ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : รายละเอียดข่าว

 

 

Share |
     
 
วันที่/เวลา 07 เม.ย. 2553 09:16:00
  หัวข้อข่าว สรุปแผนฟื้นฟูกิจการ
  หลักทรัพย์ MALEE
  แหล่งข่าว MALEE

 
ที่ CA007/2010


                                                  5 เมษายน 2553


เรื่อง        นำส่งแผนฟื้นฟูกิจการ (ฉบับย่อ)

เรียน        กรรมการและผู้จัดการ

            ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สิ่งที่ส่งมาด้วย  แผนฟื้นฟูกิจการ (ฉบับย่อ)

            ตามหนังสือของบริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) ที่ CA04/2010 ลงวันที่ 26 มีนาคม
2553 ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 2/2553 ให้
มีการประชุมชี้แจงแผนฟื้นฟูกิจการต่อนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในวันที่ 19 เมษายน 2553 เวลา 14.00 -
16.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ อาคารเอบิโก้ ชั้น 6 เลขที่ 401/1 ถนนพหลโยธิน
ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี นั้น บริษัทฯ จึงขอนำส่งแผนฟื้นฟูกิจการ (ฉบับย่อ) เพื่อ
เป็นข้อมูลประกอบการประชุม สำหรับนักวิเคราะห์ ที่จะเข้าร่วมประชุมชี้แจงดังกล่าว

            จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ


                                                    ขอแสดงความนับถือ

                                             บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน)


                                             
                                                   (นายวิทูร อภิเมธีธำรง)
                                        ผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบภายในและบริหารงานกลาง



แผนดำเนินการแก้ไขแก้ไขเหตุที่หุ้นสามัญของบริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) อาจถูก
   เพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

1. บทสรุปผู้บริหาร
            บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) ("บริษัท" หรือ "MALEE") ได้รับหนังสือแจ้งจากตลาด
หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ("ตลาดหลักทรัพย์ฯ") เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 เรื่อง แจ้งการเข้าข่าย
อาจถูกเพิกถอนและการดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 9
เมษายน 2552 ได้มีมติให้แก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยการจัดทำ
แผนฟื้นฟูกิจการ อันเป็นแนวทางที่คณะกรรมการเห็นว่ามีประโยชน์ที่สุดสำหรับบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท

แผนดำเนินการสำหรับปี 2552 - 2554
          แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ แผนฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจของบริษัท และแผนปรับโครงสร้างทุน/หนี้
โดยในส่วนของแผนฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจ บริษัทได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2552 ซึ่งส่งผลให้
บริษัท มีผลการดำเนินงานในปี 2552 ดีขึ้น

      1)    แผนฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจของบริษัท
         1. ดำเนินธุรกิจเดิมต่อไป คือ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋อง น้ำผักและผลไม้ยู
            เอชที และพาสเจอร์ไรซ์ ชา กาแฟ และน้ำดื่มในบรรจุภัณฑ์ชนิดกระป๋อง กล่อง ขวดพลาสติก
            PET และถุงปลอดเชื้อ ภายใต้ตราสินค้า "มาลี" และภายใต้ตราสินค้าของลูกค้าทั้งใน และ
            ต่างประเทศ         ตลอดจนเป็นตัวแทนจำหน่ายนมสดยูเอชทีและพาสเจอร์ไรซ์ภายใต้ตราสินค้า
            "ฟาร์มโชคชัย"
         2. ปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุน เช่น ตั้งเครื่องไบโอแก๊ซ เพื่อลดต้นทุนพลังงานโดย
            ใช้ก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากน้ำเสีย เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันเตาและช่วยลดภาวะโลกร้อน
         3. บริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการรับสมัครเกษตรกรเข้าเป็น
            สมาชิกในการส่งเสริมการปลูกพืช วัตถุดิบชนิดต่างๆ ของบริษัทในลักษณะของ Contract Farming
         4. วางแผนการทำสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านราคา
         5. พัฒนาแผนการตลาด เพื่อผลักดันยอดขาย โดยเพิ่มช่องทางการขาย ทั้งด้านการตลาดใน
            ประเทศ และตลาดต่างประเทศ มีการปรับปรุงการบริหารการขายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
            รวมทั้ง การวางแผนการขาย และการผลิตให้สอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดสินค้าขาดแคลนใน
            แต่ละช่องทางการขาย
         6. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และมีการ
            เปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
         7. การพัฒนาคุณภาพบุคลากร เพื่อให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบริษัท

      2)   แผนปรับโครงสร้างทุน/หนี้
           
           ในปัจจุบัน บริษัทยังไม่มีแผนการปรับโครงสร้างทุน อย่างไรก็ตาม หากมีแผนการปรับ
โครงสร้างทุนในอนาคต บริษัทจะดำเนินการแจ้ง และขออนุมัติผู้ถือหุ้นต่อไป
           
           สำหรับแผนการปรับโครงสร้างหนี้ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2552 บริษัทได้มีการเจรจาประนอมหนี้กับ
เจ้าหนี้การค้ารายหนึ่ง และประสบความสำเร็จ โดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระดอกเบี้ยค้างจ่าย ซึ่งทำ
ให้บริษัทมีรายการบวกกลับดอกเบี้ยจ่ายรวมจำนวน 74.11 ล้านบาท ในปี 2552 และมีการทะยอยจ่าย
หนี้ส่วนที่เหลือ โดยมีรายละเอียดตามหมายเหตุประกอบงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552
นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2552 บริษัทได้ว่าจ้างผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินอิสระ เพื่อทำการประเมิน
มูลค่าทรัพย์สิน ได้แก่ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพื่อสะท้อนถึงมูลค่าตลาด ณ ปัจจุบันของทรัพย์สินของ
บริษัทในงบการเงิน ทำให้บริษัทมีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 438.58 ล้านบาท

          ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินงานตามแผนแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนฯ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถ
ทำให้บริษัทมีการดำเนินงานที่มั่นคง และสามารถทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ
สามารถกลับเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ตามรายละเอียดที่นำเสนอในแผนแก้ไขเหตุแห่งการ
เพิกถอนฯ ฉบับนี้

2. ข้อมูลบริษัท

2.1 โครงสร้างกลุ่มบริษัท
        บริษัทมาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจหลักประเภทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์
ผลไม้กระป๋อง น้ำผักและผลไม้ยูเอชที และพาสเจอร์ไรซ์ ชา กาแฟ และน้ำดื่มในบรรจุภัณฑ์ชนิด
กระป๋อง กล่อง ขวดพลาสติก PET และถุงปลอดเชื้อ ภายใต้ตราสินค้า "มาลี" หรือ "MALEE" และ
ภายใต้ตราสินค้าของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเป็นตัวแทนจำหน่ายนมสดยูเอชทีและพาส
เจอร์ไรซ์ภายใต้ตราสินค้า "ฟาร์มโชคชัย" ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทประกอบด้วย 3 บริษัท ได้แก่
        1. บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน)
                เป็นผู้ผลิตผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้และเครื่องดื่ม โดยจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศ และ
        ต่างประเทศ ทั้งนี้ จำแนกออกเป็น 2 ธุรกิจหลัก คือ
                    - ธุรกิจแปรรูปผลไม้ เช่น ผลไม้ฤดูกาลบรรจุกระป๋อง (เงาะ ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง เป็น
                     ต้น) สับปะรดและผลไม้รวม (Fruit Cocktail) น้ำสับปะรดเข้มข้น ข้าวโพดหวาน
                     บรรจุกระป๋อง
                    - ธุรกิจเครื่องดื่ม เช่น น้ำผักและน้ำผลไม้ บรรจุในกล่องยูเอชทีและพาสเจอร์ไรซ์ ชา
                     กาแฟและน้ำดื่มบรรจุในกระป๋อง กล่อง และขวดพลาสติก PET ภายใต้ตราสินค้า
                     "มาลี" และตราสินค้าของลูกค้า และเป็นตัวแทนจำหน่ายนมสดยูเอชทีและพาส
                     เจอร์ไรซ์ภายใต้ตราสินค้า "ฟาร์มโชคชัย"
        2. บริษัท มาลีเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
                เป็นบริษัทย่อย โดยเป็นผู้ดูแลด้านการตลาดและการขายสินค้าที่จำหน่ายในประเทศ
        ทั้งหมด โดยมีทั้งการจัดจำหน่ายเองและผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งนี้ สินค้าหลักที่
        จำหน่ายมีดังนี้
                    - สินค้าผลไม้กระป๋องตรา "มาลี" หรือ "MALEE" "เฟริส์ช้อย" "ชาวสวน"
                    - น้ำผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้ยูเอชที น้ำผลไม้พาสเจอร์ไรซ์และน้ำดื่มตรา "มาลี"
                    - เครื่องดื่มธัญพืชนํ้านมข้าวโพดหวานยูเอชที ตรา "มาลีไอ-คอร์น"
                    - นมยูเอชทีและนมพาสเจอร์ไรซ์ ตรา "ฟาร์มโชคชัย"
        3. บริษัท อะกริ ซอล จำกัด
                เป็นบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจโดยเป็นผู้ผลิต และจำหน่ายข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง
        ภายใต้ตราสินค้ามาลี และตราสินค้าลูกค้า

