ระบบการซื้อขายตราสารทุน
     
 
  ระบบซื้อขาย   การปิดซื้อขายเป็นการชั่วคราว
  เวลาทำการซื้อขาย   การขึ้นเครื่องหมาย
  หน่วยการซื้อขาย ช่วงราคา ราคาสูงสุด-ต่ำสุด   วิธีคำนวณราคาเปิด-ปิด
  กระดานซื้อขาย   กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
  ประเภทคำสั่งซื้อขาย   การซื้อขายผ่านระบบ “DMA”
  การซื้อขายนอกเวลา  

Program Trading

วิธีการคำนวณราคาเปิดและราคาปิดของหลักทรัพย์

เพื่อเป็นการลดโอกาสในการสร้างราคาปิดและทำให้ราคาปิดของหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น ตลาดหลักทรัพย์จึงเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณราคาปิดของหลักทรัพย์จากเดิมที่กำหนดให้ราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Last Transaction) เป็นราคาปิด เป็นการใช้วิธีผสมผสานระหว่างการสุ่มเลือกเวลา (Random Time) และวิธี Call Market

ในการคำนวณราคาปิด ตลาดหลักทรัพย์จะยังคงเปิดให้ซื้อขายได้ตามปกติจนถึงเวลา 16.30 น. จากนั้นระบบจะหาเวลาปิดโดยการสุ่มเลือก (Random) เวลาในช่วง 16.35-16.40 น. และเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถส่งคำสั่งซื้อขายเพิ่มเติมได้อีกเป็นเวลาอย่างน้อย 5 นาที คือตั้งแต่ 16.30 น. ถึงเวลาปิดที่ได้จากการสุ่มเลือก และจะยังไม่จับคู่การซื้อขาย จนกว่าจะถึงเวลาปิด จึงใช้วิธี Call Market (ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับวิธีการคำนวณหาราคาเปิดในช่วง Pre-open) คำนวณหาราคาปิด โดยนำคำสั่งซื้อขายทั้งหมดที่ค้างอยู่ในระบบจนกระทั่งถึงเวลาปิด มาคำนวณหาราคาปิดตามหลักการดังนี้

  • เป็นราคาที่ทำเกิดการซื้อขายได้ปริมาณมากที่สุด
  • ถ้ามีราคาที่ทำให้เกิดปริมาณซื้อขายมากที่สุดมากกว่า 1 ราคา ให้ใช้ราคาที่ใกล้เคียงกับราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายก่อนหน้านั้นมากที่สุด
  • ถ้ามีราคาที่ใกล้เคียงกับราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายก่อนหน้านั้นมากกว่า 1 ราคา ให้ใช้ราคาที่สูงกว่าเป็นราคาปิด

อย่างไรก็ตาม หากระบบไม่สามารถคำนวณหาราคาปิดของหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ข้างต้นได้ ให้ถือว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของหลักทรัพย์ในวันนั้นเป็นราคาปิด

นอกจากนี้ เพื่อให้ราคาเปิดของหลักทรัพย์มีเสถียรภาพมากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ได้นำหลักเกณฑ์การคำนวณราคาปิดดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณหาราคาเปิดช่วง Pre-open เช่นกัน โดยสุ่มเลือกเวลาเปิดในช่วง Pre-open เช้า (9.55-10.00 น.) และช่วง Pre-open บ่าย (14.25-14.30 น.) ดังนั้นรูปแบบการซื้อขายในช่วงเวลาต่างๆ ปรากฏดังนี้

ช่วงเวลาซื้อขาย
วิธีการซื้อขาย
หมายเหต
Pre-opening I 9:30 - T1 Call Market T1 เป็นเวลา Call ที่ได้จากการสุ่มเลือกหาเวลาเปิด ในช่วง 9:55-10:00 น. เพื่อหาราคาเปิดใน Session I
Trading Session I T1 - 12.30 Automatic Order Matching  
Put through
Intermission 12:30 - 14:00    
Pre-opening II 14:00 - T2 Call Market T2 เป็นเวลา Call ที่ได้จากการสุ่มเลือกหาเวลาเปิด ในช่วง 14:25-14:30 น. เพื่อหาราคาเปิดในSession II
Trading Session II T2 - 16:30 Automatic Order Matching  
Put through
  16:30 - T3 Call Market T3 เป็นเวลา Call ที่ได้จากการสุ่มเลือกหาเวลาปิด ในช่วง 16:35-16:40 น. เพื่อหาราคาปิดของ หลักทรัพย์
Put through

โดยคำสั่งซื้อขายที่เข้ามาในช่วงที่ใช้วิธี Call Market จะต้องเป็นคำสั่งซื้อขายที่ระบุราคา (Limit Price Order) นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้จัดให้มีประเภทคำสั่งซื้อขายซื้อที่ราคาปิด (ATC : At the Close) มาใช้ในช่วงที่ใช้วิธี Call Market ช่วงปิดตลาด เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนสามารรถส่งคำสั่งซื้อซื้อขาย ณ ราคาปิดได้ โดยคำสั่งซื้อขาย ATC จะมีลักษณะเดียวกับคำสั่ง At the Open (ATO) ซึ่งหมายถึงต้องการซื้อขายหลักทรัพย์ ณ ราคาเปิดในช่วงเปิดตลาด

ตัวอย่าง ถ้าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายก่อนใช้วิธี Call Market ช่วงปิดตลาดในวันนั้นเท่ากับ 151 บาท และ ณ เวลาปิดที่สุ่มเลือกได้ที่ 16:38 น. มีคำสั่งซื้อขายในระบบดังนี้

