รายละเอียดข่าว

วันที่/เวลา
21 พ.ค. 2562 17:17:00
หัวข้อข่าว
ชี้แจงข่าวหรือข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถาม(เพิ่มเติม)
หลักทรัพย์
AQ
แหล่งข่าว
AQ
รายละเอียดแบบเต็ม
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดรายละเอียดข่าวรูปแบบเต็ม
                ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข่าวหรือข้อมูล                 


เรื่อง                                               : ชี้แจงข่าวหรือข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถาม
รายละเอียด (แก้ไข)                                   :
ที่ ตล.011/2562
                                   25 เมษายน 2562

เรื่อง  ชี้แจงข้อมูลตามหนังสือเลขที่ บจ. 120/2562 ลงวันที่ 4 เมษายน 2562 แก้ไข
เรียน  กรรมการและผู้จัดการ
        ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อ้างถึง จดหมายที่ บจ.120/2562 ลงวันที่ 4 เมษายน 2562
                 ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ได้มีจดหมายเลขที่ บจ.120/2562 ลงวันที่ 4 เมษายน 2562  
ได้ขอให้บริษัทฯ ชี้แจงข้อมูลงบการเงินประจำปี 2561 ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
โดยผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข
โดยเฉพาะประเด็นความเพียงพอของการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของเงินลงทุนในตั๋วแลกเงิน(B/E)
และเงินให้กู้ยืม1,067 ล้านบาทและ 447 ล้านบาท
และการประเมินมูลค่ายุติธรรมของสิทธิการเช่าที่ดินเกาะล้าน ชลบุรี
รวมทั้งปรากฏรายการที่สำคัญคือรายการเงินลงทุนระยะยาวอื่น 900 ล้านบาท
โดยมีรายละเอียดการสอบถามของตลาดหลักทรัพย์มีดังนี้
1.    ความเพียงพอของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเงินลงทุนใน B/E และเงินให้กู้ยืม
ตามที่บริษัทได้เพิ่มทุนให้กับบุคคลในวงจำกัดจำนวน 3,632 ล้านบาท 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้แ
ก่ธนาคารกรุงไทย แต่จากกาชำระค่าเสียหายดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการขายทอดตลาดที่ดิน
บริษัทนำเงินส่วนหนึ่งป ระมาณ 1,600 ล้านบาทไปลงทุนใน B/Eของบริษัท เพลนเน็ตเอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้งส์
พีทีอี จำกัด (เพลนเน็ต) และให้เงินกู้ยืมระยะสั้นแก่บริษัท กรุงไทย แลนด์ ดีวีลอปเมนท์ จำกัด
(กรุงไทยแลนด์)
โดยคณะกรรมการบริษัทได้ให้นโยบายในการป้องกันความเสี่ยงทั้งการติดตามสถานะการดำเนินงานของบริษัทที่ลงทุน
และให้กู้ยืมระยะสั้นอย่างใกล้ชิด
รวมทั้งให้หาแนวทางในการเจรจาขอหลักประกันและ/หรือการค้ำประกันเพิ่มเติม รายละเอียดตามหนังสือที่อ้างถึง
 2 สรุปมูลค่าคงค้างได้ดังนี้
รายการ    วันที่เริ่มทำรายการ    มูลค่าคงค้าง(ล้านบาท)    วันครบกำหนด
        ณ.วันที่ 31 ธค.61    ณ.วันที่ 28 กพ.62    
เงินลงทุนใน B/E ของเพลนเน็ต    วันที่ 30 พ.ย.60    1,067    1,067    วันที่ 30 มิ.ย.62
เงินให้กู้ระยะสั้นแก่กรุงไทยแลนด์    วันที่ 17 กค.60 1/    447    4122/    วันที่ 30 เม.ย.62
รวม        1,514    1,479    
1/ เริ่มลงทุนในรูปแบบ B/E เปลี่ยนเป็นเงินให้กู้ยืมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.61 2/ ได้รับชำระหนี้แล้ว 35 
ล้านบาท
    อย่างไรก็ตาม จากรายงานของผู้สอบบัญชีระบุว่ารายการดังกล่าวเปลี่ยนแปลงวันครบกำหนดเรื่อยมา 
โดยที่บริษัทยังไม่ได้รับงบการเงินปี 2560 และ ปี 2561 ของเพลนเน็ต สำหรับกรุงไทยแลนด์ได้รับงบการเงินปี
2560 ซึ่งมีส่วนของผู้ถือหุ้น 218 ล้านบาท แต่ปรากฏข้อมูลว่ากรุงไทยแลนด์มีการหยุดการก่อสร้างชั่วคราว
เนื่องจากมีการปรับแบบและทรัพย์สินของโครงการดังกล่าวติดภาระค้ำประกันเงินกู้
    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
1.1.    ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทและความเพียงพอและเหมาะสมของการไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรายการดัง
กล่าว
โดยที่บริษัทยังไม่มีข้อมูลฐานะทางการเงินที่เป็นปัจจุบันของเพลนเน็ตและการหยุดก่อสร้างโครงการชั่วคราวข
องกรุงไทยแลนด์
ตอบ    คณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณาจากข้อมูลดังต่อไปนี้
1.1.1.    เพลนเน็ต ได้ประเมินทรัพย์สินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ เพลนเน็ต (PEH) 
ซึ่งประกอบด้วย มูลค่าหุ้นสามัญของบมจ.เมตะ คอร์ปอเรชั่น (META) มูลค่าหุ้นสามัญของ  Green Earth Power
(Thailand) (GEP) และเงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่ ECF - Power  และ บมจ.สแกน
อินเตอร์(SCN)
การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญของ META ได้มีการวิเคราะห์โดยอ้างอิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่
18 กุมภาพันธ์ 2562 และสัดส่วนที่ PEH ถือครองหุ้นร้อยละ 6.72 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ META
ดังนั้นมูลค่าหุ้นสามัญของ META ที่ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ถือครองหุ้นร้อยละ
6.72 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดจะมีมูลค่า 175.36 ล้านบาท
การประเมินมูลค่าหุ้นสามัญของ GEP ได้มีการวิเคราะห์โดยอ้างอิงจากการรายงานการประเมินมูลค่ายุติธรรมของ 
GEP ซึ่งจัดทำโดยที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ณ
เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งประเมินด้วยความระมัดระวังตามสมมุติฐานที่สมเหตุสมผล
และได้ใช้วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด
ทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามีความเหมาะสมดังนั้นมูลค่าหุ้นสามัญของGEP
ที่ผู้มีอำนาจควบคุมและถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ถือครองหุ้นที่ร้อยละ 38
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดมีมูลค่า1,308.99 ล้านบาท
นอกจากนี้ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ได้รับเงินสดจากการขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่
ECF - Power และ SCN จำนวน 608.71 ล้านบาท
ซึ่งนำกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ GEP
ดังนั้นผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ถือครองหุ้นอยู่นั้นมีมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นจำนวน 2,093.06 ล้านบาท
จึงสรุปได้ว่ามูลค่าของทรัพย์สินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ถือครองอยู่นั้นมีมูลค่าที่สูงกว่าและเพียงพอในการชำระตราสารระยะสั้น หรือ ตั๋วแลกเงิน(BE) ที่ออกโดย
PEH ซึ่งมีมูลค่า จำนวน 1,067 ล้านบาท  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.96
เท่าของมูลค่าตราสารหนี้ระยะสั้นหรือตั๋วแลกเงิน(BE)  ทั้งนี้เนื่องจาก GEP (PEH ถือหุ้น 18%)
มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของบริษัทบ่อยครั้ง ฝ่ายวิเคราะห์จึงมองว่า
ผู้ลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นดังกล่าวอาจพิจารณาทยอยเรียกชำระคืนบางส่วน    
คณะกรรมการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในบริษัท เพลนเน็ต เอ็นเนอรร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด(PEH) 
เนื่องจากคณะกรรมการมีความเห็นว่า ผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของบริษัท เพลนเน็ต เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด
(PEH) ที่มีศักยภาพในการชำระคืนให้แก่ AQ และมีการชำระดอกเบี้ยให้แก่AQ มาโดยตลอด

