รายละเอียดข่าว

วันที่/เวลา
04 พ.ย. 2563 08:58:00
หัวข้อข่าว
ชี้แจงข้อมูลงบการเงินไตรมาส2/2563ตามหนังสือเลขที่ บจ.192/2563 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2563และเอกสารแนบ 1 (เพิ่มเติม)
หลักทรัพย์
AQ
แหล่งข่าว
AQ
รายละเอียดแบบเต็ม
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดรายละเอียดข่าวรูปแบบเต็ม
                ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข่าวหรือข้อมูล                 


เรื่อง                                               : ชี้แจงข้อมูลงบการเงินไตรมาส2/2563ตามหนังสือเลขที่ 
บจ.192/2563 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2563และเอกสารแนบ 1 (เพิ่มเติม)
รายละเอียด                                          :
ที่ ตล. 033/2563
                    
22 ตุลาคม 2563

เรื่อง   ชี้แจงข้อมูลงบการเงินไตรมาส2/2563ตามหนังสือเลขที่ บจ.192/2563 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 
2563(เพิ่มเติม)
เรียน  กรรมการและผู้จัดการ
         ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อ้างถึง จดหมายที่ บจ.192/2563 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2563

ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ได้มีจดหมายเลขที่ บจ.192/2563 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2563 
ได้ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
โดยผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขเกี่ยวกับเงินลงทุนในตั๋วแลกเงิน (BE)
และเงินให้กู้ยืมระยะสั้น 412 ล้านบาท ซึ่งบริษัทเปลี่ยนแปลงวันครบกำหนดเรื่อยมา ล่าสุดครบกำหนดในวันที่
 30 กันยายน 253 และมีข้อสังเกตเรื่องคดีความของบริษัท รวมทั้งปรากฏรายการสำคัญอื่นในงบการเงิน นั้น
เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับทราบข้อมูลสำคัญเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทฯ 
ตลาดหลักทรัพย์จึงขอให้บริษัทฯชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมและเผยแพร่ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนี้
1.    เงินลงทุนใน B/E และเงินให้กู้ระยะสั้นรวม 1,484 ล้านบาท
ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 6, 8 และคำชี้แจงของบริษัทระบุว่า ในปี 2560 บริษัทลงทุนในตั๋ว B/E 
ของบริษัท เพลนเน็ต เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง พีทีอี แอลทีดี จำกัด (เพลนเน็ต) (Ultimate shareholder คือ
คุณศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ และ คุณออง ทีฮา) 1,072 ล้านบาท และเงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่บริษัท
กรุงไทยแลนด์ ดีวีลอปเมนท์ จำกัด (กรุงไทยแลนด์) (Ultimate shareholder คือ กลุ่มเลาหพงศ์ชนะ) 412
ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทมีมติให้บริษัทต่อเวลา B/E และสัญญาเงินให้กู้ระยะสั้น 9-10 ครั้ง
และล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติต่อเวลา B/E
และสัญญาเงินให้กู้ยืมดังกล่าวถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563  ทั้งนี้ บริษัทได้เคยชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ
ว่าบริษัทยังไม่มีความจำเป็นที่จะใช้เงินทุนดังกล่าว
และคณะกรรมการได้ให้นโยบายในการป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม
ได้แก่การติดตามสถานะการดำเนินงานของบริษัทที่ลงทุนและให้กู้ยืมระยะสั้นอย่างใกล้ชิด
เจรจาขอหลักประกันและ/หรือการค้ำประกันเพิ่มเติม และเลือกในการลงทุนอื่น ๆ
รายละเอียดตามหนังสือบริษัทที่ ตล.020/2561 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561
อย่างไรก็ตาม รายงานของผู้สอบบัญชีสำหรับงบไตรมาส 2 ประจำปี 2563 
ได้แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขเกี่ยวกับความเพียงพอของการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของของเงินลงทุนใน
B/E และเงินใหกู้ระยะสั้นรวม 1,484 ล้านบาทตั้งแต่งบการเงินปี 2561 ถึงงวดปัจจุบัน
เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานสนับสนุนและวิธีตรวจสอบอื่นได้ โดยรายงานผู้สอบบัญชีระบุว่า
งบการเงินล่าสุดของเพลนเน็ตที่บริษัทได้รับ(งบการเงินปี 2561 ที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี)
เพลนเน็ตมีสินทรัพย์ 170.43 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 113.59
ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และระบุว่าตามบทวิเคราะห์ตราสารหนี้เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563
บริษัทเชื่อว่าทรัพย์สินของผู้มีอำนาจและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของบริษัทดังกล่าวมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น
1,810.76 ล้านบาท ในส่วนของกรุงไทยแลนด์นั้น ในงบการเงินประจำปี 2562
ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีมีส่วนของผู้ถือหุ้น 100.53 ล้านบาทและมีการหยุดก่อสร้างชั่วคราว
ซึ่งทั้งสองกรณีผู้บริหารบริษัทเชื่อว่าจะสามารถเรียกเก็บเงินได้ครบถ้วน
จึงไม่ได้พิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลดังนี้