          นอกจากนี้ บริษัทยังมี 2 บริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท มาลีซัพพลาย จำกัด และบริษัท ไอคอน
ฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้นร้อยละ 97.60 และร้อยละ 99.00 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันทั้ง
สองบริษัทไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว

2.2 ข้อมูลผลิตภัณฑ์
        ผลิตภัณฑ์ของบริษัทและบริษัทย่อย เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภคประเภทผลไม้บรรจุกระป๋อง
และถุ ง ปลอดเชื้อน้ำผักน้ำผลไม้และเครื่องดื่มบรรจุกระป๋อง กล่องพาสเจอร์ไรส์และกล่องUHT
นอกจากนี้บริษัทยังจำหน่ายน้ำสับปะรดเข้มข้นไปยังต่างประเทศเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตน้ำ
ผลไม้ ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทแบ่งได้ดังนี้
        1. น้ำผัก และน้ำผลไม้ยูเอชที และพาสเจอร์ไรซ์ : ประกอบด้วย
               - น้ำผลไม้ 100% ยูเอชที ขนาดบรรจุ 1,000 มิลลิลิตร 750 มิลลิลิตร และ 200
                มิลลิลิตร
               - น้ำผักผลไม้ 100% ยูเอชที เวจจีส์ วี9 ขนาด 1,000 มิลลิลิตร และ 200 มิลลิลิตร
               - น้ำผลไม้ 100% พาสเจอร์ไรซ์ ขนาดบรรจุ 1,000 มิลลิลิตร 300 มิลลิลิตร
               - น้ำผลไม้ 60% ยูเอชที มาลีเซลฟ์ พลัส ขนาด 1,000 มิลลิลิตร และ 200 มิลลิลิตร
               - น้ำผลไม้ 40% ยูเอชที มาลี จู๊ซมิกซ์ ขนาด 200 มิลลิลิตร และ 120 มิลลิลิตร
               -  น้ำผลไม้ 15% มาลี จู๊ซมิกซ์ คูลแม๊กซ์ ในขวดพลาสติก PET ขนาด 350 มิลลิลิตร
       2. ผลิตภัณฑ์ผลไม้กระป๋อง : ประกอบด้วย ลำไย เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง มะละกอ ฝรั่ง ขนุน และลูก
          ตาล เป็นหลัก นำมาบรรจุกระป๋องขนาดต่าง ๆ กัน โดยมีส่วนผสมที่ใช้บรรจุรวมกับผลไม้
          เช่น น้ำเชื่อม น้ำสับปะรด และน้ำมะม่วง เป็นต้น
       3. เครื่องดื่มธัญญพืช : ประกอบด้วย น้ำนมข้าวโพดแท้ 100% ยูเอชที มาลี ไอ-คอร์น ขนาด
          บรรจุ 180 มิลลิลิตร
       4. นมสดยูเอชที และพาสเจอร์ไรซ์ : ประกอบด้วย น้ำนม 100% ยูเอชทีตราฟาร์มโชคชัย
          ขนาด 200 มิลลิลิตร และ 250 มิลลิลิตร น้ำนมโคสด 100% พาสเจอร์ไรซ์ ตราฟาร์มโชค
          ชัย ขนาด 2000 มิลลิลิตร 800 มิลลิลิตร 400 มิลลิลิตร และ 200 มิลลิลิตร
       5. สับปะรดกระป๋อง : ประกอบด้วย สับปะรดซึ่งตัดเป็นแว่น (Slice) ชิ้นหนา (Chunk) รูปลิ่ม
          (Tidbit) ชิ้นคละ (Pieces) ลูกเต๋า (Cubes) และชิ้นเล็กๆ (Crush) บรรจุในกระป๋องขนาด
          ต่างๆ โดยมีส่วนผสมอื่น เช่น น้ำเชื่อม น้ำบริสุทธิ์ และน้ำสับปะรด นอกจากนี้ สำหรับตลาด
          ต่างประเทศ ยังออกผลิตภัณฑ์สับปะรดบรรจุถุงปลอดเชื้อสำหรับลูกค้าที่เป็นกลุ่มร้านอาหาร
          ในต่างประเทศ
       6. น้ำสับปะรดเข้มข้น : เป็นน้ำสับปะรดที่ระเหยน้ำออกเพื่อให้มีความเข้มข้น โดยยังมิได้มีการ
          ปรุงแต่ง ดังนั้น ก่อนจะบริโภคจะต้องทำให้เจือจางก่อน โดยจะบรรจุในถุงปลอดเชื้อและแช่
          แข็ง โดยนิยมส่งออกเป็นหลัก การใช้งานสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตอาหาร เช่น
          ไอศกรีม โยเกิร์ต น้ำผลไม้พร้อมดื่ม และผลิตภัณฑ์ เบเกอรี่ เป็นต้น
       7. ข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง: ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทที่ได้ทำ Contract Farming กับกลุ่ม
          ครอบครัวเกษตรกร กว่า 3,000 ครอบครัว
       8. ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอื่นๆ : ประกอบด้วย กาแฟกระป๋องสำเร็จรูปพร้อมดื่ม ชาพร้อมดื่มบรรจุ
          ขวดพลาสติกPET ภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทรับจ้างผลิต (OEM)
          และเป็นธุรกิจเสริมที่ดำเนินการตามคำสั่งซื้อของลูกค้าเท่านั้น

2.3 การจำหน่ายและช่องทางการจำหน่าย
      สินค้าของ บริษัท มีจำหน่ายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ดังนี้
              - การตลาดและการขายในประเทศ : บริษัท มาลีเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย
               มีหน้าที่ดูแลงานสำหรับสินค้าตรามาลี และเป็นตัวแทนจำหน่ายนมยูเอชที ตราฟาร์ม
               โชคชัย สำหรับช่องทางการจำหน่ายในประเทศประกอบด้วย เครือข่ายซุปเปอร์สโตร์
               ซุปเปอร์มาร์เก็ต มินิมาร์ท ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายส่ง กลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร
               ตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ซึ่งเรียกว่า Malee Direct Distributor (MDD) โดยมีหน้าที่
               กระจายสินค้าของบริษัท เข้าสู่ร้านค้าย่อยโดยตรงในเขตพื้นที่ที่บริษัทกำหนดให้
              - ด้านตลาดต่างประเทศ : บริษัทจะจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย และขายให้ลูกค้า
               โดยตรง
     ทั้งนี้ สัดส่วนการจำหน่ายในประเทศ และต่างประเทศของปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 80 :20 โดย
ตลาดหลักในต่างประเทศ คือ กลุ่มประเทศยุโรป เอเชีย ตะวันออกกลาง และประเทศสหรัฐอมริกา เป็นต้น