1.1.2.    กรุงไทยแลนด์
ด้วยสถานะปัจจุบันของกรุงไทยแลนด์ มูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งหมดทางบัญชีมีมูลค่าเท่ากับ 1,265.59 ล้านบาท 
ซึ่งหากทำการปรับปรุงมูลค่าทางบัญชีตามรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินซึ่งจัดทำโดย บริษัท
กรุงสยามประเมินค่าทรัพย์สิน จำกัด ประเมินเมื่อวันที่  2 พฤศจิกายน 2560
โดยทำการประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม ชื่อ "เดอะพอร์ทเทรท พระราม 4"
ซึ่งเป็นโครงการของกรุงไทยแลนด์ มีสินทรัพย์หลังการปรับปรุงทางบัญชีรวมทั้งสิ้นมีมูลค่า 1,434.84
ล้านบาท เมื่อนำมาหักกลบกับหนี้สินรวมของกรุงไทยแลนด์ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,047.74 ล้านบาท
มูลค่าของส่วนของผู้ถือหุ้นหลังการปรับปรุงทางบัญชีมีมูลค่า 387.11 ล้านบาท
ทั้งนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นของกรุงไทยแลนด์ จำนวน 4 ท่าน 
เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงทางการเมืองและแวดวงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ผู้ถือหุ้นของกรุงไทยแลนด์ดังกล่าวมีการถือครองหุ้นสามัญในสัดส่วนต่าง ๆ ของบริษัทอื่น ๆ จำนวน 4 บริษัท
 ได้แก่
1)    บริษัท ทริปเปิล พี แอสเซท จำกัด
2)    บริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
3)    บริษัท กรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด
4)    บริษัท รียูซิท์ (ประเทศไทย) จำกัด
เมื่อพิจารณาตามสัดส่วนของการถือหุ้นในบริษัท 4 แห่งดังกล่าว กลุ่มผู้ถือหุ้นของกรุงไทยแลนด์ 
ถือครองมูลค่าสินทรัพย์ในบริษัทอื่น ๆ เท่ากับ 1,481.01 ล้านบาท และมูลค่าทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว
มีจำนวน 517.14 ล้านบาท
ทั้งนี้ ด้วยมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นของกรุงไทยแลนด์ มีจำนวน 387.11 ล้านบาท 
รวมถึงความมีชื่อเสียงและมูลค่าทรัพย์สินในบริษัทอื่น ๆ จำนวน 4
บริษัทที่กลุ่มของผู้ถือหุ้นของกรุงไทยแลนด์ถือครองอยู่มีมูลค่าจำนวน 1,481.01 ล้านบาท
แสดงให้เห็นว่ากรุงไทยแลนด์มีกลุ่มมีกลุ่มผู้ถือหุ้นที่มีศักยภาพที่จะชำระคืนเงินกู้ตามสัญญาจำนวน 412
ล้านบาท ด้วยการจำหน่ายสินทรัพย์ของกรุงไทยแลนด์และบริษัทอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น
ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงกว่ามูลค่าของสัญญาเงินกู้เมื่อมีการทวงถามและให้ชำระคืนให้กับบริษัทฯ(เอกสารแนบ 2)
คณะกรรมการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของบริษัท กรุงไทยแลนด์ ดีวีลอปเมนท์ จำกัด 
เนื่องจากคณะกรรมการมีความเห็นว่าผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายมีศักยภาพในการชำระคืนให้กับ บมจ.เอคิวฯ
ประกอบกับกรุงไทยแลนด์ได้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ AQ มาโดยตลอด จึงไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
1.2.    ความคืบหน้าเพื่อให้ได้ข้อมูลฐานะการเงินที่เป็นปัจจุบันของเพลนเน็ต 
การดำเนินการเพื่อพิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ครบถ้วน
พร้อมอธิบายผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท
ตอบ  จากข้อมูลของฝ่ายจัดการที่วิเคราะห์เกี่ยวกับเพลนเน็ต และกรุงไทยแลนด์ 
คณะกรรมการยังมีความเชื่อมั่นว่าทั้ง 2 บริษัทมีความสามารถที่จะชำระหนี้คืนตามที่ บริษัทฯ เรียกคืนได้
ตามเอกสารการวิเคราะห์(เอกสารแนบ 1)  ส่วนกรุงไทยแลนด์จะชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยภายในเดือนเมษายน
2562 โดยมติคณะกรรมการครั้งที่ 5/2562 วันที่ 25 เมษายน 2562
ได้มีมติอนุมัติขยายระยะเวลาของเงินกู้ยืมจำนวน 412 ล้านบาทถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562
ทั้งนี้บริษัทฯได้รับดอกเบี้ยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2562
ในด้านผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทในกรณีที่เพลนเน็ต
และกรุงไทยแลนด์ไม่สามารถชำระได้จะมีผลกระทบดังนี้
ส่วนของผู้ถือหุ้น    ณ 31 ธันวาคม 2561    3,668     ล้านบาท
ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ            1,479    ล้านบาท
คงเหลือ ส่วนของผู้ถือหุ้น            2,189    ล้านบาท
ความคืบหน้าเพื่อให้ได้ข้อมูลงบการเงินของเพลนเน็ต  บริษัทฯได้ติดตามของบการเงินของ เพลนเน็ต 
โดยเมื่อได้งบการเงินดังกล่าวแล้วจะเปิดเผยให้ทราบทันที
อย่างไรก็ตามคณะกรรมการเห็นว่าไม่ต้องพิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้เพิ่มเติมตามเหตุผลข้อ 1.1.1
1.3.    ระบุชื่อผู้รับผิดชอบในการป้องกันความเสียงตามนโยบายที่คณะกรรมการกำหนดข้างต้น 
พร้อมระบุผลการดำเนินการว่าเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้หรือไม่ และผลการติดตามการดำเนินการของบริษัทฯ
ตอบ    คณะกรรมการพิจารณาความเสี่ยงประกอบด้วย
1)    นายสมชาย มีเสน        ลาออก วันที่ 21 มิถุนายน 2561
2)    นายวุฒิพงษ์ อิสระมาลัย    ลาออก วันที่ 6 กันยายน 2561
3)    ดร.สรัณยา แสงหิรัญ        ลาออก วันที่ 25 มิถุนายน 2561
คณะกรรมการพิจารณาความเสี่ยงชุดปัจจุบันประกอบด้วย
1)    นายประพัฒน์ ยอขันธ์    แต่งตั้งวันที่ 27 กันยายน 2561
2)    นายเอ สัจเดว์        แต่งตั้งวันที่ 27 กันยายน 2561
3)    ดร.รัชนา รัชตะนาวิน    แต่งตั้งวันที่ 27 กันยายน 2561

