รายละเอียดข่าว

วันที่/เวลา
14 พ.ย. 2559 17:04:00
หัวข้อข่าว
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2559
หลักทรัพย์
TCCC
แหล่งข่าว
TCCC
รายละเอียดแบบเต็ม
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดรายละเอียดข่าวรูปแบบเต็ม
                คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ                     

ชื่อบริษัท                                            : บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน)
ปี                                                  : 2016
ไตรมาส                                             : ไตรมาสที่ 3
สิ้นสุดวันที่                                           : 30 ก.ย. 2559
หมายเหตุ                                            :
ที่    085/2559
        วันที่  14  พฤศจิกายน  2559
เรื่อง    ชี้แจงผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสสามปี 2559
เรียน    กรรมการผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สิ่งที่ส่งมาด้วย    การวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (MD&A)
    ตามข้อบังคับของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ซึ่งกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนชี้แจงเหตุผลที่
ทำให้บริษัทและบริษัทย่อย   มีผลประกอบการต่างไปจากงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาเกินกว่าร้อยละ 20 นั้น
บริษัทขอชี้แจงรายละเอียดดังนี้
    จากผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยสำหรับไตรมาสสามปี 2559 
มีกำไรเบ็ดเสร็จรวมส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน 1,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 468 ล้านบาทหรือร้อยละ 82
เมื่อเทียบกับกำไรเบ็ดเสร็จรวมส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งมีจำนวน 573
 ล้านบาท
    สาเหตุความแตกต่างของผลประกอบการดังกล่าวได้แสดงไว้ในการวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (MD&A) 
แนบท้ายหนังสือฉบับนี้
    จึงเรียนมาเพื่อทราบ
         ขอแสดงความนับถือ


นายเคียวซุเกะ ซาซากิ
                                   (กรรมการผู้จัดการใหญ่)
?
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

ภาพรวมธุรกิจ

บริษัทฯขอรายงานผลการดำเนินงานด้วยงบการเงินรวมสำหรับไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 
2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 ดังนี้  ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559
บริษัทฯมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน 1,041 ล้านบาทและผลกำไรต่อหุ้น 1.78 บาท
เพิ่มขึ้น 468 ล้านบาทหรือร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2558
ซึ่งมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่จำนวน 573 ล้านบาทและผลกำไรต่อหุ้น 0.98 บาท
    
    เศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 
อันเป็นผลมาจากแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่สดใสนัก
การบริโภคภาคเอกชนและการฟื้นตัวของการส่งออกที่ยังคงอ่อนตัวไม่สามารถช่วยผลักดันการเจริญเติบโตของ GDP
ได้เท่าที่ควร ประมาณการณ์ว่า GDP ในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 ซึ่งใกล้เคียงกันกับในไตรมาสที่ 2

    ในภาคเกษตรกรรม มีปริมาณน้ำฝนตกอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาลในไตรมาสที่ 3 ในทั่วทุกภาคของประเทศ 
รวมไปถึงพื้นที่เกษตรกรรมมีน้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูกตามฤดูกาลอย่างเพียงพอ
มาตรการการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลอย่างเช่นกองทุนหมู่บ้านและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ช่วยให้เกษตรกรซึ่ง
ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภัยแล้งในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้กลับมามีเงินทุนหมุนเวียนอีกครั้ง
นอกเหนือไปจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว
ราคาสินค้าการเกษตรที่พุ่งสูงขึ้นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรหันมาทำการเพาะปลูกอย
่างแพร่หลาย ดังนั้น ความต้องการปุ๋ยเคมีในไตรมาสที่ 3 จึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญจากไตรมาสก่อนหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของไตรมาสซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของการเพาะปลูกตามฤดูกาล
    
    ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจตามที่ได้กล่าวมา  
ฝ่ายบริหารพยายามที่จะรักษาระดับความยืดหยุ่นในการปรับนโยบายเพื่อให้เข้ากับความต้องการของตลาดและควบคุม
ค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือกับความเสี่ยงของราคาวัตถุดิบรวมไปถึงอัตราการแลกเปลี่ยนที่ผันผวน
เพื่อเป็นการขยายปริมาณการขาย ฝ่ายบริหารเล็งเห็นถึงศักยภาพในธุรกิจส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
    
    ในไตรมาส 3 บริษัทฯ เปิดสำนักงานสาขาใหม่ในกรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ 
และกำลังเตรียมการจัดตั้งบริษัทย่อยที่นั่นด้วยเช่นกัน ที่ผ่านมาบริษัทฯ
ส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปยังประเทศเมียนมาร์ซึ่งทำกำไรได้ค่อนข้างมาก
และมีแผนที่จะขยายธุรกิจผ่านการทำธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นโดยบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในกรุงย่างกุ้ง
แผนการดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน


ผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไร

 

    รายได้จากการขายและการบริการของบริษัทฯในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 มีจำนวน 4,954 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 
เมื่อเทียบกับจำนวน 4,577 ล้านบาทของไตรมาสเดียวกันในปี 2558
รายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากความต้องการของปุ๋ยเคมีในประเทศจำนวนมากและการขยายตัวของการส่งออกไปยังเมี
ยนมาร์และประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังเมียนมาร์ทำกำไรได้มาก
ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น  605 ล้านบาท หรือร้อยละ 70
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2559

ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ลดลง 20 ล้านบาทหรือร้อยละ 9 
เนื่องจากบริษัทฯพยายามอย่างสุดความสามารถในการจัดการและควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการส่งเสริมการขายและโฆษณาใ
ห้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในช่วงฤดูกาลที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมาก
    
    ด้วยเหตุที่กล่าวมาแล้ว กำไรเบ็ดเสร็จรวมส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 มีจำนวน 1,041 
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 468 ล้านบาทหรือร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับกำไร 573 ล้านบาท ของไตรมาสเดียวกันของปี 2558

?
การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน

 

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2559 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2558 ทรัพย์สินรวมของบริษัทมีจำนวน 11,303 
ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,130 ล้านบาทหรือร้อยละ 11  รายละเอียดหลักของทรัพย์สินแสดงได้ดังนี้
 

ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2559 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2558 หนี้สินรวมของบริษัทมีจำนวน 2,094 
ล้านบาท ลดลง 102 ล้านบาทหรือร้อยละ 5 ส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวน 9,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,029
ล้านบาทหรือร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558
  

?
แนวโน้มสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ 2559


เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราปานกลางด้วยความช่วยเหลือจากการใช้จ่ายจากภาครัฐและฤดูกาลท่องเที่ยวใ
นช่วงท้ายปี
ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและความต้องการภายในประเทศที่อ่อนตัวยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่อาจจะกระทบต่
อการเติบโตได้ นอกจากนี้
ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวและข้าวโพดในระหว่างช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตในเ
ดือนตุลาคมอาจทำให้อำนาจในการใช้จ่ายของเกษตรกรลดลง ทั้งนี้
ปริมาณน้ำในเขื่อนและมาตรการการสนับสนุนจากรัฐบาลยังคงเป็นตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดการทำการเกษตรนอกฤดูก
าล
บริษัทจะคอยจับตามองปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความต้องการการใช้ป
ุ๋ยเคมีในไตรมาสที่ 4
สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้
และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย
หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ
และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้