1.1    ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทในการขยายเวลา B/E  สัญญาเงินให้กู้ยืม 
และความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทดังกล่าว โดยขอให้อธิบายข้อมูลและเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาด้วย
ตอบ
-    ตั๋วB/E จำนวน 1,072 ล้านบาท
ในไตรมาส2ปี 2563 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีความประสงค์ที่จะเรียกลูกหนี้ตั๋วB/E 
ให้ชำระเงินคืนซึ่งมีจำนวน 1,072 ล้านบาท นั้น  ในช่วงเดือนกันยายน 2563 กลุ่มคุณศุภศิษฎ์
โภคินจารุรัศมิ์ได้ติดต่อมาเกี่ยวกับการชำระหนี้โดยเข้ามาเจรจาแผนการชำระหนี้กับบริษัทฯ
บริษัทจึงได้จัดประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563
เพื่อพิจารณาแผนการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามตั๋วB/E ที่ได้มีการเจรจากับกลุ่มคุณศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์
โดยแผนการชำระหนี้จะชำระหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563
ซึ่งแผนการชำระหนี้จะชำระเป็นเงินสดและทรัพย์สิน ซึ่งในส่วนของทรัพย์สินจะต้องมีการประเมินมูลค่า (Due
Diligence) และบริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาภายนอกคือ บจก.โอไรอ้อน แอ๊ดไวเซอรรี่
(เป็นบริษัทที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสนง.กลต.)  เพื่อพิจารณาและนำส่งประเมินราคา
จึงต้องใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจ
คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกหนี้ตั๋วB/E
จากทรัพย์สินและบทวิเคราะห์ตราสารหนี้ในส่วน Ultimate shareholder (รายละเอียดแนบ 1)
จากข้อมูลดังกล่าวเพื่อพิจารณาในการตัดสินใจ  โดยคณะกรรมการมีความเห็นว่าลูกหนี้B/E
มีความสามารถในการชำระหนี้เนื่องจาก Ultimate shareholder มีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่าภาระหนี้
ดังนั้นคณะกรรมการจึงมีมติให้อนุมัติขยายระยะเวลาการชำระหนี้ของตั๋วB/E ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม
2563
-    เงินให้กู้ยืม บจก.กรุงไทยแลนด์ จำนวน 412 ล้านบาท
ในไตรมาส 2 ปี 2563 คณะกรรมการได้มีความประสงค์เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามเงินให้กู้ยืมจำนวน 412 
ล้านบาท ในช่วงเดือนกันยายน 2563 ผู้บริหารของบจก.กรุงไทยแลนด์ฯได้ติดต่อมายังบริษัทฯ
เกี่ยวกับการชำระหนี้เงินกู้ยืมโดยจะชำระด้วยเงินสดและทรัพย์สิน บริษัทฯ
จึงได้จัดประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 เพื่อพิจารณาแนวทางการรับชำระเงินจากลูกหนี้
ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้พิจารณาแนวทางการชำระหนี้แล้วมีความเห็นว่า บจก.กรุงไทยแลนด์ฯ
มีความสามารถในการชำระหนี้ให้กับบริษัทฯได้
ในส่วนทรัพย์สินที่จะนำมาชำระหนี้จะต้องมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน (Due Diligence) โดยบริษัทฯ
ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินภายนอกคือบริษัท โอไรอ้อน แอ๊ดไวเซอรรี่
จำกัด(บริษัทที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสนง.กลต.) พิจารณาทรัพย์สินและนำส่งประเมินราคา ดังนั้น
คณะกรรมการจึงมีมติให้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2563
โดยไม่ได้มีข้อมูลอื่นใดประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม
สรุป  การชำระหนี้ของลูกหนี้ตั๋ว B/E จำนวน 1,072 ล้านบาท และ เงินให้กู้ยืม จำนวน 412 ล้านบาท รวมเป็น 
1,484 ล้านบ จะมีการชำระภายใน 31 ธันวาคม 2563

