ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข่าวหรือข้อมูล เรื่อง : ชี้แจ้งข้อมูลในงบการเงิน ปี 2564 รายละเอียด : ที่ CS./65-040 วันที่ 1 เมษายน 2565 เรื่อง ชี้แจงข้อมูลในงบการเงินปี 2564 เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สาเนา เลขาธิการ สานักงานคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อ้างถึง 1. งบการเงินของบริษัทประจาปี 2564 2. หนังสือของบริษัทที่ CS./64-007 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ CS./64-101 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 และที่ CS./65-022 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 3. ประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของ บริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือจาหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ 4. ประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของ บริษัทจดทะเบียนในรายการที่เกี่ยวโยงกัน 5. ข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการเกี่ยวกับการเปิดเผยสารสนเทศ และการปฏิบัติการใดๆ ของบริษัทจดทะเบียน พ.ศ.2560 ตามที่บริษัท เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ จากัด (มหาชน) ได้นาส่งงบการเงินประจาปี 2564 ซึ่งผ่านการตรวจสอบ จากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมายังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งผู้สอบบัญชีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุนซื้อหุ้น ในบริษัทย่อย นอกจากนี้ ยังปรากฏรายการขยายเวลาการชาระคืนเงินค่าซื้อร้านอาหารแก่บริษัทของบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน และคดีความมูลค่าฟ้องรวม 11.5 ล้านบาท (ร้อยละ 82 ของส่วนของผู้ถือหุ้น) ในงบการเงินของบริษัท นั้น เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทตลาดหลัก ทรัพย์ฯ จึงขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในวันที่ 1 เมษายน 2565 ดังนี้ 1. การซื้อบริษัทย่อยและทรัพย์สินอื่นๆ ข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 12 และหนังสือบริษัทที่อ้างถึงลาดับ 2 ในเดือนสิงหาคม 2564 บริษัท ได้ลงทุนในธุรกิจโรงแรมโดยทาสัญญาซื้อหุ้นสามัญของ ASP และ CPT จากกลุ่มผู้ขาย (ซึ่งรวมถึงนางกุลทิวา โชติวิจิตรรัตน์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งของบริษัทในขณะนั้น) ในราคา 1 ล้านบาท และ 30 ล้านบาท ตามลาดับ คิดเป็นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียน ต่อมาในเดือนธันวาคม 2564 บริษัทได้เจรจากับกลุ่มผู้ขายในการเรียกร้องขอชดเชยความเสียหายจากการซื้อเงินลงทุนใน ASP เนื่องจากกรรมสิทธิ์สินทรัพย์ที่ดินและอาคารโรงแรมของ ASP ตกเป็นของเจ้าหนี้ธนาคารเงินกู้ยืม ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้นาไปวางเป็นหลักทรัพย์ค้าประกันจากการนาทรัพย์สินดังกล่าวขายทอดตลาด ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้น ก่อนการเข้าทาสัญญาซื้อหุ้น โดยกลุ่มผู้ขายตกลงจะร่วมกับบริษัทในการเจรจาขอประนอมหนี้ของ ASP กับธนาคาร เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ บริษัทรับรู้ขาดทุนจากการซื้อเงินลงทุนใน ASP 82 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัท อยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าหนี้ธนาคารในการซื้อคืนที่ดินและอาคารโรงแรมดังกล่าว ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 13 ในเดือนกันยายน 2564 ASPได้ทาสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารระหว่างก่อสร้างจากกลุ่มผู้ขายกลุ่มเดียวกันกับผู้ขายหุ้นสามัญของ CPT และ ASP โดยที่ดินและอาคารระหว่างก่อสร้างที่ตกลงซื้อขายกันเป็นสินทรัพย์ที่ติดภาระค้าประกันหนี้ตามสัญญาปรับโคร งสร้างหนี้ระหว่างกลุ่มผู้ขายและเจ้าหนี้สถาบันการเงินแห่งหนึ่ง โดยกาหนดราคาซื้อตามสัญญา 140 ล้านบาท ทั้งนี้ ASP ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในเดือนธันวาคม 2564 คงเหลือการชาระค่าซื้อ 44 ล้านบาท นอกจากนี้ ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 19 CPT และ ASP ถูกเจ้าหนี้ซึ่งมีมูลหนี้รวม 8.4 ล้านบาท ฟ้องร้องเรียกให้จ่ายชาระหนี้ที่ค้างชาระ และศาลมีคาพิพากษาตัดสินให้บริษัทย่อยจ่ายชาระหนี้ดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ขอให้บริษัทชี้แจง 1.1 ข้อมูลและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริษัทใช้ประกอบการตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) เพื่อพิจารณาเข้าลงทุนและกาหนดราคาซื้อ กระบวนการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ สถานะของทรัพย์สิน และคดีความฟ้องร้องของบริษัทก่อนการทารายการ ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับการซื้อหุ้น ASP และ CPT ว่าได้ดาเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้นอย่างไร การดาเนินการเพื่อเยียวยาผลเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัท รวมถึงแนวทาง และมาตรการเกี่ยวกับการพิจารณาอนุมัติการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายในลักษณะดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นใ นอนาคต บริษัทขอชี้แจงตามประเด็นดังนี้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 9/2564 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2564 เรื่องพิจารณาอนุมัติการลงทุนในหุ้น บริษัท ซี พี ที โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จากัด (CPT) และบริษัท เอ เอส พี โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จากัด (ASP) ตามที่ฝ่ายจัดการได้นาเสนอ ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่าการลงทุนใน CPT และ ASP ที่มีลักษณะของการประกอบธุรกิจเป็นประเภทโรงแรมนั้น บริษัทสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากธุรกิจร้านอาหาร ด้วยมูลค่าการลงทุนในหุ้นของ CPT และ ASP จานวน 30 ล้านบาท และ 1 ล้านบาท ตามลาดับ เป็นราคาที่เหมาะสมเนื่องจากต่ากว่ามูลค่าตามบัญชีภายหลังการปรับปรุงด้วยราคาประเมินทรัพย์สินตามราคาตลา ดแล้ว และบริษัทคาดว่าจะเกิดกาไรจากการปรับโครงสร้างหนี้และตัดลดหนี้ในอนาคต 1. เมื่อพิจารณามูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายหลังการปรับมูลค่ายุติธรรมของทรัพย์สินจะเห็นว่า ASP และ CPT มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ รวมทั้งสิ้น 164 ล้านบาท ดังแสดงให้เห็นได้ดังนี้ ASP CPT รวม (ล้านบาท) ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ราคาประเมิน) 267.90 220.78 488.68 เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น (47.26) (33.22) (80.48) เงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน (123.56) (66.92) (190.48) ประมาณการหนี้สินระยะยาว (5.95) (14.45) (20.40) หนี้สินภาษีเงินได้ (18.03) (15.24) (33.27) 73.1 90.95 164.05 2. บริษัทฯได้ว่าจ้าง ผู้ประเมินอิสระที่ได้รับอนุญาตจากสานักงาน ก.ล.ต. ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 เพื่อทราบมูลค่าตลาดปัจจุบันของทรัพย์สิน ประกอบการซื้อ-ขายและใช้กับวัตถุประสงค์สาธารณะ ผู้ประเมินใช้วิธีคิดจากต้นทุนหรือวิธีต้นทุนทดแทนในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งมูลค่าตลาดปัจจุบันของทรัพย์สินรวมของ ASP และ CPT เป็นเงิน 267.90 ล้านบาท และ 220.78 ล้านบาท ตามลาดับ จากเล่มประเมินดังกล่าวระบุว่า - บริษัท เอเอสพี โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จากัด มีที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้าง 2 รายการ (1.อาคารโรงแรมขนาด 8 ชั้น มีชั้นดาดฟ้า และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น 2.