3. การวิเคราะห์อุตสาหกรรม

3.1 ภาวะอุตสาหกรรม
      3.1.1 กลุ่มธุรกิจน้ำผักและน้ำผลไม้
               
               ตลาดในประเทศ (Domestic Market)
               ในปี 2549 - 2551 ตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มมีอัตราการเติบโตที่ดีมาโดยตลอด โดย
      เฉลี่ยอัตราการเติบโต อยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 - 20 (ที่มา: AcNielsen, พฤษภาคม 2552) ซึ่ง
      เป็นผลมาจากกระแสความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภค ประกอบกับการดำเนินชีวิตใน
      ปัจจุบันที่ต้องการความสะดวกสบาย และใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ซึ่งกระแสความใส่ใจในเรื่องสุขภาพ
      ส่งผลให้ตลาดน้ำผลไม้ 25-60% (Medium Market) มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ในขณะที่ตลาดน้ำผลไม้
      25% (Ecomony Market) ซึ่งเป็นตลาดที่มีปริมาณการบริโภคถึง 60% ของตลาดรวม มีมูลค่า
      ลดลงในปี 2551 อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังการเติบโตของตลาดน้ำผลไม้เริ่มลดลง เนื่องจาก
      อุปสรรคด้านราคาซึ่งเริ่มตั้งแต่ 30 บาทต่อลิตร ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มประเภท
      อื่น นอกจากนี้ เครื่องดื่มสำหรับผู้ใส่ใจในสุขภาพ โดยเฉพาะชาพร้อมดื่มที่เข้ามาแข่งขันกับ
      ตลาดน้ำผลไม้ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มเช่นกัน ในปี 2552 ตลาดน้ำผลไม้ ใน
      ประเทศมีแนวโน้มแข่งขันรุนแรงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา ส่งผลให้ตลาดน้ำ
      ผลไม้มีการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง ทำให้ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการวางแผน
      การตลาดอย่างรัดกุมเพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการ
      เปลี่ยนแปลงมากขึ้นในปัจจุบัน (ที่มา: Positioning magazine วันที่ 3 มิถุนายน 2552)
        
              ตลาดส่งออก (Export Market)
              ตลาดส่งออกน้ำผลไม้ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 ยกเว้นการลดลงในปี
      2550 เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกถึงประมาณร้อยละ 25 แต่การ
      เติบโตของมูลค่าตลาดส่งออกได้ปรับตัวดีขึ้นในปี 2551 โดยมีการเติบโตถึงร้อยละ 20 จากปี
      2550 และคาดว่าจะเติบโตประมาณร้อยละ 6 ในปี 2552 (ที่มา: กระทรวงพาณิชย์) ทั้งนี้ อัตรา
      การเติบโตที่ลดลงจากปี 2551 เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก โดยตลาด
      สับปะรดซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของมูลค่าการส่งออกของไทย และส่วนใหญ่ส่งออกไป
      ยังประเทศสหรัฐอเมริกา จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

      3.1.2 กลุ่มธุรกิจผลไม้กระป๋อง
         เนื่องจากธุรกิจผลไม้กระป๋อง เป็นธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตร และสภาพดิน
ฟ้าอากาศ จะมีผลต่อปริมาณผลผลิตของแต่ละปี นอกจากนี้ เกษตรกรรุ่นใหม่ ไม่ให้ความสำคัญ
ในการปลูกผลไม้ฤดูกาล ทำให้พื้นที่ในการปลูกผลไม้ลดลงทุกปี
         นอกจากนี้ กระป๋องที่ใช้บรรจุผลไม้ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อธุรกิจผลไม้กระป๋อง เพราะ
เป็นต้นทุนที่สำคัญในการผลิต และในประเทศไทยมีโรงงานผลิตกระป๋องเพียงไม่กี่ราย อีกทั้ง
ลักษณะธุรกิจผลไม้บรรจุกระป๋องต้องใช้กระป๋องเหล็กในการบรรจุเท่านั้น เพื่อรักษาคุณภาพของ
ผลไม้ให้คงคุณภาพตลอด 2 ปี ดังนั้น หากเหล็กมีการปรับราคาสูงขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
โดยตรง
         ผลไม้กระป๋องของไทยเป็นสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งไทยส่งออกเป็นรายใหญ่ใน
ตลาดโลก ภาพรวมการส่งออกสินค้าผลไม้กระป๋อง และแปรรูปในปี 2551 ขยายตัว โดยมี
ปริมาณทั้งสิ้น 976,807 ตัน คิดเป็นมูลค่า 36,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และ ร้อยละ 6
ตามลำดับ ตามมูลค่าการส่งออก ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์
รัสเซีย และเยอรมนี (ที่มา: สถาบันอาหารแห่งชาติ) ด้วยภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจทำให้
ผู้บริโภคหันมาบริโภคผลไม้กระป๋องในกลุ่ม Economy มากขึ้น เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าและ
คุณภาพที่ยังพอจะรับได้ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้อัตราการเติบโตของตลาดน้ำผลไม้ 100% หรือ
ตลาดระดับ Premium ชะลอตัวลง

3.1.3 กลุ่มธุรกิจนม และเครื่องดื่มธัญพืช
         ผลิตภัณฑ์หลักของอุตสาหกรรมนมไทย ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่เป็น
ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม เนื่องจากการผลิตนมผง หางนม เนย และเนยแข็ง รวมถึงผลิตภัณฑ์นม
อื่นๆ มีต้นทุนการดำเนินการสูง ทำให้จำนวนการผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีไม่มากนัก และเน้นการ
นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โดยผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าหลัก คือ นมผง
ขาดมันเนย ขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์นมของไทยมีหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ามา
เพื่อส่งออกต่ออีกต่อหนึ่ง (Re-export) โดยสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นครีมหรือนมผงในรูป
ของเหลวหรือข้นเติมน้ำตาล เนยที่ได้จากนม นมผงขาดมันเนย นมข้นหวาน นมเปรี้ยว โยเกิร์ต
โดยส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น ลาว กัมพูชา พม่า สิงคโปร์ ฮ่องกง และฟิลิปปินส์
         ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มของไทย เป็นการผลิตและจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก โดย
มากกว่าร้อยละ 80 เป็นการผลิตนมสดพาสเจอร์ไรซ์ นอกจากนั้น เป็นการผลิตนมยูเอชทีและ
นมสเตอริไรซ์ (ที่มา: สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12) โดยผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม
แบบพาสเจอร์ไรซ์ส่วนใหญ่ผลิตมาจากน้ำนมดิบภายในประเทศ และผู้บริโภคหลัก คือ นักเรียน
ในโครงการนมโรงเรียน ส่วนนมแบบอื่นจะผลิตจากนมผงคืนรูป ซึ่งผลผลิตนมพาณิชย์จะออกมา
ในรูปนมสด ซึ่งมีทั้งรสจืดและรสหวาน และในรูปแบบของนมปรุงแต่ง ที่มีการเติมกลิ่นและรส
ต่างๆ ตามความนิยมของผู้บริโภค เช่น รสช็อคโกแล็ต รสกาแฟ และรสสตรอเบอรี่ ซึ่งมีการ
แข่งขันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีระบบกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศสูงมากใน
ตลาด ทำให้ผู้ผลิตขนาดเล็กไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่าย

3.2 แนวโน้มการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม

       3.2.1 กลุ่มธุรกิจน้ำผักและน้ำผลไม้
                การบริโภคน้ำผลไม้ของคนไทย พบว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ลิตรต่อคนต่อปี หรือมีการ
       บริโภคน้ำผลไม้ประมาณ 190 ล้านลิตรต่อปี นับว่าเป็นจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศใน
       แถบยุโรปซึ่งบริโภคเฉลี่ย 35 ลิตรต่อคนต่อปี (ที่มา: กระทรวงพาณิชย์) อย่างไรก็ดี ในปี 2552
       เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงิน การบริโภคเครื่องดื่มชะลอลง ผู้บริโภคส่วนใหญ่
       ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลทำให้ตลาดน้ำผลไม้ทั้งยูเอช
       ทีและพาสเจอร์ไรซ์มีอัตราการเติบโตลดลง ทั้งนี้ ในปี 2551 - 2552 คู่แข่งในตลาดน้ำผลไม้ ได้
       มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่หลายชนิดเข้าสู่ตลาด
                จากข้อมูลในอดีต พบว่ากลุ่มตลาดน้ำผลไม้ต่ำกว่า 100% มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมา
       ตั้งแต่ปี 2549 - 2551 โดยมูลค่าตลาดมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 15 - 19 ทำให้
       คาดการณ์ว่าในระหว่างปี 2553 - 2557 อัตราการเจริญเติบโตของตลาดน้ำผลไม้ต่ำกว่า 100%
       จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคหันมาดื่มน้ำผลไม้ที่ต่ำกว่า
       100% มากขึ้น