1.2    อธิบายนโยบายป้องกันความเสี่ยงของคณะกรรมการบริษัทตามที่แจ้งไว้ในหนังสือบริษัทที่ ตล.020/2561 
ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ซึ่งได้แก่
การติดตามสถานะการดำเนินงานของบริษัทที่ลงทุนและให้กู้ยืมระยะสั้นอย่างใกล้ชิด
เจรจาขอหลักประกันและ/หรือการค้ำประกันเพิ่มเติม และทางเลือกในการลงทุนอื่น ๆ รวมถึง
การดำเนินการของบริษัทตามนโยบายดังกล่าวที่คณะกรรมการบริษัทกำหนดไว้
ตอบ   บริษัทฯ ได้ดำเนินการเจรจากับลูกหนี้ให้นำหลักทรัพย์มาค้ำประกันเมื่อปลายปี 2561  
ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้รับหลักประกันหรือการค้ำประกันจากลูกหนี้
โดยขณะนี้ลูกหนี้ได้เข้ามาเจรจาแผนการชำระหนี้กับบริษัท(ตามข้อ 1.1.1และ 1.1.2)
จึงไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม และไม่ได้พิจารณาทางเลือกในการลงทุนอื่น ๆ
1.3    แนวทางในการดำเนินการหาหลักฐานที่เป็นปัจจุบันเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของเพลนเน็ตและก
รุงไทยแลนด์ เพื่อให้ผู้สอบบัญชีสามารถแสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัท
ตอบ  บริษัทได้ว่าจ้างบริษัท โอไรอ้อน แอ๊ดไวเซอรรี่ จำกัด (บริษัทที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสนง.กลต.) 
ประเมินวิเคราะห์ บริษัท เพลนเน็ต เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด และได้ทำการวิเคราะห์ ตามเอกสารแนบ 1
เรื่องบทวิเคราะห์ตราสารหนี้  เนื่องจาก บริษัท เพลนเน็ต เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด
เป็นกองทุนในสิงคโปร์ ไม่ต้องจัดทำงบการเงิน บริษัทจึงมีแต่การวิเคราะห์ตราสารหนี้
และในส่วนของเงินให้กู้ยืมบริษัทกรุงไทยแลนด์ฯ มีหลักฐานเป็นงบการเงินประจำปี 2562
ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี
คณะกรรมการมีความเห็นว่าถ้าการวิเคราะห์แผนการชำระหนี้แล้วเสร็จและมีการชำระหนี้
ผู้สอบบัญชีก็จะสามารถแสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทฯได้ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จจภายในสิ้นปี 2563

2.    เงินลงทุนในหุ้นของบริษัท เดอะ ธนา อะไลน์ รีสอร์ท จำกัด (เดอะธนา) 125 ล้านบาท
ในวันที่  29 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของเดอะธนา 
ซึ่งประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทที่เกาะเต่า อำเภอพะงัน จังหวัดสุราษฎ์ธานี จำนวน 1,387,500 หุ้น รวม
125 ล้านบาท โดยเห็นว่าเป็นราคาซื้อที่เหมาะสม เนื่องจากราคาต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี
(รายละเอียดตามหนังสือบริษัทที่อ้างถึง 3) และตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 10.3 และ 25.2.4 ระบุว่า
เดอะธนา ได้รับหมายศาลให้ชำระเงินรวมไม่เกิน 45 ล้านบาท
และบริษัทมีการพิจารณาตั้งด้อยค่าเงินลงทุนเดอะธนาด้วย สรุปลำดับเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้
วันที่    เหตุการณ์
2 กันยายน 2562    บริษัททำสัญญาซื้อหุ้นเดอะธนากับ น.ส.สุณิสา เศษธะพานิช โดยทยอยจ่ายชำระเงินมัดจำค่าหุ้น
63 ล้านบาทเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 และส่วนที่เหลือ 62 ล้านบาท
บริษัทออกตั๋วสัญญาใช้เงิน(P/N) ให้แก่ผู้ขายอายุ 6 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย
บริษัททยอยชำระเงินค่าหุ้นตามตั๋ว P/N เสร็จสิ้นวันที่ 9 เมษายน 2563
25 มิถุนายน 2563    -    เดอะธนาได้รับหมายศาลให้ชำระเงิน 37 ล้านบาท และดอกเบี้ยไม่เกิน 8 ล้านบาท 
รวมไม่เกิน 45 ล้านบาท (ศาลได้พิพากษาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563) สืบเนื่องจากถูกฟ้องตั้งแต่วันที่ 5
กรกฎาคม 2562 แต่บริษัทไม่ทราบเรื่อง เพราะอยู่ในขั้นตอนการเตรียมสัญญาซื้อขาย
-    เดอะธนาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริหารทั้งจำนวน ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล
30 มิถุนายน 2563    บริษัททดสอบด้อยค่าค่าความนิยมเงินลงทุนในเดอะธนา และรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่า 8 
ล้านบาท