อาคารคลับเฮ้าส์ขนาด 2 ชั้นพร้อมสระว่ายน้า) ASP เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย/สิทธิครอบครองสมบูรณ์ มีภาระผูกพันจานองกับธนาคาร เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559 - บริษัท ซีพีที โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จากัด มีที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้าง 1 รายการ (1.อาคารโรงแรมขนาด 7 ชั้น พร้อมสระว่ายน้า) CPT เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย/สิทธิครอบครองสมบูรณ์ มีภาระผูกพันจานองกับธนาคาร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 จากรายงานผลการตรวจสอบและประเมินมูลค่าตามเล่มประเมินได้แสดงสาเนาโฉนดที่ดินหน้า-หลัง แสดงให้เห็นว่า ASP และ CPT เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินดังกล่าว โดยมีภาระผูกพันกับธนาคาร ตามข้อมูลที่ปรากฏในเล่มประเมิน ซึ่งคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาตามข้อมูลที่ปรากฏ 3. บริษัทได้ศึกษาความเป็นไปได้ของการเข้าลงทุน โดยบริษัทได้มีการเข้าไปสารวจพื้นที่ภายในอาคารและสภาพแวดล้อมบริเวณข้างเคียง รวมถึงศึกษาแนวโน้มการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงราย เพื่อจัดทาแผนธุรกิจของโรงแรม ทั้งนี้บริษัทเห็นว่าการเข้าลงทุนใน ASP และ CPT ถือเป็นการขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจของบริษัท ไปยังธุรกิจโรงแรม เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และผลกาไรให้กับบริษัทในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงในการดาเนินธุรกิจ นอกเหนือจากธุรกิจการจาหน่ายอาหารของบริษัท จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการลงทุนใน CPT และ ASP จะเกิดประโยชน์ต่อบริษัท จึงเห็นควรอนุมัติ และให้ฝ่ายจัดการดาเนินการประเมินและตรวจสอบความครบถ้วนของหนี้สินทั้งในส่วนของเจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้อื่น และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน รวมถึงให้เข้าเจรจากับเจ้าหนี้ตามคาพิพากษา และเจ้าหนี้สถาบันการเงิน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบริษัทฯในอนาคต 1.2 ความคืบหน้าของการเจรจากับเจ้าหนี้ธนาคารในการซื้อคืนที่ดินและอาคารโรงแรมดังกล่าว วันที่คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวคืนจากธนาคาร ราคาที่คาดว่าจะซื้อคืน หลักเกณฑ์ในการ กาหนดราคา และวันที่คาดว่าจะดาเนินการซื้อคืนแล้วเสร็จ ทั้งนี้ ขอให้อธิบายถึงผลกระทบจากการซื้อคืนทรัพย์สินดังกล่าวที่อาจมีผลต่องบการเงินเพิ่มเติม บริษัทขอชี้แจงตามประเด็นดังนี้ จากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวันที่ 30 ธันวาคม 2564 ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบซื้อทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนจากธนาคารด้วยราคาที่เหมาะสมและห้ามเกินกว่าต้นทุนเดิม ณ วันซื้อหุ้นสามัญ ที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 บริษัทได้เสนอซื้อทรัพย์สินต่อธนาคาร ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2565 ธนาคารแจ้งผลการอนุมัติเสนอซื้อ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างดาเนินการเจรจาขอขยายระยะเวลาการเข้าทาสัญญาจะซื้อจะขายและระยะเวลาการโอนกรรมส ิทธิ์ พร้อมกับเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะลดภาระเงินต้นและดอกเบี้ยอันจะก่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท จาก รายการดังกล่าวจะทาให้งบการเงินของบริษัทได้รับสินทรัพย์กลับมา และหากการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้สาเร็จ บริษัทคาดว่าหนี้สินจะลดลง 1.3 บริษัททราบเรื่องกรรมสิทธิ์และคดีความฟ้องร้องในการจ่ายชาระหนี้เมื่อไร บริษัทจะมีการเรียกร้องชดเชย จากผู้ขายอย่างไร และกระบวนการในเรื่องนี้มีความคืบหน้าอย่างไร ในสัญญามีเงื่อนไขที่ผู้ขายต้องชดเชยกรณีบริษัทได้รับความเสียหายจากการซื้อหุ้น ASP หรือไม่ บริษัทขอชี้แจงตามประเด็นดังนี้ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ฝ่ายกฏหมายได้รายงานให้บริษัทฯ ทราบว่า เจ้าหนี้ 2 ราย ได้ยื่นฟ้อง ASP