั้นเล็กมาก มีปริมาณการซื้อขายเพียง 40% ของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ที่เป็นผู้นำอาเซียน

 

หากมาดูว่าโครงสร้างตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่แข็งแรง ecosystem ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดไป เริ่มจากการดึงดูดบริษัทที่มีคุณภาพเข้ามาจดทะเบียน เพื่อให้นักลงทุนมีความมั่นใจในการลงทุน ส่วนด้านนักลงทุน ต้องเพิ่มจำนวนและคุณภาพของนักลงทุนประเภทสถาบันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ จากการโรดโชว์ในต่างประเทศ พบว่ากองทุนขนาดใหญ่จะมีเช็กลิสต์คุณสมบัติบริษัทจดทะเบียนที่เขาจะลงทุน 2 ประเด็นใหญ่ คือต้องมี market capitalization อย่างน้อย 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 กว่าล้านบาท ซึ่งของไทยมี 30 บริษัท แต่ที่เขาลงทุนในไทยอยู่มีเพียง 8 บริษัท เทียบกับสิงคโปร์ที่มี 25 บริษัท อีกคุณสมบัติหนึ่ง คือต้องเทรดวันละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเขาลงทุนไทยเพียง 8 หุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีการไปเสนอบริษัทจดทะเบียนของไทยให้พัฒนาให้มีสภาพคล่อง มี free float มากขึ้น จนสุดท้ายเพิ่มขึ้นเป็น 25 บริษัทในปี 2555

 

ขณะเดียวกัน มีโครงการ Banker to Broker ทำให้นักลงทุนรายย่อยเพิ่มจาก 2.7 หมื่นคนต่อปีช่วงที่ผมเข้าไป เป็น 2 แสนคนต่อปี ก็มีการวางโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องระบบซื้อขายให้รองรับเพิ่มจากเดิม 10 เท่า ซึ่งประเมินแล้วคุ้มค่า โดยใช้เทคโนโลยีที่มีความรวดเร็วและสามารถขยายได้ไม่จำกัด

 

นอกจากนี้ ยังมีการวางโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต เรื่อง sustainability ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2554 เพราะนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ในช่วงนั้นมีการส่งเสริมความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน โดยมี DJSI (Dow Jones Sustainability Index) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความยั่งยืนในระดับสากล ทางกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จึงให้งบประมาณในการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อช่วยบริษัทจดทะเบียนในการปรับตัว ว่ามีอะไรที่ต้องทำบ้าง เช่น ต้องเก็บข้อมูลย้อนหลัง 6 ปี มีคำถามอีกกว่า 100 คำถาม ต่อให้บริษัทนั้นจะเข้า DJSI หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าตอบคำถามเหล่านั้นได้ก็จะรู้เลยว่าบริษัทนั้นมี sustainability หรือบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนต้องใส่ใจอะไรบ้าง ถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทจดทะเบียนไทยให้สามารถเข้าสู่มาตรฐานสากลมากขึ้น

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถูก disrupt อยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องพิจารณาคือเรื่องคริปโทฯ เทคโนโลยี และมาตรฐานระบบตลาดคริปโทฯ ต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดในหลายประเด็น เช่น การประเมินมูลค่า ใครเป็นผู้กำหนดมูลค่า และการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าในแต่ละวัน หากการเปลี่ยนแปลงไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ อาจเป็นความเสี่ยง หากขายให้กับนักลงทุนที่มีความรู้ (Professional) เขาสามารถดูแลตัวเองได้ แต่หากขายให้นักลงทุนที่มีความรู้ไม่เพียงพอ ต้องระวังเป็นพิเศษ

“ทุกประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ในระบบตลาดทุน การนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์จะผ่านขั้นตอนที่ดีอยู่แล้ว แต่กลไกใหม่พยายามหาทางลัดและลืมวัตถุประสงค์และความเสี่ยงเดิม จึงควรพิจารณาเรื่อง fundamental ให้ดี”

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องดูแลบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีบางกรณีที่บริษัทจดทะเบียนวาดฝันเรื่องราวให้ดูดีเกินจริง คณะกรรมการตรวจสอบ (audit committee) ต้องให้ความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ที่ต้องตามให้ทัน โดยหวังว่าต่อไปตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสามารถควบคุมได้ดีมากขึ้น ต้องใส่ใจมากขึ้น ถ้าบริษัทจดทะเบียนทำตามมาตรฐาน ไม่ได้ตั้งใจโกง ระบบรับได้อยู่แล้ว แต่ถ้าตั้งใจโกงแบบมีระบบ มันซับซ้อนขึ้น ต้องอ่านให้เจอ

อ่านบทสัมภาษณ์เต็มได้จากหนังสือที่ระลึกตลาดหลักทรัพย์ฯ  ครบรอบ 50 ปี ได้ที่ https://50th-anniversary.setgroup.or.th/
 


บทความที่เกี่ยวข้อง