นโยบายบริษัท 
ในการไปลงทุนตั๋วแลกเงินและเงินให้กู้ยืมโดยให้ฝ่ายจัดการติดตามผลการดำเนินงานของแต่ละบริษัทอย่างใกล้ชิ
ดรวมทั้งวิเคราะห์ฐานะของบริษัทที่ไปลงทุนและรายงานให้คณะกรรมการบริษัทตลอดมา
ฝ่ายจัดการสามารถที่จะเรียกให้ชำระเงินเมื่อบริษัทต้องการใช้เงิน บริษัททั้ง 2
ดังกล่าวมีศักยภาพที่จะคืนเงินตามที่บริษัทต้องการ ในส่วนดอกเบี้ยไม่มีการผิดนัด
คณะกรรมการบริษัทฯ มอบให้คณะกรรมการพิจารณาความเสี่ยงชุดปัจจุบันพิจารณาในเรื่องนี้ 
โดยคณะกรรมการพิจารณาความเสี่ยงได้ติดต่อให้ลูกหนี้ทั้ง 2 ราย
เข้ามาทำแผนในการคืนเงินสำหรับช่วงที่บริษัทฯต้องการใช้เงินในปี 2562 และขอหลักประกันเพิ่มเติม
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำแผน บริษัทฯ
ยังไม่ได้รับแผนการคืนเงินและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันเงินเพิ่มเติม
2.    การประเมินมูลค่ายุติธรรมของสิทธิการเช่าที่ดินเกาะล้าน ชลบุรี
ปี 2556 บริษัทย่อยมีสิทธิการเช่าที่ดิน 81 ไร่ ที่เกาะล้าน ชลบุรี ระยะเวลาเช่าคงเหลือ 27 ปี ต่อมาปี 
2559 แผนการพัฒนาโครงการหยุดชะงัก ปี 2560
บริษัทจ้างผู้ประเมินอิสระประเมินมูลค่าสิทธิการเช่ามีราคาประเมิน 79 ล้านบาท (ปี 2561
มีมูลค่าตามบัญชีสุทธิ 71 ล้านบาท)
ด้วยวิธีพิจารณาจากรายได้ของการให้เช่าสิทธิการเช่าในราคาตลาดและคิดลดมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน
ซึ่งอยู่ภายใต้สมมุติฐานที่ไม่ปกติหลายประการ
โดยผู้สอบบัญชีไม่สามารถใช้วิธีการตรวจสอบอื่นให้เป็นที่พอใจในการประเมินมูลค่ายุติธรรมของสิทธิการเช่าด
ังกล่าว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
2.1.    นโยบายการประเมินมูลค่ายุติธรรมของสิทธิการเช่าที่ดินเพื่อทดสอบการด้อยค่าและสาเหตุที่บริษัทไม่ได้
ประเมินมูลค่ายุติธรรมของสิทธิการเช่าดังกล่าว
ตอบ บริษัทฯ จัดให้มีการประเมินมูลค่ายุติธรรมทุกปี โดยในปีนี้บริษัทฯเปลี่ยนบริษัทประเมินจากบริษัท 
ไนท์ แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็น บริษัท เอส.แอล. สแตนดาร์ด แอพไพรซัล จำกัด
ว่าจ้างเดือนมีนาคม 2561 ประเมินแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ใช้วิธีการประเมิน 2 วิธีคือ
1)    ราคาประเมินโดยวิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (Market Approach) ราคาประเมิน 82 ล้านบาท
2)    ราคาประเมินโดยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow Approch - DCF) ราคาประเมิน 91 ล้านบาท
2.2.    ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับการพิจารณามูลค่ายุติธรรมและการด้อยค่าของสิทธิการเช่าดังกล่า
ว
ตอบ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้หาบริษัทประเมินที่อยู่ในรายชื่อที่ กลต. เห็นชอบในการประเมินตลอดมา 
และบริษัทได้ตั้งด้อยค่าตั้งแต่ปี 2558
และทุกปีบริษัทฯได้ประเมินมูลค่าซึ่งราคาไม่ได้ต่ำกว่ามูลค่าบัญชีในปัจจุบัน
โดยความเห็นคณะกรรมการในการตั้งด้อยค่าในสิทธิการเช่า คือพิจารณาไม่ตั้งด้อยค่า
เนื่องจากมูลค่าที่ประเมินออกมาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี
3.    เงินลงทุนระยาวอื่น
ตามหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 14 เรื่อง เงินลงทุนระยะยาวอื่น ระบุว่าวันที่ 3 กันยายน 2561 
บริษัททำบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นในการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทแห่งหนึ่งจำนวนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านหุ้น
มูลค่าหุ้นละ 600 บาท รวม 900 ล้านบาท จากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกัน โดยบริษัทจ่ายค่าหุ้น 730 ล้านบาท
คงเหลือยังไม่ได้ชำระ 96 ล้านบาท และได้รับโอนหุ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2561
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
3.1.    วันที่คณะกรรมการบริษัทมีมติเข้าลงทุนและความเห็นในการตัดสินใจลงทุน 
พร้อมทั้งระบุข้อมูลที่คณะกรรมการบริษัทใช้ในการพิจารณาลงทุน ผู้ประสานงานหรือแนะนำให้เข้าลงทุน
เกณฑ์การกำหนดราคา แหล่งเงินทุนที่ใช้ในการซื้อเงินลงทุน
กรณีใช้เงินจากการเพิ่มทุนขอให้พิจารณาว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์การเพิ่มทุนหรือไม่
และประโยชน์ที่บริษัทฯจะได้รับจากการลงทุนในบริษัทดังกล่าว
ตอบ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเข้าลงทุนในหุ้นสามัญดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 
โดยบริษัทได้เข้าทำสัญญาซื้อขายในวันที่ 5 ตุลาคม 2561 ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทฯ
พิจารณาตัดสินใจลงทุนจากข้อมูลดังนี้
1)    บริษัทฯ 
ได้รับข้อมูลการวิเคราะห์จากการตรวจสอบสถานะกิจการมาแล้วเป็นส่วนใหญ่(แต่มิได้ตรวจสอบยืนยันข้อมูลกับเอก
สารที่เป็นทางการ เอกสารทางราชการคือ งบการเงินของกิจการ
เนื่องจากข้อมูลทางการเงินยังไม่ผ่านตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีและยังไม่ได้นำส่งกรมพัฒนาฯ ในปี 2561)
โดยจากข้อมูลดังกล่าวมูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่บริษัทจะได้รับเท่ากับ 979.73 ล้านบาท
หรือคิดเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่ได้รับเป็นจำนวน  7.3% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่น่าสนใจในการลงทุน
ข้อมูลในการทำ Due Diligence ที่ปรึกษาทางการเงินได้วิเคราะห์ผลการดำเนินงานของ WEH ในกรณีที่ BASE CASE
จะได้ IRR 7.37% WACC 7.49% NPV 979.73 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่บริษัทซื้อ ผลตอบแทนเงินปันผลในปี
2564 จำนวน 96.47 ในอัตราร้อยละ 10.72  ปี 2565 จำนวน 100.81 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 11.20 ปี 2566 จำนวน
100.66 ในอัตราร้อยละ 11.18 ทั้งนี้ที่ปรึกษาทางการเงินที่ทำ Due Diligence คือ บริษัท สแตรสมอร์
เมเนจเมนท์ กรุ๊ป จำกัด  ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบจากสนง.ก.ล.ต.
2)    การเข้าทำสัญญามีการกำหนดเงื่อนไขว่า หากการตรวจสอบสถานะกิจการเสร็จสมบูรณ์แล้ว 
มูลค่าผลตอบแทนไม่เป็นที่พอใจของบริษัท สัญญาซื้อขายจะถือจะถือว่าสิ้นสุดลง
ผู้ขายจะต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3
ต่อปีนับจากวันที่ผู้ขายได้รับชำระเงินมัดจำจากบริษัทฯ
3)    บริษัทฯ อยู่ในช่วงแก้ไขเรื่องคดีธนาคารกรุงไทยจึงทำให้ชะลอการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ 
บริษัทฯจึงได้หาทางเลือกการลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี
ผู้ขายได้ติดต่อเข้ามาที่บริษัทฯ เพื่อเสนอขายหุ้นบริษัทพลังงานดังกล่าว
ฝ่ายจัดการธุรกิจใหม่จึงได้นำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทฯ เพื่อพิจารณาทางเลือกในการลงทุน
ดังนั้นคณะกรรมการจึงได้มีมติให้คุณประพัฒน์ ยอขันธ์(กรรมการ)
เป็นผู้ประสานงานการลงทุนดังกล่าวเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน
เนื่องจากบริษัทฯต้องการกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ
โดยบริษัทใช้เงินจากการดำเนินธุรกิจซื้อเงินลงทุน แหล่งเงินทุนที่นำมาใช้มาจากโครงการดังต่อไปนี้