ต่อศาลและมีคาพิพากษาให้ ASP ชาระหนี้นั้น โดยกรมบังคับคดีทาการยึดทรัพย์สินของ ASP ขายทอดตลาดและนาเงินมาชาระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้ง 2 ราย ซึ่งในการนี้ธนาคาร เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดดังกล่าวได้ ก่อนที่บริษัทฯจะเข้าซื้อหุ้น ASP บริษัทจึงได้ดาเนินการตรวจสอบ และพบว่าธนาคารได้เข้าทารายการซื้อทรัพย์สินในวันที่ 9 มิถุนายน 2564 และ 4 สิงหาคม 2564 แต่ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว วันที่ 30 ธันวาคม 2564 บริษัทได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อหารือแนวทางการดาเนินการ คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เจรจากับผู้ขายถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยอ้างถึงสัญญาซื้อขายกิจการฉบับลง วันที่ 26 สิงหาคม 2564 ตามเงื่อนไขที่ผู้ขายต้องชดเชยกรณีบริษัทได้รับความเสียหายจากการซื้อหุ้น ASP และมีมติเห็นควรให้เสนอซื้อที่ดินและอาคารโรงแรมกลับคืนจากธนาคาร รวมถึงดาเนินการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารในส่วนของหนี้คงค้างให้เร็วที่สุด เพื่อลดภาระเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะเกิดความเสียหายแก่บริษัทฯ วันที่ 4 มกราคม 2565 บริษัทได้จัดทาบันทึกข้อตกลงกับผู้ขาย ให้ผู้ขายดาเนินการตามเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายโดยประสานงานกับธนาคารให้มีการซื้อทรัพย์สินกลับคืนมาได้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารตามมติของคณะกรรมการบริษัท 1.4 ตามหนังสือที่อ้างถึงลาดับ 2 ในระหว่างเดือนเมษายน 2564 - สิงหาคม 2564 บริษัทมีรายการได้มา ซึ่งสินทรัพย์ซึ่งมีขนาดรายการรวมร้อยละ 9.8 อย่างไรก็ตาม ในการเข้าทาสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารระหว่างก่อสร้างในราคา 140 ล้านบาท เมื่อเดือนกันยายน 2564 บริษัทได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งสินทรัพย์และ/หรือรายการ ที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศที่อ้างถึงลาดับที่ 3 และ 4 หรือไม่ อย่างไร บริษัทขอชี้แจงตามประเด็นดังนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 สัญญาดังกล่าวมีบันทึกข้อตกลงกับผู้จะขาย ว่าบริษัทจะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และจะนาเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาการเข้าลงทุนของทรัพย์สินดังกล่าว และเสนอคณะกรรมการบริษัทเพื่ออนุมัติ ดังนั้นการทาสัญญา ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 บริษัทไม่เข้าหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งสินทรัพย์และ/หรือรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์แต ่อย่างใด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ฝ่ายจัดการได้พิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ จึงนาเรียนเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่ออนุมัติการทารายการลงทุนในทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว 2. การขยายเวลาการชาระคืนเงินค่าซื้อร้านอาหาร 10.6 ลบ. แก่บริษัท ไฮแอคทีฟ คอนซัลแตนท์ จากัด (HACC) ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 6 และหนังสือบริษัทที่อ้างถึงลาดับ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บริษัทได้ทาสัญญาขายร้านอาหารแห่งหนึ่ง (Bonsai Japanese Restaurant) พร้อมทรัพย์สินและ อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการร้านอาหารนั้นให้แก่ HACC ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นร้อยละ 99 โดยคุณโชติวิทย์ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ในราคาขายรวม 12 ล้านบาท กาหนดชาระภายในเดือนธันวาคม 2564 ทั้งนี้ บริษัทได้รับชาระแล้ว รวม 1.4 ล้านบาท และในเดือนธันวาคม 2564 บริษัทและ HACC ได้ตกลงขยายระยะเวลาการจ่ายชาระส่วนที่เหลือออกไป เป็นภายในเดือนธันวาคม 2565 ประเด็นที่ขอให้บริษัทชี้แจง 