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้บริษัทชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
2.1    ข้อมูลและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริษัทใช้ในการตรวจสอบสถานกิจการ (Due Diligence) 
และพิจารณาการลงทุนในเดอะธนา ชื่อผู้ประสานงานหรือแนะนำให้บริษัทเข้าลงทุน
สัญญาซื้อขายหุ้นที่กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับความรับผิดกรณีเกิดค่าเสียหายจากคดีพิพาท
ตอบ
-    คณะกรรมการมีวิธีตรวจสอบกิจการโดยให้สำนักงานกฎหมาย บริษัท ลีกัลป์ อินเทลลีเจนซ์ จำกัด(Legal 
Intelligence) ตรวจคดีความของบริษัท เดอะธนาฯ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2562 ผลการตรวจสอบคือไม่มีคดีความ
และ บริษัทได้ว่าจ้างบริษัท ฟาสท์ แอนด์ แฟร์แวลูเอชั่น จำกัด (บริษัทที่ได้รับความเห็นชอบจากสนง.กลต.)
ประเมินทรัพย์สินและผลการประเมินทรัพย์สินมีมูลค่ามากกว่าราคาที่ซื้อ
ทั้งนี้หน่วยงานบัญชีได้ดูข้อมูลภาระหนี้สิน ทรัพย์สิน และลูกหนี้ มีครบถ้วนตามยอดที่ปรากฏตามงบการเงิน
ปี 2562 สิ้นสุดวันที่ 31 มกราคม 2562 ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี และเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562
โดยคณะผู้บริหารได้เดินทางไปดูสถานที่ประกอบการจริง
-    คดีที่บริษัท เดอะธนาฯ ถูกฟ้องเกิดขึ้นภายหลังจากการ Due Diligence เรียบร้อยแล้ว และวันที่ 5 กรกฎาคม
2562 มีหมายฟ้องคดีก่อนที่บมจ.เอคิวฯ จะทำสัญญาซื้อ-ขาย โดยได้ทำการซื้อ-ขาย เมื่อวันที่ 2 กันยายน
2562 และ บมจ.เอคิวฯ ได้ทราบคำพิพากษาภายหลังเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563
เพื่อป้องกันความเสียหายในคดีนี้ บริษัท เดอะธนาฯ ได้ทำคำอุทธรณ์คดีดังกล่าว
ส่วนบมจ.เอคิวฯได้ทำหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ขายหุ้นสามัญให้รับทราบเกี่ยวกับคดีความฟ้องร้องนี้โดยยังไม่
มีการฟ้องร้องผู้ขาย ในกรณีที่บริษัทเดอะธนาฯ ต้องชดใช้ค่าความเสียหายจากคดี บมจ. เอคิวฯ
ก็จะดำเนินการขอชดเชยจากผู้ขายหุ้นสามัญ เนื่องจากตามสัญญาซื้อ-ขายหุ้นสามัญ ได้มีการระบุว่า
"คู่สัญญาที่มิได้ผิดสัญญามีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
และบริษัทจะรายงานความคืบหน้าต่อไป
-    ชื่อผู้ประสานงานหรือแนะนำ เป็นนายหน้าติดต่อเข้ามาเพื่อจะขายกิจการกับบมจ.เอคิวฯ 
โดยเสนอขายกับผู้บริหารของบมจ.เอคิวฯ
ทางคณะกรรมการบริหารก็ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562
คณะกรรมการมีมติอนุมัติการซื้อหุ้นสามัญในบริษัท เดอะธนาฯ จำนวน 1,387,500 หุ้นในราคาหุ้นละ 90.44 บาท
รวมเป็นจำนวนเงิน 125.48 ล้านบาท
2.2    เหตุผลที่ตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในเดอะธนาฯ
ตอบ บมจ.เอคิวฯ ได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เดอะธนาฯ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 โดย ณ 
วันที่ซื้อหุ้นสามัญในบริษัท เดอะธนาฯ ในงบการเงินรวมไตรมาส3/2562 ได้บันทึกค่าความนิยมในบริษัท
เดอะธนาฯ จำนวน 8.04 ล้านบาท และตามมาตรฐานการบัญชีจะต้องทดสอบด้อยค่าเงินลงทุนในกลุ่มบริษัททุกปี
โดยใช้วิธีพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัท เดอะธนาฯ ผลการทดสอบมูลค่าเงินที่จะได้รับจากบริษัท เดอะธนาฯ
มีจำนวนต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ได้บันทึกไว้ในงบการเงินรวม
ดังนั้นในส่วนงบการเงินรวมจึงได้ลดค่าความนิยมในบริษัท เดอะธนาฯ จำนวน 8.04 ล้านบาทในงวดปี 2562
นอกจากนี้ บริษัท เดอะธนาฯ ถูกฟ้องคดีแพ่งและศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้บริษัท เดอะธนาฯ ชดใช้หนี้จำนวน
45.32 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินต้นจำนวน 37.34 ล้านบาท ดอกเบี้ยจำนวน 7.98 ล้านบาท
เนื่องจากศาลชั้นต้นได้พิพากษาแล้ว
จึงเป็นสาเหตุให้ผู้สอบบัญชีพิจารณาให้ตั้งสำรองค่าความเสียหายจากคดีดังกล่าวในงบการเงินบริษัท เดอะธนาฯ
 ในงวดไตรมาส2/2563

