ที่ นพ.094/2553
29 กรกฎาคม 2553
เรื่อง ชี้แจงสาเหตุของผลกำไรสุทธิในงบการเงินรวม ประจำไตรมาส 2/2553
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จากงบการเงินรวมสอบทานสำหรับไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด
(มหาชน) และบริษัทย่อย มีผลกำไรสุทธิตามงบกำไรขาดทุนรวม 1,185.78 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี
ก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 2,422.86 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,237.08 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 51 โดยมีสาเหตุหลักของการ
เปลี่ยนแปลง ดังนี้
1. รายได้จากการขายและต้นทุนขาย
บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายสำหรับไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นจำนวน
เงิน 57,059.34 ล้านบาทเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จำนวนเงิน 40,295.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
16,764.30 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 42 ในขณะที่มีต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 17,801.79 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48
ทำให้มีกำไรขั้นต้น เป็นจำนวนเงิน 2,412.35 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนมีกำไรขั้นต้น เป็นจำนวนเงิน 3,449.83
ล้านบาท ลดลง 1,037.48 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาตลาดของน้ำมันดิบและ
ผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยบริษัทมีต้นทุนน้ำมันดิบเฉลี่ยในไตรมาส 2 ของปีปัจจุบันอยู่ที่ 79 เหรียญ/บาร์เรล สูง
กว่างวดเดียวกันของปีก่อน 24 เหรียญ/บาร์เรล คิดเป็นร้อยละ 44 ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์โดยรวม
สูงขึ้นเพียงร้อยละ 34 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง ในขณะที่ไตรมาส 2 ของปีนี้ บริษัทฯ มีระดับการกลั่น
น้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 172,377 บาร์เรลต่อวัน เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ที่มีระดับการกลั่นน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่
150,915 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 14
2. รายได้อื่น ๆ
บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้อื่น สำหรับไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นจำนวนเงิน
270.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 164.49 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาสปัจจุบันมีกำไร
จากสัญญาแลกเปลี่ยนส่วนต่างราคาน้ำมันล่วงหน้าสุทธิจำนวน 139.89 ล้านบาท ขาดทุนจากการปรับมูลค่าเงิน
ลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อค้าจำนวน 103.50 ล้านบาท ในขณะที่ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมีขาดทุนจากสัญญา
แลกเปลี่ยนส่วนต่างราคาน้ำมันล่วงหน้าสุทธิจำนวน 239.22 ล้านบาท กำไรจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนใน
หลักทรัพย์เพื่อค้าจำนวน 185.68 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 84.32
ล้านบาท และอื่นๆลดลงเป็นจำนวนเงิน 9.76 ล้านบาท
3. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร
บริษัทและบริษัทย่อย มีค่าใช้จ่ายในการบริหารสำหรับไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็น
จำนวน 765 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 264 ล้านบาท หรือร้อยละ 53 เนื่องจากมี
ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้นจำนวน 97 ล้านบาท ค่าที่ปรึกษาเพิ่มขึ้น 69 ล้านบาท ค่าภาษีโรงเรือนเพิ่มขึ้น 30
ล้านบาท ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 22 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารอื่น ๆ เพิ่มขึ้นจำนวน 46
ล้านบาท
4. ค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหาร
บริษัทและบริษัทย่อย มีค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหารสำหรับไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน
2553 เป็นจำนวน 47.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 27.93 ล้านบาท หรือร้อยละ 140
เนื่องจากในไตรมาสนี้มีการจ่ายโบนัสกรรมการจำนวน 24 ล้านบาท
5. ต้นทุนทางการเงิน
บริษัทและบริษัทย่อยมีต้นทุนทางการเงินสำหรับไตรมาส 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นจำนวน
365.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 46.91 ล้านบาท หรือร้อยละ 15 เนื่องจากในปีปัจจุบัน
บริษัทฯ มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากหุ้นกู้ จำนวน 14.20 ล้านบาท และขาดทุนจากสัญญาแลกเปลี่ยน
เงินตราต่างประเทศและอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าจำนวน 34.95 ล้านบาท ขณะที่ในปีก่อน มีกำไรจากอัตรา
แลกเปลี่ยนจากหุ้นกู้ จำนวน 363.07 ล้านบาท มีขาดทุนจากสัญญาแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและอัตรา
ดอกเบี้ยล่วงหน้าจำนวน 360.34 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีดอกเบี้ยจ่ายลดลงเป็นจำนวนเงิน 4.98 ล้านบาท
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ
(นางสาวไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล)
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
สายงานการเงิน
|