       3.2.2 กลุ่มธุรกิจผลไม้กระป๋อง
                ธุรกิจผลไม้กระป๋องมีการแข่งขันน้อย เนื่องจากคู่แข่งในตลาดมีเพียงไม่กี่รายที่มีตรา
       สินค้าเป็นที่ยอมรับ ทั้งนี้ ธุรกิจผลไม้กระป๋อง ต้องใช้เงินลงทุนสูงในการก่อตั้งโรงงานผลิต อีก
       ทั้งต้องมีความเชี่ยวชาญในการเลือกซื้อวัตถุดิบ แรงงานฝีมือในการคัดสรร ปอก คว้าน ผลไม้
       ให้ได้คุณภาพ ซึ่งจะต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง จึงทำให้การเข้ามาในธุรกิจผลไม้
       กระป๋องค่อนข้างยาก

       3.2.3 กลุ่มธุรกิจนม และเครื่องดื่มธัญพืช
                 จากอัตราการบริโภคนมของคนไทยในปัจจุบันเฉลี่ย 14.19 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่
       ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับการบริโภคนมของประชากรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มี
       การบริโภคเฉลี่ย 60 ลิตรต่อคนต่อปี และทั่วโลกที่มีการบริโภคเฉลี่ย 103.9 ลิตรต่อคนต่อปี
       (ที่มา: สำนักพัฒนาการปศุสัตว์และถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมปศุสัตว์) ดังนั้น ธุรกิจนี้จึงยังมี
       โอกาสเติบโตได้อย่างมากในอนาคต ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของการบริโภคนม
       ในประเทศ พบว่า ในปี 2549 - 2550 มีอัตราการเติบโตร้อยละ 6 - 10 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ
       11 - 12 ในปี 2550 - 2551
                 โดยผู้นำตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มนมพาสเจอร์ไรซ์ คือ เมจิ ซึ่งมีอัตราการเติบโตร้อยละ
       9 และมีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 49 รองลงมาอันดับ 2 คือ โฟร์โมสต์ ซึ่งมีอัตราการ
       เติบโตร้อยละ 11 และมีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 29 อันดับ 3 คือ ดัชมิลด์ ซึ่งมีอัตราการ
       เติบโตร้อยละ 33 และมีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 11 อันดับ 4 คือ ฟาร์มโชคชัย ซึ่งมี
       อัตราการเติบโตร้อยละ 31 และมีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 5 สำหรับตลาดนมยูเอชที ผู้นำ
       ตลาดอันดับ 1 คือ โฟร์โมสต์ รองมาคือ ไทยเดนมาร์ค (ที่มา: AcNielsen พฤษภาคม 2552)
       แนวโน้มอุตสาหกรรมนมในปี 2552 คาดว่าการบริโภคน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมจะเพิ่มขึ้นในอัตรา
       ที่ไม่สูงนัก

3.3 การแข่งขัน
      3.3.1 กลุ่มธุรกิจน้ำผักและน้ำผลไม้
              ปัจจุบัน มีผู้ผลิตน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศมากกว่า 10 บริษัท ซึ่งมีการแข่งขัน
      ค่อนข้างสูงและรุนแรงมากขึ้น โดยผู้ประกอบการรายใหญ่มีการปรับกลยุทธ์ทั้งการทุ่มงบ
      โฆษณากระตุ้นยอดขาย เปิดตัวสินค้าใหม่เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น มีการปรับตำแหน่ง
      ทางการตลาดใหม่สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญน้ำผักและน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย
      นอกจากนี้ ธุรกิจเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ก็หันมาขยายธุรกิจผลิตน้ำผักและน้ำผลไม้ และเครื่องดื่ม
      ผสมน้ำผัก - ผลไม้ โดยอาศัยความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกระจายตลาดช่วงชิงส่วนแบ่ง
      ตลาดจากผู้ประกอบการรายเดิมในตลาด

                จากปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาในปี 2552 ส่งผลให้ตลาดน้ำผัก - ผลไม้มีการเติบโตใน
       อัตราที่ชะลอตัวลง ทำให้ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการวางแผนการตลาดอย่างรัดกุม
       เพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้นำ
       ตลาดมีการใช้กลยุทธด้านราคาร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาด ในการจัดโปรโมชั่นอย่าง
       ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี มาเป็นตัวผลักดันในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในปี 2552 - 2553 ทั้งนี้
       ในปี 2552 นี้ คาดว่า ตลาดน้ำผัก - ผลไม้ในประเทศมีมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท มีอัตรา
       การเติบโตที่ชะลอตัวเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียว หรือมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 3 - 5
       จากที่เคยเติบโตในอัตราร้อยละ 10 - 20 ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันผู้บริโภค ทำให้
       ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย และประหยัดมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยหนุนที่ยังคงทำให้ธุรกิจน้ำผักและ
       น้ำผลไม้สามารถเติบโตได้นั้นเป็นเพราะ กระแสการใส่ใจดูแลและรักสุขภาพของผู้บริโภคยังคงมี
       ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
               มูลค่าของตลาดน้ำผักและน้ำผลไม้ในปี 2552 นี้ คาดว่า ตลาดน้ำผักและน้ำผลไม้ที่มี
       มูลค่าตลาดสูงสุด ได้แก่ ตลาดน้ำผัก - ผลไม้ 100% หรือตลาดระดับบน มีมูลค่าประมาณ
       2,400 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ตลาดน้ำผัก - ผลไม้ 25% หรือตลาดระดับล่าง มีมูลค่า
       ประมาณ 1,100 ล้านบาท ตลาดน้ำผัก-ผลไม้ 40 % หรือตลาดระดับกลาง มีมูลค่าประมาณ 560
       ล้านบาท และตลาดน้ำผัก - ผลไม้อื่น ๆ มีมูลค่าประมาณ 3,440 ล้านบาท (ที่มา: Postioning
       Magazine http://www.positioningmag.com/prnews/prnews.aspx?id=80163)

       3.3.2 กลุ่มธุรกิจผลไม้กระป๋อง
              ตลาดผลไม้กระป๋อง แบ่งเป็น 3 ตลาดใหญ่ ตามลักษณะคุณภาพของสินค้า ดังนี้
                 - ตลาด Premium จะมี 2 คู่แข่งหลัก คือ MALEE และ UFC ซึ่งจะเน้นในเรื่องของ
                  คุณภาพ และการส่งเสริมการขาย
                 - ตลาด Medium คุณภาพสินค้าปานกลาง เช่น นกพิราบ ไทยเอดี เฟริสช้อยส์
                  และเฮ้าแบรนด์ (House Brand)
                 - ตลาด Economy ไม่เน้นคุณภาพ แต่จะเน้นราคาเป็นหลัก เช่น รถถัง ชาวสวน
                  ชาวดอย
              โดยรวมแล้วตลาด Medium และ Economy จะใช้สงครามราคาเป็นหลัก ธุรกิจผลไม้
       กระป๋องมีการแข่งขันมากขึ้นหลังจากการเข้ามาของ House Brand และผลไม้กระป๋องระดับล่าง
       จากประเทศจีน ทำให้การแข่งขันของผลไม้กระป๋องในกลุ่มล่างหรือตลาด Economy ดุเดือด
       โดยใช้ราคาเป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางตลาด

       3.3.3 กลุ่มธุรกิจนม และเครื่องดื่มธัญญพืช
               ธุรกิจนมเป็นธุรกิจที่ผูกขาดอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงบางราย ทำให้การแข่งขัน
       ค่อนข้างจำกัด และยากต่อการเข้ามาของคู่แข่งขันรายใหม่ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต่างมีเครือข่ายที่
       แข็งแกร่งและมีงบประมาณสูงเพื่อใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์สินค้า  อีกทั้งเนื่องจาก
       ผู้ประกอบการรายใหญ่ก่อตั้งธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ลูกค้ามี Brand Awareness สูง
       ตลอดจนมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เนื่องจากนมเป็นสินค้าที่
       ควบคุมราคาจึงทำให้กำไรไม่สูงนัก ดังนั้น งบด้านโฆษณาของธุรกิจนมจึงไม่สูงมากเมื่อ
       เปรียบเทียบกับสินค้าอุปโภคอื่น โดยคู่แข่งรายสำคัญในกลุ่มนมพาสเจอร์ไรซ์ ได้แก่ เมจิ โฟร์
       โมสต์ และดัชมิลด์ ส่วนตลาดนมยูเอชที คู่แข่งรายสำคัญคือ โฟร์โมสต์ และไทยเดนมาร์ค


4. การวิเคราะห์การดำเนินงาน (Operation Analysis)

4.1 การวิเคราะห์โครงสร้างการบริหาร และการจัดการ
          บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิต และจำหน่ายผลไม้
กระป๋อง และน้ำผลไม้มาเป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี บริษัทจึงมีผู้บริหาร และบุคลากรที่มีความชำนาญ
และเชี่ยวชาญในธุรกิจดังกล่าวเป็นอย่างดี ในอดีตที่ผ่านมา บริษัทเน้นการนำเอาความรู้ความสามารถ
และประสบการณ์ทำงานของบุคลากร มาใช้ในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน จากวิกฤตการเงิน และสภาวะเศรษฐกิจ
ชะลอตัว จึงมีแผนการลดจำนวนพนักงานบางส่วนลง จากปี 2549 ที่มีจำนวนพนักงานรวม 2,674 คน
เหลือ 1,414 คน ในปี 2552 เพื่อให้มีต้นทุนลดลง และสามารถดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น

4.2 การวิเคราะห์การผลิต (Production)
       4.2.1 การผลิต และปริมาณการผลิต
             บริษัทมีแผนการผลิตที่สอดคล้องกับแผนการตลาด และยอดการสั่งซื้อของลูกค้า โดย
       พิจารณาควบคู่กับการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งในปี 2552 บริษัทได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการผลิต
       เพื่อให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการผลิตลง นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 4/2552
       บริษัทโอนย้ายธุรกิจการผลิต และจำหน่ายข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) จากเดิมดำเนินการ
       โดยบริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) มาเป็นการดำเนินงานโดย บริษัท อะกริ ซอล จำกัด
       เพื่อให้การดำเนินธุรกิจข้าวโพดหวานมีความคล่องตัว  และเป็นอิสระจากธุรกิจอื่นของบริษัท
       ทั้งนี้ สามารถสรุปกำลังการผลิตต่อปี โดยแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์ดังนี้

                              ประเภทผลิตภัณฑ์                               กำลังการผลิต ปี 2552
        1. ผักผลไม้กระป๋อง ข้าวโพดหวานกระป๋อง (กำลังการผลิต 100% - หีบ)               5,400,000
        2. เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและกล่อง (กำลังการผลิต 100% - ลิตร)                214, 000,000
        3. น้ำสับปะรดเข้มข้น (กำลังการผลิต 100% - เมตริกตัน)                              8,000

       4.2.2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
            1) กลุ่มธุรกิจน้ำผักและน้ำผลไม้
                ด้วยกระแสความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ทำให้
       ผลิตภัณฑ์น้ำผัก และผลไม้ มีความจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความ
       ต้องการของผู้บริโภค โดยเน้นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และมีกระบวนการผลิต และบรรจุ
       ภัณฑ์ที่ได้คุณภาพ ถูกสุขอนามัย สะดวกต่อการบริโภค การเก็บรักษา และการเคลื่อนย้าย น้ำ
       ผลไม้ยูเอชที 100% ตรามาลี มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการสร้างทางเลือกให้แก่ผู้รัก
       สุขภาพ ที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูง และเชื่อถือได้ระดับสากล โดยหลังจากปี 2551 น้ำผักและ
       น้ำผลไม้ยูเอชที 100% ตรามาลี ขึ้นมาเป็น "อันดับสอง" ในตลาดน้ำผลไม้ระดับ Premium จาก
       ส่วนแบ่งตลาดของปีก่อน ซึ่งเท่ากับร้อยละ 15 - 16 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 20 ขณะที่ยูนิฟ มี
       ส่วนแบ่งตลาดลดลงอยู่ที่ร้อยละ 18 (ที่มา: Acneilsen พฤษภาคม 2552)
            2) กลุ่มธุรกิจผลไม้กระป๋อง
                เนื่องจากข้อจำกัดของบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุลงกระป๋องที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพได้นาน
       2 ปี และยังไม่มีบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่นที่เก็บได้นานกว่านี้ ดังนั้น ในกลุ่มธุรกิจผลไม้กระป๋องนี้จะเน้น
       ที่รสชาติและคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค  ซึ่งในปัจจุบันนี้บริษัทได้ออก
       ผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับกระแสความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มผู้รักสุขภาพ แต่ยังต้องการ
       บริโภคผลไม้กระป๋อง  ทางบริษัทจึงพัฒนาสูตรเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคโดยออกผลไม้กระป๋อง
       สูตรหวานน้อยเพื่อรองรับความต้องการของตลาด
            3) กลุ่มธุรกิจนม และเครื่องดื่มธัญญพืช
                พัฒนาการของสินค้า และเทคโนโลยีมีผลทำให้คุณภาพของสินค้าดีขึ้นและหลากหลาย
       ขึ้น นอกจากนี้ การเพิ่มคุณค่า ยังช่วยทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์นมสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการ
       สามารถสร้างผลกำไรที่ดีกว่าในอดีต ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้นำเอาพัฒนาการด้านสินค้าจาก
       ต่างประเทศมาปรับกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายอยู่ เช่น เพิ่มคอลลาเจนเพื่อผิวพรรณที่สวย เพิ่มโอ
       เมก้า 3 เพื่อบำรุงสมอง หรือใช้เทคโนโลยีทางด้านอาหารเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ โดยอิงไปกับ
       กระแสรักสุขภาพเป็นสำคัญ สินค้านมพาสเจอร์ไรซ์ส่วนใหญ่จะบรรจุในขวดพลาสติก กล่อง
       กระดาษ Gable Top และเป็นแบบถุง ในส่วนเทคโนโลยีกระบวนการผลิตนมนั้น ค่ายใหญ่ใน
       ประเทศส่วนใหญ่หันมาใช้กลยุทธ์การผนึกกำลังกับค่ายนมยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ เพื่อความ
       ได้เปรียบด้าน know how (ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550)

4.3 การวิเคราะห์การตลาด (Marketing)
           1) การตลาดกลุ่มธุรกิจน้ำผักและผลไม้
               ธุรกิจน้ำผลไม้ แม้จะมีการแข่งขันสูง แต่ก็ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งตลาด
       Premium (น้ำผลไม้ 100%) ตลาด Medium (น้ำผลไม้ 25% - 60%) หรือแม้กระทั่งตลาดน้ำ
       ผลไม้ Economy (น้ำผลไม้ ต่ำกว่า 25%)
               น้ำผลไม้ 100% ตรามาลีเป็นน้ำผลไม้ที่ได้รับการยอมรับในสายตาผู้บริโภคว่าเป็นน้ำ
       ผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย คุณภาพดี และมีหลายรสชาติ  ซึ่งเห็นได้จากยอดขายของน้ำผลไม้
       100% ตรามาลีที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น 
       ซึ่งเป็นผลจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ตลอดจนการปรับภาพลักษณ์ของสินค้า
       ให้ดูทันสมัยขึ้น และมีการตอกย้ำภาพลักษณ์ผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง

            2) การตลาดกลุ่มธุรกิจผลไม้กระป๋อง
                บริษัทดำเนินธุรกิจนี้มายาวนานกว่า 30 ปี จึงเป็นผู้นำตลาดผลไม้กระป๋อง และเป็นผู้
       กระตุ้นตลาดให้เติบโต ภายใต้การทำโปรโมชั่นและการออกสินค้าใหม่ เพื่อตามกระแสการ
       บริโภคของผู้บริโภคในตลาด เช่น มีสูตรหวานน้อย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในกลุ่มรักสุขภาพ รักษา
       รูปร่าง แต่ก็ชื่นชอบการทานผลไม้กระป๋อง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการปรับแผนการ
       ตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการณ์ในปัจจุบัน โดยมีการลดสัดส่วนการส่งออกสับปะรด
       กระป๋อง ซึ่งมีต้นทุนสูงและมีความผันผวนของราคาส่งออกมาก โดยเน้นการจำหน่ายผลไม้
       กระป๋องประเภทอื่น ที่สามารถบริหารวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

             3) การตลาดกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มธัญพืช
                  ผลิตภัณฑ์นมภายใต้การดูแลของบริษัท คือ นมตราฟาร์มโชคชัย และตราฟาร์มโชคชัย
       นูติแมกซ์ และเครื่องดื่มธัญพืช ภายใต้ตรามาลีไอคอร์น ซึ่งแม้จะยังมีส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่สูง
       นัก แต่ก็มียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความน่าเชื่อถือ และมีตราสินค้าที่เป็นที่รู้จักกัน
       ดีในตลาด
                  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่งผลกระทบให้ผลิตภัณฑ์ใน
       ท้องตลาดมีหลากหลายมากขึ้น แต่ความแตกต่างน้อยลง และด้วยลักษณะของธุรกิจนมที่มี
       ผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน ทำให้ตลาดนี้ มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง

     4.4 การวิเคราะห์การเงิน (Finance)

                                             ณ 31 ธันวาคม 2549     ณ 31 ธันวาคม 2550      ณ 31 ธันวาคม 2551        ณ 31 ธันวาคม 2552
                                                                                                                   (ตรวจสอบ)
                                                 (ตรวจสอบ)            (ตรวจสอบ)             (ตรวจสอบ)
                                             ล้านบาท     ร้อยละ     ล้านบาท     ร้อยละ      ล้านบาท     ร้อยละ        ล้านบาท        ร้อยละ
                                             2,292.73   100.00    2,343.37   100.00     1,973.55   100.00
                 สินทรัพย์รวม                                                                                       2,151.50      100.00

                 รวมหนี้สิน                    2,148.45     93.71   2,291.60     97.79    2,216.43    112.31        1,824.87       84.82
              ส่วนของผู้ถือหุ้น - สุทธิ               144.28      6.29     51.77      2.21    (242.88)    (12.31)          326.63       15.18
                                                                                                                               
                 รายได้รวม                   4,162.77     100.00   4,068.15    100.00    3,748.40    100.00       3,146.30      100.00
                                          
                ต้นทุนขาย                     3,351.03      81.76   3,337.74     83.35    3,044.06     82.19       2,348.10       74.63

        ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร               721.51      17.33     753.79     18.53      864.01      23.05       679.00        21.58
                                               
                รวมค่าใช้จ่าย                   4,077.18     97.94   4,096.94    100.71    3,913.67    104.41       3,053.66       97.06

กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงิน
                                                85.59      2.06     (28.79)    (0.71)    (165.27)    (4.41)        92.64         2.94
ได้
                ดอกเบี้ยจ่าย                       59.48      1.43      63.73      1.57      129.38       3.45        35.83         1.14

                                                     -        -           -         -           -           -     (74.11)      (2.36)
บวกกลับรายการประมาณการหนี้สินดอกเบี้ย
                                                     -        -           -         -           -           -        -            -
ภาษี
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                                26.11      0.63    (92.52)    (2.27)    (294.65)     (7.86)       130.93        4.16


     5. ปัญหา สาเหตุของปัญหา และผลกระทบ
             บริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิในอดีต และทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ดังปรากฏในงบ
     การของบริษัท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กรณีดังกล่าว
     เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่ง
     ประเทศไทย ("ตลาดหลักทรัพย์ฯ") เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2542 มาตรา 170
     วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ข้อ 9 (6) (ง) ทั้งนี้
     สามารถสรุปปัญหา และสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดังนี้

5.1 สภาวะเศรษฐกิจ (Economic Crisis)
          เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวในปี 2550 เป็นต้นมา ส่งผลให้มูลค่าตลาดน้ำผลไม้
พร้อมดื่ม ในประเทศมีอัตราการเติบโตในอัตราที่ลดลง ในขณะที่การบริโภคน้ำผลไม้ และมูลค่าการ
ส่งออกผลไม้กระป๋องในต่างประเทศมีการชะลอตัว (อัตราการเติบโตติดลบ) จากที่มีการเติบโตอย่าง
ต่อเนื่องในปี 2548 - 2549 ส่งผลให้การคาดการณ์ของบริษัท ว่าตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่ม จะเติบโต
เพิ่มขึ้นในปี 2550 ไม่เป็นไปตามคาด และส่งผลให้ยอดขายของบริษัทต่ำกว่าประมาณการที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวในปี 2553 - 2554 น่าจะส่งผลให้การบริโภคน้ำผลไม้
และผลไม้กระป๋องปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ

5.2 การขายสินค้าล่วงหน้าโดยมีสัญญาระยะยาว
        ในอดีตบริษัทจะมีการส่งออกผลไม้กระป๋องในต่างประเทศ โดยมีการทำสัญญาซื้อขายสินค้า
ล่วงหน้ากับลูกค้า ซึ่งจะกำหนดราคาขาย และปริมาณขายสำหรับระยะเวลาประมาณ 6-12 เดือนล่วงหน้า
แล้วจึงทยอยผลิต และส่งสินค้า ดังนั้น หากราคาวัตถุดิบ หรือราคาบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะเหล็ก มีการ
ปรับตัวสูง บริษัทจะไม่สามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นตามได้ ส่งผลให้บริษัทต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น
และทำให้เกิดผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ

5.3 ราคาวัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์
        จากนโยบายในอดีตที่มีการทำสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน ทำให้บริษัทไม่
ค่อยมีความคล่องตัวในการปรับราคาสินค้า หากต้นทุนขายมีการปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2550 - 2551
ราคาเหล็กในตลาดโลกมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์
ของสินค้าที่บรรจุกระป๋อง รวมทั้งต้นทุนการผลิต และการขนส่งมีการปรับเพิ่มขึ้นไปในทางเดียวกัน
นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบหลักของผลไม้กระป๋อง ได้แก่ สับปะรด ก็มีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ต้นทุนขาย
ของบริษัทโดยรวมปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกำไรขั้นต้นที่ลดลง

5.4 อัตราแลกเปลี่ยน
          ในอดีตบริษัทมียอดการขายในต่างประเทศในสัดส่วนถึงประมาณร้อยละ 40
ของรายได้จากการขายรวม ก่อนจะเริ่มปรับลดอย่างต่อเนื่องในปี 2551 - 2552 ทำให้การแข็งค่าของ
ค่าเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อรายได้ที่คิดเป็นเงินบาทของบริษัท
ทั้งนี้ บริษัทได้ทำการประกันอัตราแลกเปลี่ยน ตามระดับวงเงินสัญญาสินเชื่อที่มีกับสถาบันการเงิน เพื่อ
ลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเหรียญสหรัฐฯ แต่เนื่องจากวงเงินที่ทำไว้กับธนาคารไม่สามารถ
ครอบคลุมมูลค่าการส่งออกในอดีตที่สูงมากได้ ทำให้ในปี 2550 - 2551 ซึ่งเป็นปีที่ค่าเงินบาทมีการแข็ง
ค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงประมาณร้อยละ 10 จากปี 2549 บริษัทได้รับผลกระทบดังกล่าว และมีรายได้จาก
การขายในต่างประเทศลดลง