2.1 ผู้อนุมัติการขยายระยะเวลารับชาระหนี้ เหตุผลและข้อมูลประกอบการพิจารณาอนุมัติการขยายระยะเวลา รับชาระหนี้ (เช่น การประเมินความสามารถในการชาระหนี้ของ HACC การเรียกหลักประกัน หรืออื่นใด) และผลกระทบต่อบริษัทจากการขยายเวลารับชาระหนี้ ทั้งนี้ การอนุมัติดังกล่าวเป็นไปตามอานาจดาเนินการหรือไม่ อย่างไร 2.2 ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับความเหมาะสมของการขยายระยะเวลาชาระหนี้ 2.3 บริษัทได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งสินทรัพย์และ/หรือรายการที่เกี่ยวโยงกันตามประกาศที่อ้างถึงลาด ับที่ 2 และ 3 หรือไม่ บริษัทขอชี้แจงตามประเด็นดังนี้ จากประเด็นที่ 2.1 ,2.2 และ 2.3 บริษัทได้ขายร้าน Bonsai ให้กับ HACC เนื่องจากในขณะนั้น Bonsai มีผลการดาเนินงานที่ขาดทุน ส่งผลกระทบต่องบการเงินของบริษัท คณะกรรมการบริษัทเห็นควรให้ขายร้าน Bonsai ออกไป ซึ่งบริษัทได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยบริษัทได้มีการเปิดเผยข้อมูลอ้างถึงเอกสารเลขที่ CS./64-007 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เรื่อง รายการเกี่ยวโยงในการขายสินทรัพย์ ในปี 2565 เนื่องจากสถานการณ์ COVID ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของร้านอาหาร Bonsai HACC ได้มีจดหมายขอความอนุเคราะห์ขอขยายระยะเวลาการจ่ายชาระส่วนที่เหลือออกไปเป็นภายในเดือนธันวาคม 2565 ฝ่ายจัดการจึงเห็นสมควรอนุมัติขยายระยะเวลาการชาระหนี้ส่วนที่เหลือออกไปเป็นภายในเดือนธันวาคม 2565 3. คดีความมูลค่าฟ้องรวม 11.5 ล้านบาท ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 35 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการละเมิด การจ้างทาของ การซื้อขายและเรียกค่าเสียหาย และการผิดสัญญาเช่าที่ ซึ่งมีมูลค่าฟ้องร้องรวมทั้งสิ้น 11.5 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82 ของส่วนของผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้บันทึกประมาณการหนี้สินจากคดีความดังกล่าวเนื่องจากบริษัทอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี และฝ่ายบริหารเชื่อมั่นว่าบริษัทจะไม่เกิดผลเสียหายที่เป็นสาระสาคัญต่อบริษัท ประเด็นที่ขอให้บริษัทชี้แจง 3.1 สรุปสาระสาคัญของคดีความ ความคืบหน้าของคดีความ และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 3.2 ข้อมูลประกอบการพิจารณาที่ทาให้ฝ่ายบริหารเชื่อมั่นว่าคดีความดังกล่าวจะไม่เกิดผลเสียหายที่เป็นสาระสาคั ญต่อบริษัท บริษัทขอชี้แจงตามประเด็นดังนี้ จากประเด็นข้อ 3.1 และ 3.2 อ้างถึงงบการเงินปี 2564 บริษัทได้บันทึกเจ้าหนี้การค้ามูลค่า 11.5 ล้านบาทไว้แล้ว คดีความทั้งหมดฝ่ายกฎหมายไปดาเนินการไกล่เกลี่ย โดยขอผ่อนชาระหนี้ซึ่งคาดว่าแนวทางการไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ และไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นอย่างมีสาระสาคัญ ที่จะส่งผลกระทบต่อความเสียหายของบริษัท ความคืบหน้าของคดีความ คดีเจ้าหนี้ซื้อขายสินค้ารายใหญ่มูลค่า 8.2 ล้านบาท ซึ่งศาลได้กาหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 7 เมษายน 2565 ซึ่งฝ่ายกฎหมายไปดาเนินการไกล่เกลี่ย โดยขอผ่อนชาระหนี้ซึ่งคาดว่าแนวทางการไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ จะทาให้คดีนี้เสร็จสิ้นการพิจารณาของศาล ย่อมจะทาให้ไม่เกิดผลกระทบต่อความเสียหายของบริษัท คดีเจ้าหนี้ซื้อขายสินค้ารายย่อย ฝ่ายกฎหมายได้ดาเนินการขอประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ ซึ่งศาลนัดสืบพยานในเดือนเมษายน 2565 จานวน 2 ราย และเดือนตุลาคม 2565 จานวน 1 ราย จึงเรียนมาเพื่อทราบ ลงลายมือชื่อ ___________________________ ( นายอรรถวุฒิ เตชะอุบล ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ ______________________________________________________________________ สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้ และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้