รายงานการโอนกรรมสิทธิ์ปี 2560-15/5/2562
ลำดับ    โครงการ    จำนวนเงิน
1     AQ Shadi         311,185,468.00
2    AQ Virar         132,310,000.00
3    AQ Garden          93,685,790.00
4    15 Gate          28,980,000.00
5    AQ Arbor        243,176,500.00
6    The Kris          11,798,000.00
7    AQ Biz Park           38,500,000.00
8    AQ Alix        201,181,228.37
9    AQ Welle       138,580,000.00
     รวม     1,199,396,986.37

3.2.    รายละเอียดของบริษัทที่ลงทุนโดยสังเขป ได้ ชื่อบริษัท ลักษณะการประกอบธุรกิจ โครงสร้างผู้ถือหุ้น 
คณะกรรมการบริษัท ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานปี 2559-2561
ตอบ บริษัทฯ ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด(วินด์ เอนเนอร์ยี่) จำนวน 
1,500,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 1.38 ซึ่งเป็นบริษัทที่มีรายได้จากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก ทั้งนี้
ณ ปัจจุบันวินด์ เอนเนอร์ยี่ มีเงินลงทุนในบริษัทย่อย 8 บริษัท
เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจผลิตและขายไฟฟ้าจากพลังงานลม โดยมีโครงสร้างการถือหุ้นดังนี้

 
คณะกรรมการบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด
1)    นายณพ ณรงค์เดช
2)    นายณัฐวุฒิ เภาโบรมย์
3)    นายธันว์ เหรียญสุวรรณ
4)    นายอภิชาต นารถศิลป์
5)    นายวิชัย ทองแตง
6)    นายวิเชฐ ตันติวานิช
7)    นางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์
8)    นายกำธร กิตติอิสรานนท์
9)    นางสาวนันทิดา กิตติอิสรานนท์
10)    นางสาวอณิชา อาศิรอโณ
11)    นายอัครรัตน์ ณ ระนอง
ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ และบริษัทย่อย ปี 2559-2561
        หน่วย :  ล้านบาท
รายการ    ปี 2559    ปี 2560     ปี 2561
สินทรัพย์รวม          19,905.04          49,106.73            27,812.31
หนี้สินรวม         12,163.17          40,770.77            19,965.20
ส่วนของผู้ถือหุ้น           7,741.87            8,335.96              7,847.11
รายได้รวม           2,686.93            4,275.00              3,268.61
ค่าใช้จ่ายรวม           1,914.60            2,707.14              2,295.77
กำไรสุทธิ              772.33            1,567.86                972.84

3.3.    รายละเอียดของผู้ขายโดยสังเขป ได้แก่ ชื่อ กรณีเป็นนิติบุคคลให้ระบุชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้น 
(Ultimate Shareholder) ความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการถือหุ้นกับกลุ่มบริษัท คณะกรรมการ และผู้บริหาร
ตอบ ผู้ขายเป็นบุคคลธรรมดา ชื่อ คุณจาริญา บัวทรัพย์  
ไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการถือหุ้นกับกลุ่มบริษัท คณะกรรมการ และผู้บริหาร
3.4.    รายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์หรือรายการเกี่ยวโยงกันและบริษัทได้ดำเนินการให
้เป็นไปตามข้อกำหนดที่อ้างถึงในลำดับที่ 3 ประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือจำหน่ายไป ลำดับที่ 4
ประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง
การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในรายการที่เกี่ยวโยงกัน แล้วหรือไม่ อย่างไร
ตอบ รายการซื้อ-ขายหุ้นสามัญดังกล่าวเป็นรายได้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ตามประกาศคณะกรรมการตลาดทุนที่ 
ทจ.20/2551 เรื่อง
หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์(รวมทั้งที่มีการ
แก้ไขเพิ่มเติม) และประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง
การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ พ.ศ.2547
(รวมทั้งที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม) ("ประกาศรายการได้มาหรือจำหน่ายไป")
แต่เมื่อคำนวณขนาดรายการเปรียบเทียบกับสินทรัพย์รวมโดยอ้างอิงจากงบการเงินรวมของบริษัทฯ สิ้นสุดวันที่
30 มิถุนายน 2561 วัดขนาดรายการทั้ง 4 กรณีแล้ว พบว่ามีขนาดรายการที่สูงสุดเท่ากับร้อยละ 12.98
ตามเกณฑ์มูลค่าสิ่งตอบแทน ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 15 บริษัทฯ จึงไม่มีหน้าที่ในการดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่าง
 ๆ ตามประกาศรายการได้มาหรือจำหน่ายไปกำหนด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและเผยแพร่ข้อมูลต่อไป

                       ขอแสดงความนับถือ
   (นายสุทัศน์ จันกิ่งทอง)                                              (นางสาวรัญชนา รัชตะนาวิน)
           กรรมการ                                                                            กรรมการ



















  


บทวิเคราะห์ตราสารหนี้ Planet Energy Holding Pte. Ltd.) (PEH)                วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562
จัดทำโดย ฝ่ายจัดการของบริษัท                                เอกสารแนบ 1
ข้อมูลพื้นฐาน
Planet Energy Holdings Pte. Ltd. ("PEH")
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท    :    11 เมษายน 2557
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่    :    1 Raffles Places,#28-02 One Raffles Place, Singapore 048616
สัญชาติ    :    สิงคโปร์
ทุนจดทะเบียน    :    113.997 เหรียญสหรัฐ
ทุนชำระแล้ว    :    113.997 เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 50,000 หุ้น
การประกอบธุรกิจ    :    PEH ดำเนินธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ
18.00 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดใน Green Earth Power (Thailand) Co., Ltd ("GEP") ซึ่งปัจจุบัน
GEP ดำเนินธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น และไม่มีการประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง (Holding Company)
โดยเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 100 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP (Myanmar) Company Limited
("GEPM")