3    การขายสิทธิการเช่าช่วงที่ดินและอาคารโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน ในราคา 100 ล้านบาท
ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 13 ระบุว่าเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 บริษัท ฟรีโซน แอสเซท จำกัด 
(บริษัทถือหุ้น 100%) ทำบันทึกข้อตกลงกับบริษัทไม่เกี่ยวข้องเพื่อขายสิทธิการเช่าช่วงที่ดินและอาคาร 14
อาคารของโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน ในราคาสุทธิ 100 ล้านบาท ขณะที่สิทธิการเช่าดังกล่าวมีมูลค่าตามบัญชี ณ
วันที่ 31 มีนาคม 2563 และวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เท่ากับ 146 ล้านบาท และ 144 ล้านบาท ทั้งนี้
บันทึกข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ลงนามในสัญญาซื้อขายภายในวันที่ 15 กันยายน 2563
    ตลาดหลักทรัพย์ฯ 
ขอทราบความเห็นของคณะกรรมการบริษัทในการพิจารณาความเหมาะสมและความสมเหตุสมผลของราคาขายสิทธิการเช่าที่บร
ิษัทกำหนดต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
ตอบ  เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ได้มีการจัดประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 7/2563 
คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้ขายสิทธิการเช่า โดยคณะกรรมการพิจารณาจากรูปแบบโกดังซึ่งเป็นแบบเก่า
และในพื้นที่ใกล้เคียงมีโกดังให้เช่าแบบทันสมัยพร้อมเครื่องอำนวยความสะดวกในการขนย้ายสินค้าจากตู้คอนเทน
เนอร์
ในส่วนคลังของบริษัทย่อยของบริษัทที่ให้เช่านั้นจะต้องมีการปรับปรุงและต้องรื้อถอนและก่อสร้างใหม่จะต้อง
ให้เงินลงทุนในการปรับปรุงและรื้อถอนเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาในการเช่าที่เหลืออยู่จะไม่คุ้มทุ
นที่จะลงทุน ทำให้บริษัทต้องให้เช่าคลังในราคาถูก
และมีค่าซ่อมแซมและค่าใช้จ่ายที่จะต้องรับผิดชอบกับผู้เช่าคาดว่าจะทำให้กระแสเงินสดที่จะได้รับจากการให้
เช่าโครงการในอนาคตมีจำนวนน้อยกว่าการขายโครงการในปัจจุบันคณะกรรมการบริษัทจึงได้มีมติเห็นชอบให้ขายสิทธ
ิการเช่าและคลังสินค้าในราคา 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาต่อรอง
โดยคณะกรรมการมีความเห็นว่าเงื่อนไขและราคาการเข้าทำรายการดังกล่าวมีความเหมาะสมและสมเหตุสมผล
ปัจจุบันได้ขยายระยะเวลาในบันทึกข้อตกลงจากวันที่ลงนามในสัญญาซื้อขายภายใน15 กันยายน 2563 
ได้ขยายระยะเวลาออกไปเป็นภายใน 16 พฤศจิกายน 2563

4    ความคืบหน้าคดีเพิกถอนสัญญาจัดการทรัพย์สินและแบ่งปันผลประโยชน์
วันที่ 16 ตุลาคม 2558 บริษัทได้ทำสัญญาจัดการทรัพย์สินและแบ่งผลประโยชน์ (สัญญา) กับบริษัท โกลเด้น 
เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล จำกัด (บริษัทโกลเด้นฯ) และบริษัท โปรเกรส พรอพเพอร์ตี้ แมเนจเมนท์ จำกัด
(บริษัทโปรเกรสฯ) โดยตกลงให้บริษัทเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการประนอมหนี้
รวมถึงการบริหารจัดการขายที่ดินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ธนาคารกรุงไทย โดยทั้ง 2
ฝ่ายตกลงที่จะไม่เรียกร้องหนี้ที่มีระหว่างกันและใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อกัน
เพื่อเป็นประกันตามสัญญาและความคล่องตัวในการดำเนินงาน บริษัท โปรเกรสฯ จึงได้โอนหุ้นของบริษัทโกลเด้นฯ
5.44 ล้านหุ้นคิดเป็น 68% ให้บริษัท
        ต่อมาบริษัทได้รายงานความคืบหน้าว่า บริษัทถูกฟ้องร้องต่อศาลแพ่งให้เพิกถอนสัญญา 
ซึ่งบริษัทต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยศาลได้อ่านคำพิพากษาในวันที่ 18 มีนาคม 2562
พิพากษายกฟ้องโจทก์ และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ (รายละเอียดตามหนังสือบริษัทที่
ตล.020/2563 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2563) อย่างไรก็ตาม จากหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 1.1
ระบุว่าเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
โดยพิพากษากลับเป็นให้บริษัทโอนหุ้นที่ถืออยู่ของบริษัทโกลเด้นฯ 5.44 ล้านหุ้นคืนโจทก์
ต่อมาบริษัทได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 3 กันยายน 2563
        ตลาดหลักทรัพย์ฯ 
ขอให้บริษัทชี้แจงความคืบหน้าคดีเพิกถอนสัญญาและผลกระทบกรณีศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้บริษัทโอนหุ้นที
่ถืออยู่ในบริษัทโกลเด้นฯคืนโจทก์
ความคืบหน้าคดี ปัจจุบันบมจ.เอคิวฯ  อยู่ระหว่างรอหมายบังคับคดีในชั้นอุทธรณ์เพื่อให้โอนหุ้นในบริษัท 
โกลเด้นฯคืนให้บริษัทโปรเกรสฯ(บริษัทพิจารณาว่าจะไม่ยื่นฏีกา)  และในกรณีที่บมจ.เอคิวฯ
โอนหุ้นบริษัทโกลเด้นฯ จำนวน 5.44 ล้านหุ้น คืนให้กับบริษัทโปรเกรสฯแล้ว ก็จะไม่มีผลกระทบกับบริษัท
เนื่องจากการขายที่ดินหลักประกันเป็นการขายทอดตลาดดำเนินการโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี
และการขายทอดตลาดที่ดินหลักประกันเสร็จสิ้นแล้ว
        