เสนอซื้อ
เสนอขาย
ปริมาณเสนอซื้อ
ราคา
เวลาที่ส่งคำสั่ง
เวลาที่ส่งคำสั่ง
ราคา
ปริมาณเสนอขาย
G 500
ATC
16.35
16:30
149
800 D
A 300
150
16:37
14:25
150
700 E
B 200
149
15:30
9:35
152
500 F
C 300
148
10:50
     

โดยระบบซื้อขายจะคำนวณหาปริมาณหุ้นที่สามารถซื้อขายได้ในแต่ละระดับราคา ดังนี้

ราคา
ปริมาณเสนอซื้อ
ปริมาณเสนอขาย
ปริมาณที่สามารถจับคู่ซื้อขายได้
148
300+200+300+500 = 1,300
0
0
149
200+300+500=1000
800
800
150
300+500=800
800+700=1,500
800
151
0+500=500
800+700=1,500
500
152
0+500=500
800+700+500=2,000
500

จากตัวอย่างดังกล่าวจะได้ราคาที่ทำให้เกิดการซื้อขายปริมาณมากที่สุด 2 ราคา คือที่ราคา 149 และ 150 บาท จากนั้นระบบจะเลือกราคาที่ใกล้เคียงกับราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายก่อนหน้า (151 บาท) มากที่สุดเป็นราคาปิด ดังนั้นจะได้ราคาปิดที่ 150 บาท และให้มีวิธีจับซื้อขายตามราคาและเวลาที่ดีที่สุด (Price and Time Priority) โดยที่คำสั่งซื้อขาย ATC จะมีลำดับการจับคู่ซื้อขายอยู่ในลำดับแรก (First Priority) ดังนี้

รายการซื้อขาย
ผู้ซื้อ
ผู้ขาย
เวลา
ราคา
ปริมาณซื้อขาย
1
G
D
16:38:01
150
500
2
A
D
16:38:02
150
300


วิธีการคำนวณราคาปิดกรณีที่หาราคาที่ทำให้เกิดปริมาณซื้อขายสูงสุดหลายราคา

1. ถ้าราคาจับคู่ซื้อขายครั้งสุดท้าย (Last Execution) ก่อน Call ปิดตลาดของวันนั้น เท่ากับ 17.10 บาท
2. ในกรณีที่มีคำสั่งเสนอซื้อเสนอขาย ณ เวลาปิดตลาด ดังนี้้
คำสั่งเสนอซื้อ
คำสั่งเสนอขาย
ปริมาณเสนอซื้อ
ราคา
ราคา
ปริมาณเสนอขาย
A 65,000
17.20
16.70
4,000 D
B 363,700
17.10
16.90
1,000 E
C 240,500
17.00
17.00
3,000 F

3. ระบบซื้อขายจะคำนวณหาปริมาณหุ้นที่สามารถซื้อขายในแต่ละระดับราคาดังนี้

ราคา
ปริมาณเสนอซื้อ
ปริมาณเสนอขาย
ปริมาณที่สามารถ
จับคู่ซื้อขายได้
16.70
65,000+363,700+240,500=669,200
4,000
4,000
16.80
65,000+363,700+240,500=669,200
4,000
4,000
16.90
65,000+363,700+240,500=669,200
4,000+1,000=5,000
5,000
17.00
65,000+363,700+240,500=669,200
4,000+1,000+3,000=8,000
8,000
17.10
65,000+363,700=428,700
4,000+1,000+3,000=8,000
8,000
17.20
65,000
4,000+1,000+3,000=8,000
8,000

จากตัวอย่างข้างต้นจะได้ราคาที่ทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายมากที่สุดคือ 8,000 หุ้น 3 ราคา คือที่ราคา 17 บาท, 17.10 บาท และ 17.20 บาท ซึ่งจากหลักเกณฑ์การหาราคาปิดกำหนดไว้ว่ากรณีที่หาราคาที่ทำให้เกิดปริมาณการซื้อขายมากที่สุดได้มากกว่า 1 ราคา ให้ใช้ราคาที่ใกล้เคียงกับราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายมากที่สุดเป็นราคาปิด ซึ่งจากตัวอย่าง ราคาจับคู่ซื้อขายครั้งสุดท้ายก่อน Call ปิดตลาดของวันนั้น เท่ากับ 17.10 บาท ดังนั้นระบบซื้อขายจะเลือกราคา 17.10 บาท เป็นราคาปิด

4. หลังจากนั้นระบบซื้อขายจะจับคู่คำสั่งซื้อขายตามราคาและเวลาที่ดีที่สุด (Price and Time Priority) โดยนำคำสั่งเสนอซื้อขายที่อยู่ในลำดับแรกทยอยจับคู่มาจนกระทั่งมีจำนวนหุ้นครบ 8,000 หุ้น ดังนี้

รายการซื้อขาย
ผู้ซื้อ
ผู้ขาย
ราคา
ปริมาณซื้อขาย
1
A
D
17.10
4,000
2
A
E
17.10
1,000
3
A
F
17.10
3,000

5. ดังนั้นคำสั่งซื้อขาย ที่เหลืออยู่หลังจากปิดตลาดจะเป็นคำสั่งซื้อขายในลำดับถัดมาที่ไม่ได้รับการจับคู่ ซึ่งอาจมีราคาที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาปิดได้ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่มีราคาเสนอซื้อ (17.20 บาท) สูงกว่าราคาปิด (17.10 บาท) ดังนี้

เสนอซื้อ
เสนอขาย
ปริมาณเสนอซื้อ
ราคา
ราคา
ปริมาณเสนอขาย
A 57,000
17.20
17.30
144,000 G
B 363,700
17.10
17.40
69,700 H
C 240,500
17.00
17.50
307,100 I