รายละเอียดข่าว

วันที่/เวลา
13 ส.ค. 2557 17:20:00
หัวข้อข่าว
คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2557
หลักทรัพย์
TCCC
แหล่งข่าว
TCCC
รายละเอียดแบบเต็ม
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดรายละเอียดข่าวรูปแบบเต็ม
                คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ                     

ชื่อบริษัท                                            : บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน)
ปี                                                  : 2014
ไตรมาส                                             : ไตรมาสที่ 2
สิ้นสุดวันที่                                           : 30 มิ.ย. 2557
หมายเหตุ                                            :
ที่    053/2557

        วันที่  13  สิงหาคม  2557

เรื่อง    ชี้แจงผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2 ปี 2557

เรียน    กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สิ่งที่ส่งมาด้วย    การวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (MD&A)
    ตามข้อบังคับของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ซึ่งกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนชี้แจงเหตุผลที่
ทำให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย   มีผลประกอบการต่างไปจากงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาเกินกว่าร้อยละ 20 นั้น
บริษัทฯ ขอชี้แจงรายละเอียดดังนี้

    จากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2557 มีผลกำไรสุทธิจำนวน 659 ล้านบาท 
ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยสำหรับไตรมาส 2 ปี 2556 มีผลกำไรสุทธิ จำนวน 835 ล้านบาท

    สาเหตุความแตกต่างของผลประกอบการดังกล่าวได้แสดงไว้ในการวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (MD&A) 
แนบท้ายหนังสือฉบับนี้

    จึงเรียนมาเพื่อทราบ

         ขอแสดงความนับถือ




  (นายชิกาฮิเด โมริ)
                                      กรรมการผู้จัดการใหญ่
?
คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

ภาพรวมธุรกิจ

    บริษัทฯ ขอรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สอง ปี 2557 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557 สิ้นสุดวันที่ 30 
มิถุนายน 2557 ว่า บริษัทมีผลกำไรสุทธิเฉพาะกิจการจำนวน 666 ล้านบาทและผลกำไรต่อหุ้น 1.14 บาท
ซึ่งลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งบริษัทมีผลกำไรสุทธิเฉพาะกิจการจำนวน 833
ล้านบาทและผลกำไรต่อหุ้น 1.43 บาท

    ในไตรมาสที่สองของปี 2557 
ภาวะเศรษฐกิจในประเทศยังคงไม่ฟื้นตัวจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของ
ปีที่ผ่านมา ปัญหาความไม่ชัดเจนในนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐ
นักลงทุนชะลอการลงทุนและผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 20 และ 22 พฤษภาคม
ได้มีการประกาศกฎอัยการศึกและการรัฐประหาร ทั้งยังมีการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดด้วย
ซึ่งโดยเฉพาะการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานฯ
ทำให้การส่งมอบสินค้าทำได้น้อยลงเนื่องจากการห้ามรถบรรทุกขนส่งในเวลากลางคืน
ต่อมาในเดือนมิถุนายนการเกษตรเริ่มมีสัญญาณที่ดีมากขึ้นจากนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
แต่อย่างไรก็ตามเรายังต้องรอความชัดเจนในรายละเอียดเกี่ยวกับปุ๋ยเคมีที่มีออกมาในต้นเดือนกรกฏาคม
ดังนั้นคำสั่งซื้อปุ๋ยจากลูกค้าจึงลดลงในครึ่งเดือนหลังของเดือนมิถุนายน
จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเ
ดียวกันของปีที่ผ่านมา
  
แม้ว่าธุรกิจจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร แต่ฝ่ายบริหารฯ
ได้พยายามใช้ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อผลประกอบการที่ดี
โดยมีแผนการดำเนินงานที่สำคัญ คือ 1) ไม่ทำการเก็งกำไรจากการจัดซื้อวัตถุดิบ 2)
บริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ
ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่มากจนเกินไปในขณะเดียวกันก็ต้องเพียงพอต่อการผลิตและการขาย 3)
บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม 4)
กำหนดกรอบการดำเนินงานให้แก่องค์กรเพื่อให้สามารถบริหารความไม่แน่นอน ความเสี่ยง
และโอกาสทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
  


 
ผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไร

 

เมื่อปรียบเทียบกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2557 กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จะเห็นได้ว่าบริษัทฯ 
ทำกำไรลดลงจากปีก่อนถึง 167 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20
กำไรสุทธิที่ลดลงนี้สาเหตุหลักมาจากกำไรขั้นต้นที่ลดลง 246 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 22
ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

ตามตารางข้างต้น รายได้จากการขายในไตรมาสที่ 2 ปี 2557 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนนั้น ลดลง 886 
ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 17
เนื่องมาจากปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีที่ลดต่ำลงจากปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าในโครงการการรับจำนำข้าว
และปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับยางพาราที่ลดลงด้วย