     จึงเรียนมาเพื่อทราบและเผยแพร่ต่อไป

     ขอแสดงความนับถือ


(นายสุทัศน์ จันกิ่งทอง)                        (นางสาวรัญชนา รัชตะนาวิน)
                                    กรรมการ                                               กรรมการ
บทวิเคราะห์ตราสารหนี้
Planet Energy Holdings Pte. Ltd.
วิเคราะห์โดยบริษัท โอไรอ้อน แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด

5 พฤษภาคม 2563





 
ข้อมูลพื้นฐาน
Planet Energy Holdings Pte. Ltd. ("PEH")
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท    :    11 เมษายน 2557
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่    :    1 Raffles Places,#28-02 One Raffles Place, Singapore 048616
สัญชาติ    :    สิงคโปร์
ทุนจดทะเบียน    :    113.997 เหรียญสหรัฐ
ทุนชำระแล้ว    :    113.997 เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 50,000 หุ้น
การประกอบธุรกิจ    :    PEH ดำเนินธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) 
โดยเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Green Earth Power (Thailand) Co., Ltd ("GEP") ซึ่งปัจจุบัน GEP
ประกอบธุรกิจออกแบบและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจพลังงานทดแทน
ผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ
6.72 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ META Corporation Pcl. ("META") ซึ่งปัจจุบัน META
ประกอบธุรกิจงานวิศวกรรม จัดหาและก่อสร้าง รวมถึงลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน

คณะกรรมการของ PEH

ลำดับ    รายชื่อกรรมการ    สัญชาติ    ตำแหน่ง
1    TAN LIAN KIOW CHAI BAK HUA    สิงคโปร์    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
2    AUNG THITA (นาย ออง ทีฮา)    พม่า    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
3    นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์     ไทย    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม


ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ PEH

ลำดับ    รายชื่อผู้ถือหุ้น    สัญชาติ    จำนวนหุ้น    สัดส่วน
1    AVA ASIA LTD    หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน    50,000    100



โครงสร้างกลุ่มบริษัท
 
    จากโครงสร้างกลุ่มบริษัท Noble Planet Pte. Ltd. ("NBP") เป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ที่มีลักษณะเป็น 
Holding Company โดยมี Wealthy Capital (BVI) เป็นผู้ถือหุ้นหลักเพียงรายเดียวจำนวน 50,000 หุ้น
และมีทุนจดทะเบียน 61.67 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีคณะกรรมการบริษัทเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกับ PEH ทั้งนี้ NBP
เป็นบริษัทที่ถือหุ้นสามัญของ GEP ในลำดับเดียวกับ PEH และมีสัดส่วนการถือหุ้นใน GEP ที่ร้อยละ 28.00
ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด

การวิเคราะห์บริษัทย่อย ของ PEH
    เนื่องจาก PEH และ NBP มีผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน 
จึงได้ทำการวิเคราะห์บริษัทย่อยของ NBP ซึ่งดำเนินธุรกิจในลักษณะ Holding Company โดยบริษัทย่อย ได้แก่
GEP ทั้งนี้ปัจจุบัน GEP ดำเนินธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น และไม่มีการประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง
(Holding Company) โดยถือหุ้นใน GEPM ทีสัดส่วนร้อยละ 100 ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด
ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ GEP โดยมีรายละเอียด ดังนี้


Green Earth Power (Thailand) Co., Ltd ("GEP")
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท    :    30 เมษายน 2528
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่    :    33/4 อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ แกรนด์ พระราม 9 ชั้น 36 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง 
กรุงเทพมหานคร
ทุนจดทะเบียน    :    215.76 ล้านบาท
ทั้งนี้ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,157,558 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท
ทุนชำระแล้ว    :    215.76 ล้านบาท

การประกอบธุรกิจ    :    GEP ดำเนินธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น และไม่มีการประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง 
(Holding Company) โดยเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 100 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP (Myanmar)
Company Limited ("GEPM")

GEP (Myanmar) Co., Ltd ("GEPM")
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท    :    16 กมภาพันธ์ 2559
สัญชาติ    :    เมียนมาร์
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่    :    Suite 213, 2nd Floor, Pearl Condo, Kabar Aye Pagoda Road, Bahan Township, 
Yangon, Myanmar
ทุนจดทะเบียน    :    500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 500 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 เหรียญสหรัฐ
ทุนชำระแล้ว    :    7.64 ล้านเหรียญสหรัฐ
การประกอบธุรกิจ    :    GEPM เป็นบริษัทย่อยของ GEP ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบัน GEPM 
ประกอบธุรกิจ ดังนี้
1.    ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า และอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 
และพลังงานทดแทนต่าง ๆ เช่น แสงอาทิตย์และลม รวมทั้งให้คำปรึกษา ติดตั้ง ตรวจสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษา
และให้บริการที่เกี่ยวข้อง
2.    ประกอบกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