คณะกรรมการของ PEH

ลำดับ    รายชื่อกรรมการ    สัญชาติ    ตำแหน่ง
1    TAN LIAN KIOW CHAI BAK HUA    สิงคโปร์    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
2    AUNG THITA (นาย ออง ทีฮา)    พม่า    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
3    นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์     ไทย    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ PEH

ลำดับ    รายชื่อผู้ถือหุ้น    สัญชาติ    จำนวนหุ้น    สัดส่วน
1    AVA ASIA LTD    หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน    50,000    100







โครงสร้างกลุ่มบริษัท
 
    จากโครงสร้างกลุ่มบริษัท Noble Planet Pte. Ltd. ("NBP") เป็นบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ที่มีลักษณะเป็น 
Holding Company โดยมี Wealthy Capital (BVI) เป็นผู้ถือหุ้นหลักเพียงรายเดียวจำนวน 50,000 หุ้น
และมีทุนจดทะเบียน 61.67 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีคณะกรรมการบริษัทเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกับ PEH ทั้งนี้ NBP
เป็นบริษัทที่ถือหุ้นสามัญของ GEP ในลำดับเดียวกับ PEH และมีสัดส่วนการถือหุ้นใน GEP ที่ร้อยละ 20.00
ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด

การวิเคราะห์บริษัทย่อย ของ PEH
    เนื่องจาก PEH ดำเนินธุรกิจในลักษณะ Holding Company จึงได้ทำการวิเคราะห์บริษัทย่อย ได้แก่ GEP 
ทั้งนี้ปัจจุบัน GEP ดำเนินธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น และไม่มีการประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง
(Holding Company) โดยถือหุ้นใน GEPM ที่สัดส่วนร้อยละ 100 ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด
ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ GEP โดยมีรายละเอียด ดังนี้






Green Earth Power (Thailand) Co., Ltd ("GEP")
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท    :    30 เมษายน 2528
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่    :    33/4 อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ แกรนด์ พระราม 9 ชั้น 36 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง 
กรุงเทพมหานคร
ทุนจดทะเบียน    :    155.76 ล้านบาท
ทั้งนี้ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,557,558 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท
ทุนชำระแล้ว    :    150.51 ล้านบาท
การประกอบธุรกิจ    :    GEP ดำเนินธุรกิจในการถือหุ้นในบริษัทอื่น และไม่มีการประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง 
(Holding Company) โดยเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 100 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP (Myanmar)
Company Limited ("GEPM")

GEP (Myanmar) Co., Ltd ("GEPM")
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท    :    16 กมภาพันธ์ 2559
สัญชาติ    :    เมียนมาร์
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่    :    Suite 213, 2nd Floor, Pearl Condo, Kabar Aye Pagoda Road, Bahan Township, 
Yangon, Myanmar
ทุนจดทะเบียน    :    500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 500 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 เหรียญสหรัฐ
ทุนชำระแล้ว    :    6.65 ล้านเหรียญสหรัฐ