ทั้งนี้ แม้ต้นทุนขายในไตรมาสนี้จะปรับตัวลดลง 621 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ก็ตาม 
แต่บริษัทก็จำเป็นที่จะต้องจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาที่ต่ำลงเช่นกัน ดังนั้น
ปัจจัยนี้จึงไม่ได้ช่วยส่งผลให้บริษัทมีกำไร

ถึงแม้กำไรขั้นต้นจะลดลง แต่บริษัทฯ สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2557 
ให้อยู่ในระดับเดียวกันกับปีที่ผ่านมาเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 146 ล้านบาท ลดลง 1 ล้านบาทจากปีก่อน (147
ล้านบาท) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถลดต้นทุนทางการเงิน
และได้รับประโยชน์ในการประหยัดภาษีจากการส่งเสริมการลงทุนตามโครงการโรงไฟฟ้าเพื่อการประหยัดพลังงานอีกด้
วย ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2557 นี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 666 ล้านบาท ลดลง 167 ล้านบาทจากปีก่อนหน้า (833
ล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ทำให้ผลกำไรต่อหุ้นลดจาก 1.43 มาเป็น 1.14 บาทต่อหุ้น หรือลดลง 0.29
บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะพยายามสุดความสามารถ
ด้วยการบริหารจัดการที่ความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาพของตลาด
เพื่อผลประกอบการที่ดีและยั่งยืนต่อไป

การวิเคราะห์ฐานะทางการเงิน


 

ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2557 บริษัทมีสินทรัพย์ 8,799 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 
จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนโดยมีรายละเอียดประกอบดังต่อไปนี้

 

ในส่วนของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 บริษัทฯมีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1,810 
ล้านบาท ลดลง 1,286 ล้านบาทหรือร้อยละ 42 จากไตรมาสที่ 2 ปี 2556 ในขณะที่
บริษัทฯมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 6,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 861 ล้านบาทหรือร้อยละ 14 จากไตรมาสที่ 2 ปี
2556



    
?
แนวโน้มสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ 2557

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปี 2557 คาดการณ์ว่าจะมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 
จากสถานการณ์ทางการเมืองที่สงบลงหลังจากการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ
คสช. บริษัทฯประเมินว่าเศรษฐกิจของไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงไตรมาสที่ 2
และการผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจของ คสช. อาทิเช่น การเร่งผลักดันการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ
การเร่งอนุมัติเงินช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการการดูแลค่าครองชีพ น่าจะเริ่มเห็นผลได้ชัด
จากบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการลงทุนจะทยอยฟื้นตัว
ฝ่ายบริหารมองปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อผลประกอบการในครึ่งปีหลัก 2 ประเด็นดังต่อไปนี้

1.    สภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2557

การผลิตทางการเกษตรในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 ได้รับผลเชิงบวกจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของ คสช. 
ความต้องการในการใช้ปุ๋ยเคมีน่าจะมีการฟื้นตัวมากขึ้นที่จะเป็นโอกาสให้บริษัทสามารถแข่งขันและเพิ่มรายได
้
แต่อย่างไรก็ดียังสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถค
วบคุมได้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการผลิตทางการเกษตรได้ อีกทั้งปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ
อาจส่งผลให้ความต้องการปุ๋ยเคมีทั่วทั้งประเทศอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

2.    ราคานำเข้าวัตถุดิบปุ๋ยเพื่อใช้ในการผลิตปุ๋ยและการถูกควบคุมราคาขาย

ราคาการนำเข้าวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในครึ่งปีหลังเนื่องจากอุปทานมีจำกัดและการแปรปรวนของราคาน
้ำมันและก๊าซธรรมชาติอาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบสูงขึ้น
ในขณะเดียวกันบริษัทได้เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือชาวนาของคสช.ในการลดราคาปุ๋ยเคมีเพื่อเป็นการลดต้นทุนและ
ปัจจัยการผลิตของชาวนา
ดังนั้นไม่เพียงแต่ราคาวัตถุดิบที่อาจจะสูงขึ้นแต่ยังรวมถึงการถูกควบคุมราคาขายทำให้เป็นปัจจัยเสี่ยงทาง
ธุรกิจในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้   แต่อย่างไรก็ตามบริษัทฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เพื่อรับมือและปรับเปลี่ยนแผนการตลาด
การจัดซื้อวัตถุดิบและการผลิตให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด
สารสนเทศฉบับนี้จัดทำและเผยแพร่โดยบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลหรือเอกสารใดๆของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์
ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ
ในความถูกต้องและครบถ้วนของเนื้อหา ตัวเลข รายงานหรือข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในสารสนเทศฉบับนี้
และไม่มีความรับผิดในความสูญเสียหรือเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด ในกรณีที่ท่านมีข้อสงสัย
หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อบริษัทจดทะเบียนและบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ซึ่งได้จัดทำ
และเผยแพร่สารสนเทศฉบับนี้