ทั้งนี้ GEPM (บริษัทย่อยของ GEP) 
อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินในพื้นดินที่เมืองมินบู
เขตปกครองมาเกว ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ("โครงการโรงไฟฟ้ามินบู" หรือ "โครงการ")
ซึ่งกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้ารวม 220 เมกะวัตต์(กระแสไฟฟ้าตรง) เพื่อผลิตไฟฟ้า 170 เมกะวัตต์
(กระแสไฟฟ้าสลับ)
อย่างไรก็ตาม GEPM 
ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับหน่วยงานภาครัฐของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ที่กำกับดูแลด้านการผลิตและจ
ำหน่ายกระแสไฟฟ้า ได้แก่ Electric Power Generation Enterprise ("EPGE") แล้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2559
และโครงการ ทุกเฟส ยังได้รับ MIC Permit ลงวันที่ 12 เมษายน 2560 แล้ว โดยได้รับสัญญารูปแบบ BOT
(Built- Operate-Transfer) ที่มีอายุ 30
ปีนับตั้งแต่วันที่เริ่มเปิดดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์(COD) ของเฟส 1 และมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่
0.1275 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
    ทั้งนี้ GEPM ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) 
ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระยะที่ 1 ขนาดกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์(กระแสไฟฟ้าตรง)
ที่เมืองมินบู ประเทศเมียนมาแล้วในวันที่ 27 กันยายน 2562 ซึ่งทาง GEPM
ได้รับหนังสือแจ้งเริ่มวันจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) อย่างเป็นทางการจาก Electric Power Generation
Enterprise ("EPGE") เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 โดยในหนังสือดังกล่าว GEP
สามารถเริ่มรับรู้รายได้ทันทีโดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2562 ซึ่งปัจจุบัน GEP
ได้รับรายได้ประมาณเดือนละ 9 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับโครงการระยะที่  1
คาดว่าเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จครบทั้งหมดแล้ว จะสามารถรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าเต็มปีประมาณ 40.79
ล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไรสุทธิเฉลี่ย 15.80 ล้านเหรียญสหรัฐ

การประเมินมูลค่าหุ้นของ GEP
    การประเมินมูลค่าหุ้น GEP ได้มีการวิเคราะห์ โดยอ้างอิงจากการรายงานการประเมินมูลค่ายุติธรรมของ GEP 
ซึ่งจัดทำโดยที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ณ กุมภาพันธ์ 2563     
    ตามที่ที่ปรึกษาทางการเงินได้ทำการประเมินมูลค่าของ GEP ด้วยวิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด 
(Discounted Cash Flow Approach)
ซึ่งเป็นการคำนวณหามูลค่าปัจจุบันของประมาณการกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานด้วยอัตราส่วนลดที่เหมาะสม
โดยคำนึงถึงการดำเนินงานของ GEP ในอนาคตโดยอ้างอิงตามสมมติฐานที่ที่ปรึกษาทางการเงินจัดทำ
มูลค่ายุติธรรมของ GEP หลังหักกระแสเงินสดส่วนที่ META
ได้จากการที่ไม่ต้องรับผิดชอบลงเงินทุนเพิ่มสำหรับการลงทุนของ GEP อีก ตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น
มีมูลค่าเท่ากับ 3,928.81 ล้านบาท ทั้งนี้ NBP และ PEH มีสัดส่วนการถือหุ้นใน GEP เท่ากับร้อยละ 28.00
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด  มูลค่าหุ้นสามัญจึงเท่ากับ 1,100.07 ล้านบาท
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ปัจจุบัน นายศุภศิษฎ์ โภคินจารุรัศมิ์ และนายออง  ทีฮา เป็นผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้าย 
(Ultimate Shareholder) ทั้งทางตรงและทางอ้อมสัดส่วนที่เท่ากันที่ร้อยละ 50.00
ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ Wealthy Capital Consulting Ltd. และ AVA Asia Ltd.
ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นทั้งหมดของ NBP และ PEH ตามลำดับ ทั้งนี้ NBP และ PEH ถือหุ้นใน GEP
ในสัดส่วนร้อยละ 28.00 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ในไตรมาส 2 ปี 2558 Meta Corporation Pcl. ("META") (ชื่อเดิมคือ Vintage Engineering Pcl.) 
ได้เข้าลงทุนในหุ้นสามัญของ GEP ในสัดส่วนร้อยละ 12.00 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP โดย META
ได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 85,637,713 หุ้น เพื่อชำระการเข้าลงทุนดังกล่าวให้กับผู้ถือหุ้นของ PEH
ทั้งนี้ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2563 PEH มีสัดส่วนการถือหุ้นใน META คิดเป็นร้อยละ 6.72
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด 2
ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2560 PEH และ NBP ได้ขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่ QTCGP(บริษัท คิวทีซี โกลบอลพาวเวอร์
จำกัด) และ ECF-Power ในสัดส่วนร้อยละ 15 และ 20 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 QTCGP ได้ใช้สิทธิจำหน่ายหุ้นสามัญคืนให้กับทางผู้ขายทั้งจำนวน
ที่ร้อยละ 15.00 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP ต่อมาในช่วงไตรมาส 2 ปี 2561 PEH
ได้ขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่ Scan Inter Pcl. ("SCN") ในสัดส่วนร้อยละ 30
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP หลังจากนั้นในช่วงไตรมาส 4 ปี 2562 NBP ได้ขายหุ้นสามัญของ GEP
ให้แก่ Scan Inter Pcl. ("SCN") เพิ่มเติมในสัดส่วนร้อยละ 10 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP
ทั้งนี้เนื่องจาก PEH ได้มีการโอนหุ้นใน GEP ทั้งหมดไปยัง NBP ทำให้ภายหลังจากการขายหุ้นสามัญของ GEP
ดังกล่าว PEH และ NBP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน GEP รวมกันที่สัดส่วนร้อยละ 28.00
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ดังนั้น ทรัพย์สินของ นายศุภศิษฎ์ โภคินจารุรัศมิ์ และนายออง ทีฮา ที่ถือรวมกัน สามารถสรุปได้ดังนี้