5.5 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
         จากการคาดการณ์ว่า แนวโน้มการบริโภคน้ำผลไม้จะเติบโตเพิ่มขึ้นในปี 2550 - 2551 ต่อเนื่อง
จากปี 2548 -2549 ทำให้บริษัทมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หลายตัวในปี 2551 โดยมีการเน้นโฆษณา
และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดทำหนังโฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริการ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2551 บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขาย
และบริหารเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.62 จากปี 2550 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
โลก รวมทั้งสภาวะเศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศ ทำให้ยอดการบริโภค และสั่งซื้อสินค้าน้อย
กว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ โดยรายได้จากการขายของบริษัทลดลงร้อยละ 7.50 จากปี 2550 ประกอบกับ
การลงทุนด้านการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ต้องใช้ระยะเวลาในการที่ผู้บริโภคจะรับรู้ข่าวสาร ทำให้
การคาดการณ์รายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากแผนการตลาดดังกล่าว ไม่เป็นไปตามการคาดการณ์

5.6 ดอกเบี้ยจ่าย
        ในปี 2550 และ 2551 บริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 63.73 ล้านบาท และ 129.38 ล้านบาท
ตามลำดับ เนื่องจากภาระเงินกู้ยืมและการตั้งสำรองดอกเบี้ยจ่าย ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น
จากผลขาดทุนจากการดำเนินงาน ซึ่งในปี 2552 บริษัทมีการบวกกลับรายการประมาณการหนี้สินจาก
ดอกเบี้ยซึ่งเคยตั้งสำรองไว้ในปี 2551 เนื่องจาก บริษัทได้ดำเนินการตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และ
ประสบความสำเร็จในการประนอมการจ่ายชำระหนี้สินแก่เจ้าหนี้การค้ารายหนึ่งได้สำเร็จ โดยได้รับยกเว้น
ดอกเบี้ยค้างจ่าย นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการจ่ายคืนเงินกู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่าย
ในอนาคตลดลง

6. แนวทางการแก้ปัญหา

แผนดำเนินการเพื่อแก้ไขเหตุแห่งการอาจถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาด
หลักทรัพย์ฯ สามารถสรุปได้เป็น 2 แผนหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้

6.1 แผนฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจของบริษัท
       บริษัทได้กำหนดแผนการฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจ และเริ่มดำเนินงานตามแผนดังกล่าวตั้งแต่ต้นปี
2552 ส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดีขึ้นตามลำดับ โดยแผนฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจมีรายละเอียด
ดังนี้

        6.1.1 ปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดต้นทุน
        การผลิตเป็นกระบวนการสำคัญ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ และตรงตามความต้องการของ
ลูกค้าและผู้บริโภค บริษัทได้มีการบริหาร และพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
โดยปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับฤดูการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น การตั้งเครื่องไบโอแก๊ซ
เพื่อลดต้นทุนพลังงานโดยใช้ก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากน้ำเสีย   เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันเตาและช่วยลด
ภาวะโลกร้อนภายในบริษัท นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นการบริหารจัดการให้ดีขึ้น และยังคงรักษามาตรฐาน
การผลิตในระดับสูง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้าและผู้บริโภค

         6.1.2 บริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ
         เนื่องจากสัดส่วนของต้นทุนส่วนใหญ่ของต้นทุนขาย มาจากวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ ทำให้การ
บริหารวัตถุดิบในการผลิตเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้น เพื่อให้การบริหารต้นทุนราคาผักและผลไม้เป็นอย่าง
มีประสิทธิภาพ และได้ราคาในระดับที่เหมาะสม บริษัทจึงมีโครงการรับสมัครเกษตรกรเข้าเป็นสมาชิกใน
การส่งเสริมการปลูกพืช วัตถุดิบชนิดต่างๆ ของบริษัทในลักษณะของ Contract Farming โดยเกษตรกร
สมาชิกจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชผลเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงต้นทุนต่ำ  คุณภาพดี
ตลอดจนวิธีการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว การขนส่งจนถึงโรงงานอย่างถูกต้อง และบริษัทประกันการรับซื้อ
ผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้บริษัทยังมีการทำฟาร์มข้าวโพดหวานเอง เพื่อให้
มั่นใจว่าปริมาณวัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิต และได้คุณภาพสูง ในส่วนของบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะเหล็ก
ซึ่งมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างมากในอดีต ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2551
บริษัทจึงมีแผนการลดการส่งออกสินค้าประเภทที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)  ซึ่งต้องมีการ
แข่งขันราคาขายสูง คือ สับปะรดกระป๋อง เนื่องจากความเสี่ยงด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ทำให้
ต้นทุนขายโดยรวมของบริษัทปรับลดลงในปี 2552

         6.1.3 วางแผนการทำสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านราคา
         ในอดีตที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาความไม่คล่องตัวในการปรับขึ้นราคาสินค้าส่งออก หาก
ต้นทุนวัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากในอดีต บริษัทมีการทำสัญญาซื้อขายสินค้า
ล่วงหน้า โดยมีการกำหนดราคาขายล่วงหน้าไว้กับลูกค้าถึง 12 เดือน ดังนั้น ในปี 2552 บริษัทจึงมี
แผนการเจรจาปรับเปลี่ยนการกำหนดราคาขายสินค้าล่วงหน้ากับลูกค้า ให้มีระยะเวลาเพียง 3 เดือน
ล่วงหน้า เพื่อให้บริษัทมีโอกาสปรับเพิ่มราคาขายสินค้าได้ หากราคาวัตถุดิบ หรือบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัว
เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทได้เร่งผลิต และจำหน่ายสินค้าจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเดิมโดยเร็วที่สุด
เพื่อลดความเสี่ยงหากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่า ยอดการขายจากสัญญาเดิมที่กำหนดราคา
ขายล่วงหน้า 12 เดือน จะหมดสิ้นในปี 2552

       6.1.4 พัฒนาแผนการตลาด เพื่อผลักดันยอดขาย
       บริษัทเน้นการจัดจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคเพิ่มขึ้น  โดยเพิ่มช่องทางการขาย ทั้งด้าน
การตลาดในประเทศที่จะเน้นช่องทางในส่วนของต่างจังหวัด และตลาดต่างประเทศ โดยมีการเปิดตลาด
ใหม่ในภูมิภาคเอเชีย และขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ ให้ครอบคลุมทั่วโลก มีการปรับปรุงการบริหาร
การขายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยเน้นการจัดทำกิจกรรมทางการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการรักษาสัมพันธ์ภาพกับลูกค้า ตลอดจนสร้างความจดจำในตราสินค้าและความ
ต้องการสินค้าในครั้งต่อไป เพื่อให้เป็นตราผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในใจลูกค้าตลอดไป

         นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนการขาย และการผลิตให้สอดคล้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดสินค้าขาด
แคลนในแต่ละช่องทางการขาย และในแต่ละช่วงฤดูกาล โดยจะเน้นการเพิ่มยอดขายในสินค้าที่มีกำไร
ขั้นต้นสูง เช่น น้ำผลไม้ ยูเอชที 100% ผลไม้กระป๋อง และ นมยูเอชที เป็นต้น และลดยอดขายสินค้าที่มี
กำไรขั้นต้นต่ำ เช่น ผลิตภัณฑ์จากสับปะรดเพื่อส่งออก เป็นต้น

       6.1.5 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D)
        เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว บริษัทจึง
มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีทีม R&D เพื่อสร้างสินค้าใหม่ๆ ปรับปรุงคุณภาพของสินค้า
และรวมไปถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ดูทันสมัย น่ารับประทาน และเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า เพื่อ
สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