การประกอบธุรกิจ    :    GEPM เป็นบริษัทย่อยของ GEP ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบัน GEPM 
ประกอบธุรกิจ ดังนี้
1.    ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า และอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 
และพลังงานทดแทนต่าง ๆ เช่น แสงอาทิตย์และลม รวมทั้งให้คำปรึกษา ติดตั้ง ตรวจสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษา
และให้บริการที่เกี่ยวข้อง
2.    ประกอบกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ GEPM (บริษัทย่อยของ GEP) 
อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินในพื้นดินที่เมืองมินบู
เขตปกครองมาเกว ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ("โครงการโรงไฟฟ้ามินบู" หรือ "โครงการ")
ซึ่งกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้ารวม 220 เมกะวัตต์(กระแสไฟฟ้าตรง) เพื่อผลิตไฟฟ้า 170 เมกะวัตต์
(กระแสไฟฟ้าสลับ)
อย่างไรก็ตาม GEPM 
ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับหน่วยงานภาครัฐของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ที่กำกับดูแลด้านการผลิตและจ
ำหน่ายกระแสไฟฟ้า ได้แก่ Electric Power Generation Enterprise ("EPGE") แล้วเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2559
และโครงการ ทุกเฟส ยังได้รับ MIC Permit ลงวันที่ 12 เมษายน 2560 แล้ว โดยได้รับสัญญารูปแบบ BOT
(Built- Operate-Transfer) ที่มีอายุ 30
ปีนับตั้งแต่วันที่เริ่มเปิดดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์(COD) ของเฟส 1 และมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่
0.1275 เหรียญสหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
    ทั้งนี้ GEPM คาดว่าเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จครบทั้งหมดแล้ว 
จะสามารถรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าเต็มปีประมาณ 40.77 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไรสุทธิเฉลี่ย 16.38
ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในปัจจุบันโครงการระยะที่ 1 ได้เริ่มก่อสร้างไปแล้ว
ซึ่งมีความก้าวหน้าของงานที่ประมาณร้อยละ 70 ของโครงการระยะที่ 1 โดยคาดว่าโครงการระยะที่ 1
จะก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในวันที่ 30 เมษายน 2562 และ GEP Myanmar
จะได้รับกระแสเงินสดจากการขายไฟฟ้าในทันที
การประเมินมูลค่าหุ้นของ GEP
    การประเมินมูลค่าหุ้น GEP ได้มีการวิเคราะห์ โดยอ้างอิงจากการรายงานการประเมินมูลค่ายุติธรรมของ GEP 
ซึ่งจัดทำโดยที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ณ กุมภาพันธ์ 2562
    ตามที่ที่ปรึกษาทางการเงินได้ทำการประเมินมูลค่าของ GEP ด้วยวิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด 
(Discounted Cash Flow Approach)
ซึ่งเป็นการคำนวณหามูลค่าปัจจุบันของประมาณการกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานด้วยอัตราส่วนลดที่เหมาะสม
โดยคำนึงถึงการดำเนินงานของ GEP ในอนาคตโดยอ้างอิงตามสมมติฐานที่ที่ปรึกษาทางการเงินจัดทำ
มูลค่ายุติธรรมของ GEP หลังหักกระแสเงินสดส่วนที่ META
ได้จากการที่ไม่ต้องรับผิดชอบลงเงินทุนเพิ่มสำหรับการลงทุนของ GEP อีก ตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น
มีมูลค่าเท่ากับ 3,444.71 ล้านบาท ทั้งนี้ NBP และ PEH มีสัดส่วนการถือหุ้นใน GEP เท่ากับร้อยละ 38.00
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด  มูลค่าหุ้นสามัญจึงเท่ากับ 1,308.99 ล้านบาท
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ปัจจุบัน นายศุภศิษฎ์ โภคินจารุรัศมิ์ และนายออง  ทีฮา เป็นผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้าย 
(Ultimate Shareholder) ทั้งทางตรงและทางอ้อมสัดส่วนที่เท่ากันที่ร้อยละ 50.00
ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ Wealthy Capital Consulting Ltd. และ AVA Asia Ltd.
ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นทั้งหมดของ NBP และ PEH ตามลำดับ ทั้งนี้ NBP และ PEH ถือหุ้นใน GEP
ในสัดส่วนร้อยละ 38.00 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ในไตรมาส 2 ปี 2558 Meta Corporation Pcl. ("META") (ชื่อเดิมคือ Vintage Engineering Pcl 
ได้เข้าลงทุนในหุ้นสามัญของ GEP ในสัดส่วนร้อยละ 12.00 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP โดย META