ลำดับ    รายการ    มูลค่า (ล้านบาท)
1    มูลค่าหุ้นสามัญของ META ที่สัดส่วนร้อยละ 6.72    86.92
2    มูลค่าหุ้นสามัญของ GEP ที่สัดส่วนร้อยละ 28.00    1,100.07
รวมทั้งสิ้น    1,186.99
นอกจากนั้น ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ยังมีเงินสดจากการขายหุ้นสามัญของ GEP 
ให้แก่ ECF-Power และ SCN เท่ากับ 310.05 และ 313.72 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเงินสดรวมทั้งสิ้น 623.77
ล้านบาท  ซึ่งนำกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ GEP
ความเห็นของฝ่ายวิเคราะห์
สำหรับการประเมินทรัพย์สินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ซึ่งประกอบด้วย 
มูลค่าหุ้นสามัญของ META มูลค่าหุ้นสามัญของ GEP และเงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่
ECF-Power และ SCN
ในส่วนของการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญของ META ได้มีการวิเคราะห์ โดยอิงจาก มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ
29 เมษายน 2563 และสัดส่วนที่ PEH ถือครอง ที่ร้อยละ 6.72 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ META
ดังนั้นมูลค่าหุ้นสามัญของ META ที่ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ถือครองอยู่ที่ร้อยละ 6.72 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดจะมีมูลค่าเท่ากับ 86.92 ล้านบาท
และในส่วนของการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญของ GEP ได้มีการวิเคราะห์ 
โดยอ้างอิงจากการรายงานการประเมินมูลค่ายุติธรรมของ GEP ซึ่งจัดทำโดย
ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ณ กุมภาพันธ์ 2563
ซึ่งประเมินด้วยความระมัดระวังตามสมมติฐานที่สมเหตุสมผล และได้ใช้วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด
ทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามีความเหมาะสม ดังนั้นมูลค่าหุ้นสามัญของ GEP
ที่ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ถือครองที่ร้อยละ 28.00
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดจะมีมูลค่าเท่ากับ 1,100.07 ล้านบาท
    นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ยังมีรับเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นสามัญของ 
GEP ให้แก่ ECF-Power และ SCN เท่ากับ 623.77 ล้านบาท
ซึ่งนำกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ GEP ดังนั้น
ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH มีมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 1,810.76 ล้านบาท
จึงสามารถสรุปได้ว่า มูลค่าของทรัพย์สินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ถือครองอยู่นั้นมีมูลค่าที่สูงกว่าและเพียงพอในการชำระตราสารหนี้ระยะสั้น หรือตั๋วแลกเงิน (BE)
ที่ออกโดย PEH ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 1,072.16 ล้านบาท  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.69
เท่าของมูลค่าตราสารหนี้ระยะสั้น หรือตั๋วแลกเงิน (BE) ทั้งนี้เนื่องจาก PEH และ NBP
มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของบริษัทบ่อยครั้ง ฝ่ายวิเคราะห์จึงมองว่า
ผู้ลงทุนในในตราสารหนี้ระยะสั้นดังกล่าวอาจพิจารณาทยอยเรียกชำระคืนบางส่วน


















ภาพถ่ายโครงการโรงไฟฟ้ามินบู
 


                         ลงลายมือชื่อ ___________________________
                                    ( นายสุทัศน์ จันกิ่งทอง     นางสาวรัญชนา รัชตะนาวิน )
                                    กรรมการ           กรรมการ
                         ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ

______________________________________________________________________
สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้
และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย
หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ
และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้