         6.1.6 การพัฒนาคุณภาพบุคลากร
         เนื่องจากผู้บริหาร และพนักงานทุกคนมีส่วนในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบริษัท โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งสายการผลิต และสายงานขาย บริษัทมีนโยบายการพัฒนาพนักงานให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ตาม
ความรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ   และมีความพร้อมที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งที่สูงขึ้นให้มากที่สุด
ตามศักยภาพ  โดยมีฝ่ายทรัพยากรบุคคลรับผิดชอบดูแลให้พนักงานแต่ละหน่วยงานได้รับการอบรม
นอกจากนี้ บริษัทจะจัดให้มีการประชุมระหว่างผู้บริหารและพนักงานเป็นประจำ ซึ่งเป็นการสร้างความ
เข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจ รับทราบปัญหาในการปฏิบัติงาน และเป็นการสร้างขวัญ
และกำลังใจในการทำงาน

6.2 แผนการปรับโครงสร้างทุน/โครงสร้างหนี้
         ในปัจจุบัน บริษัทยังไม่มีแผนการปรับโครงสร้างทุน อย่างไรก็ตาม หากมีแผนการปรับโครงสร้าง
ทุนในอนาคต บริษัทจะดำเนินการแจ้ง และขออนุมัติผู้ถือหุ้นต่อไป นอกจากนี้ การดำเนินงานตามแผน
ฟื้นฟูการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2552 ส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการดีขึ้น และมีเงินสดหมุนเวียนมากขึ้น
         ในไตรมาส 3 ปี 2552 บริษัทได้มีการเจรจาประนอมหนี้กับเจ้าหนี้การค้ารายหนึ่งหนึ่ง โดยได้รับ
การยกเว้นไม่ต้องชำระดอกเบี้ยค้างจ่าย ส่งผลให้บริษัทมีรายการบวกกลับดอกเบี้ยจ่ายรวมจำนวน 74.11
ล้านบาท ในปี 2552 โดยบริษัทต้องผ่อนชำระเงินต้นที่เป็นค่าสินค้าจำนวน 202.82 ล้านบาท แบ่งเป็น
งวดเดือนรวม 74 งวด ระยะเวลาประมาณ 6 ปี เริ่มตั้งแต่งวดที่ 1 วันที่ 30 สิงหาคม 2552 ถึงงวดที่ 74
วันที่ 30 กันยายน 2558 และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ยอดหนี้ดังกล่าวเท่ากับ 191.26 ล้านบาท
(รายละเอียดตามหมายเหตุประกอบงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552)
         นอกจากนี้ บริษัทมีทรัพย์สินที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ที่ดิน อาคาร และเครื่องจักรจำนวน
มาก โดยเครื่องจักรส่วนใหญ่ยังมีสภาพการใช้งานดี โดยในส่วนของอาคาร และเครื่องจักรยังไม่เคยมี
การประเมินมูลค่า (ส่วนที่ดิน มีการประเมินมูลค่าไปเมื่อปี 2547 ซึ่งตามมาตรฐานบัญชีควรมีการประเมิน
ทุกๆ 5 ปี ดังนั้น จึงครบรอบที่ควรประเมินมูลค่าที่ดินในปี 2552) บริษัทจึงเห็นว่า ทรัพย์สินของบริษัท
ดังกล่าวอาจมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าตลาด และความเป็นจริง ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 4/2552 บริษัทจึงได้มี
การว่าจ้าง บริษัท 15 ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินอิสระที่เป็นสมาชิก
สมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย และขึ้นทะเบียนกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อทำการประเมิน
มูลค่าสินทรัพย์ถาวรของบริษัท ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร
         ทั้งนี้ ภายหลังการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น ตามงบการเงินของบริษัทที่
ผ่านการตรวจสอบแล้วโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เพิ่มขึ้นรวม 569.51
ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิปี 2552 จำนวน 130.93 ล้านบาท และจากส่วนเกินทุนจากการตี
ราคาสินทรัพย์ 438.58 ล้านบาท

7. ประมาณการ และสมมติฐานทางการเงิน ซึ่งผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

      สีลม แอ๊ดไวเซอรี่ ได้จัดทำประมาณการทางการเงิน จากสมมติฐานทางการเงินที่เป็นข้อมูลใน
อดีต และการคาดการณ์ในอนาคตโดยบริษัทซึ่งอ้างอิงจากแผนการตลาด และข้อมูลที่เปิดเผยต่อ
สาธารณะ โดยสีลม แอ๊ดไวเซอรี่ ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดถึงความเป็นไปได้ของสมมติฐานที่นำมาใช้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลักษณะของธุรกิจ ที่ขึ้นอยู่กับสภาวะอุปสงค์และอุปทานของผัก และผลไม้ ราคา
เหล็ก อัตราแลกเปลี่ยน นโยบายการส่งออกของประเทศ รวมทั้งปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อ
การดำเนินงานของบริษัท ทำให้ผลประกอบการในอนาคตของบริษัท อาจคลาดเคลื่อนไปจากสมมติฐาน
และประมาณการทางการเงินที่ทำไว้ โดยสมมติฐานสำคัญสรุปได้ดังนี้

      สรุปประมาณการทางการเงิน

      งบดุล                                                     2553F                                                   2554F
                                                   Q1          Q2           Q3           Q4             Q1            Q2         Q3          Q4
      สินทรัพย์
      รวมสินทรัพย์หมุนเวียน                          956.22      874.06     871.98        873.55    1,010.72          936.28      934.75      926.15
      รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน                      1,229.39    1,193.00   1,165.60      1,138.21    1,119.32        1,082.43    1,045.53    1,008.64
      รวมสินทรัพย์                               2,185.61    2,067.06   2,037.59      2,011.76    2,130.04        2,018.70    1,980.29    1,934.80
      หนี้สิน
      รวมหนี้สินหมุนเวียน                          1,685.99    1,586.70   1,560.42      1,534.30    1,659.15        1,559.90    1,521.03    1,471.07
      รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน                          171.15      160.05     153.45        146.85      132.25          122.65      113.05      103.45
      รวมหนี้สิน                                 1,857.14    1,746.75   1,713.87      1,681.15    1,791.40        1,682.55    1,634.07    1,574.52
      รวมส่วนของผู้ถือหุ้น                            328.47      320.30     323.72        330.61      338.64          336.15      346.21      360.28
      รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น                   2,185.61    2,067.06   2,037.59      2,011.76    2,130.04        2,018.70    1,980.29    1,934.80 




งบกำไรขาดทุน                                                 2553                                                       2554
                                      Q1            Q2         Q3        Q4        รวม            Q1         Q2           Q3         Q4      รวม
รายได้จากการขาย                     803.37        735.37     743.03    744.69      3,026.46     860.01     788.08       796.04     797.35    3,241.48
รวมรายได้                          814.27        746.27     753.92    755.58      3,070.04     870.91     798.99       806.95     808.26    3,285.06
ต้นทุนขายรวม                        595.83        557.72     553.38    549.11      2,256.04     637.70     597.87       593.06     587.96    2,416.59
กำไรขั้นต้นก่อนค่าใช้จ่ายในการ
                                   218.45        188.55    200.56      206.48      814.00     233.21         201.12    213.89    220.30      868.47
ขายและบริหาร
รวมค่าใช้จ่ายในการขายและ
                                   195.94        176.47    177.16      179.95      729.53     206.15         185.28    186.02    189.00      766.46
บริหาร
กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี              22.50         12.07      23.39      26.52        84.48      27.05         15.83      27.86     31.28     102.02
ดอกเบี้ยจ่าย                           8.16          7.74       7.48       7.12         30.50      6.52          5.82       5.29      4.72       22.35
บวกกลับรายการประมาณการ
                                       0.00        0.00       0.00       0.00         0.00       0.00          0.00       0.00      0.00        0.00
หนี้สินดอกเบี้ย
กำไรก่อนหักภาษี                       14.34          4.33      15.91      19.39        53.98      20.53         10.01      22.56     26.56       79.67
ภาษี                                 0.00          0.00       0.00       0.00         0.00       0.00          0.00       0.00      0.00        0.00
กำไรสุทธิ                            14.34          4.33      15.91      19.39        53.98      20.53         10.01      22.56     26.56       79.67


 
   
 
 
 
top