ได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 85,637,713 หุ้น เพื่อชำระการเข้าลงทุนดังกล่าวให้กับผู้ถือหุ้นของ PEH
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 PEH มีสัดส่วนการถือหุ้นใน META คิดเป็นร้อยละ 6.72
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2560 PEH และ NBP ได้ขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่ QTCGP และ ECF-Power ในสัดส่วนร้อยละ
15 และ 20 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561
QTCGP ได้ใช้สิทธิจำหน่ายหุ้นสามัญคืนให้กับทางผู้ขายทั้งจำนวน ที่ร้อยละ 15.00
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP ต่อมาในช่วงไตรมาส 2 ปี 2561 PEH ได้ขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่
Scan Inter Pcl. ("SCN") ในสัดส่วนร้อยละ 30 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GEP
ทำให้ภายหลังจากการขายหุ้นสามัญของ GEP ดังกล่าว PEH และ NBP มีสัดส่วนการถือหุ้นใน GEP
รวมกันที่สัดส่วนร้อยละ 38.00 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ดังนั้น ทรัพย์สินของ นายศุภศิษฎ์ โภคินจารุรัศมิ์ และนายออง ทีฮา ที่ถือรวมกัน สามารถสรุปได้ดังนี้
ลำดับ    รายการ    มูลค่า (ล้านบาท)
1    มูลค่าหุ้นสามัญของ META ที่สัดส่วนร้อยละ 6.72    175.36
2    มูลค่าหุ้นสามัญของ GEP ที่สัดส่วนร้อยละ 38.00    1,308.99
รวมทั้งสิ้น      1,484.35
นอกจากนั้น ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ยังมีเงินสดจากการขายหุ้นสามัญของ GEP 
ให้แก่ ECF-Power และ SCN เท่ากับ 310.05 และ 298.66 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเงินสดรวมทั้งสิ้น 608.71
ล้านบาท  ซึ่งนำกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ GEP
ความเห็นของฝ่ายวิเคราะห์
สำหรับการประเมินทรัพย์สินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ซึ่งประกอบด้วย 
มูลค่าหุ้นสามัญของ META มูลค่าหุ้นสามัญของ GEP และเงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้นสามัญของ GEP ให้แก่
ECF-Power และ SCN
ในส่วนของการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญของ META ได้มีการวิเคราะห์ โดยอิงจาก มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ
18 กุมภาพันธ์ 2562 และสัดส่วนที่ PEH ถือครอง ที่ร้อยละ 6.72 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ META
ดังนั้นมูลค่าหุ้นสามัญของ META ที่ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ถือครองอยู่ที่ร้อยละ 6.72 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดจะมีมูลค่าเท่ากับ 175.36 ล้านบาท
และในส่วนของการประเมินมูลค่าหุ้นสามัญของ GEP ได้มีการวิเคราะห์ 
โดยอ้างอิงจากการรายงานการประเมินมูลค่ายุติธรรมของ GEP ซึ่งจัดทำโดย ที่ปรึกษาทางการเงิน
ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ณ กุมภาพันธ์ 2562
ซึ่งประเมินด้วยความระมัดระวังตามสมมติฐานที่สมเหตุสมผล และได้ใช้วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด
ทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามีความเหมาะสม ดังนั้นมูลค่าหุ้นสามัญของ GEP
ที่ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ถือครองที่ร้อยละ 38.00
ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดจะมีมูลค่าเท่ากับ 1,308.99 ล้านบาท
    นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH ยังมีรับเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นสามัญของ 
GEP ให้แก่ ECF-Power และ SCN เท่ากับ 608.71 ล้านบาท
ซึ่งนำกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ GEP ดังนั้น
ผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH มีมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 2,093.06 ล้านบาท
จึงสามารถสรุปได้ว่า มูลค่าของทรัพย์สินของผู้มีอำนาจควบคุมและผู้ถือหุ้นทอดสุดท้ายของ PEH
ถือครองอยู่นั้นมีมูลค่าที่สูงกว่าและเพียงพอในการชำระตราสารหนี้ระยะสั้น หรือตั๋วแลกเงิน (BE)
ที่ออกโดย PEH ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 1,066.89 ล้านบาท  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.96
เท่าของมูลค่าตราสารหนี้ระยะสั้น หรือตั๋วแลกเงิน (BE) ทั้งนี้เนื่องจาก GEP (PEH ถือหุ้น 18%)
มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของบริษัทบ่อยครั้ง ฝ่ายวิเคราะห์จึงมองว่า
ผู้ลงทุนในในตราสารหนี้ระยะสั้นดังกล่าวอาจพิจารณาทยอยเรียกชำระคืนบางส่วน

































บทวิเคราะห์ตราสารหนี้ Krung Thai Land Development Company Limited             วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562
จัดทำโดยฝ่ายจัดการของบริษัท                                    เอกสารแนบ 2
ข้อมูลพื้นฐาน( )
Krung Thai Land Development Company limited ("KT Land", "บริษัทฯ")
วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท    :    28 มีนาคม 2531
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่    :    3675 ถนนพระรามที่4 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110
สัญชาติ    :    ไทย
ทุนจดทะเบียน    :    350,000,000 บาท
ทุนชำระแล้ว
จำนวนหุ้นสามัญ    :
:    350,000,000 บาท
จำนวน 350,000 หุ้น
การประกอบธุรกิจ    :    บริษัทฯประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการ เดอะ พอร์ทเทรท พระราม 4-สุขุมวิท 38

คณะกรรมการของบริษัทฯ

ลำดับ    รายชื่อกรรมการ    สัญชาติ    ตำแหน่ง
1    นาย ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ    ไทย    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
2    นางสาว ชวพร เลาหพงศ์ชนะ    ไทย    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
3    นาย ธฤต อุดมเจริญชัยกิจ        ไทย    กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม


ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ

ลำดับ    รายชื่อผู้ถือหุ้น    สัญชาติ    จำนวนหุ้น    สัดส่วน
1    นาย ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ    ไทย    240,000    68.57%
2    นาย ศิวะศิษฐ์ เลาหพงศ์ชนะ    ไทย    52,500    15.00%
3    นาย ธฤต อุดมเจริญชัยกิจ        ไทย    5,000    1.43%
4    นายชูรัฐ เลาหพงศ์ชนะ    ไทย    52,500    15.00%
รวม    350,000    100.00%




ความเห็นของฝ่ายวิเคราะห์
ด้วยสถานะปัจจุบันของบริษัทฯ มูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งหมดทางบัญชี มีมูลค่าเท่ากับ 1,265.59 ล้านบาท 
ซึ่งหากทำการปรับปรุงมูลค่าทางบัญชีตามรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน จัดทำโดย บริษัท
กรุงสยามประเมินค่าทรัพย์สิน จำกัด ประเมิน ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560
โดยทำการการประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม ชื่อ "เดอะพอร์ทเทรท พระราม 4"
ซี่งเป็นโครงการของบริษัทฯแล้ว บริษัทฯมีสินทรัพย์หลังการปรับปรุงทางบัญชีรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 1,434.84
ล้านบาท เมื่อนำมาหักลบกับหนี้สินรวมของบริษัทฯ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,047.74 ล้านบาท
มูลค่าของส่วนของผู้ถือหุ้นหลังการปรับปรุงทางบัญชี มีมูลค่าเท่ากับ 387.11 ล้านบาท
    ทั้งนี้ กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ทั้ง 4 ท่าน 
เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเมืองและแวดวงธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯกลุ่มดังกล่าวมีการถือครองหุ้นสามัญในสัดส่วนต่างๆของบริษัทอื่นๆ จำนวน 4 บริษัท
ได้แก่
1)     บริษัท ทริปเปิล พี แอสเซท จำกัด
2)     บริษัท เจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
3)    บริษัท กรุงไทยแทรคเตอร์ จำกัด
4)     บริษัท รียูซิท์ (ประเทศไทย) จำกัด
เมื่อพิจารณาตามสัดส่วนของการถือหุ้นในบริษัท 4 แห่งดังกล่าว 
กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัทฯถือครองมูลค่าสินทรัพย์ในบริษัทอื่นๆ เท่ากับ 1,481.01 ล้านบาท
และมูลค่าทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว เท่ากับ 517.14 ล้านบาท
ทั้งนี้ ด้วยมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เท่ากับ 387.11 ล้านบาท รวมถึงความมีชื่อเสียง 
และมูลค่าทรัพย์สินในบริษัทอื่นๆ จำนวน 4 บริษัท เท่ากับ 1,481.01
ล้านบาทที่กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัทฯถือครองอยู่ แสดงให้เห็นว่า บริษัทฯ ซึ่งมีกลุ่มผู้ถือหุ้นดังกล่าว
มีศักยภาพในการชำระคืนสัญญาเงินกู้ มูลค่า 412 ล้านบาทได้()
ด้วยการการจำหน่ายสินทรัพย์ของทั้งบริษัทฯเอง และบริษัทอื่นๆ
ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงกว่ามูลค่าของสัญญาเงินกู้ ดังกล่าว เพื่อใช้ในการชำระคืนดังกล่าว
หากมีการทวงถามและเรียกให้ชำระคืนจากผู้ลงทุน ซึ่งได้แก่ บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน)


                         ลงลายมือชื่อ ___________________________
                                    ( นายสุทัศน์ จันกิ่งทอง  นางสาวรัญชนา รัชตะนาวิน )
                                    กรรมการ          กรรมการ
                         ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ

______________________________________________________________________
สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้
และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย
หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ
และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้