ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : รายละเอียดข่าว

 

 

Share |
     
 
วันที่/เวลา 03 ก.พ. 2553 13:29:00
  หัวข้อข่าว สรุปข้อสนเทศ : IVL
  หลักทรัพย์ IVL
  แหล่งข่าว SET

 
                                                                                                   
                                                 - สรุปข้อสนเทศ -
                          บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ("IVL หรือ "บริษัทฯ")
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่
75/102 อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ชั้น 37 ซอยสุขุมวิท 19 (วัฒนา) ถนนอโศก แขวงคลองเตยเหนือ
เขตวัฒนา กรุงเทพ 10100 ประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2661-6661 โทรสาร 0-2661-6664-5 Website
http://www.indoramaventures.com

ที่ตั้งโรงงาน
บริษัทฯ ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ (Holding Company) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแบบครบวงจร โดยบริษัทย่อยต่างๆมีที่ตั้งโรงงาน ดังต่อไปนี้

               โรงงานผลิต                                                            สถานที่ตั้ง


โรงงานผลิต PET ของ AlphaPet                                                           เมือง Decatur รัฐ Alabama สหรัฐอเมริกา
โรงงานผลิต PET ของ StarPet                                                            เมือง Asheboro รัฐ North Carolina สหรัฐอเมริกา
โรงงานผลิต PET ของ Orion Global                                                       เมือง Klaipeda ประเทศลิธัวเนีย
โรงงานผลิต PET ของ IRP Rotterdam                                                      เมือง Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์
โรงงานผลิต PET ของ IRP Workington                                                     เมือง Workington สหราชอาณาจักร
                                                                                     จังหวัดลพบุรี ประเทศไทย
โรงงานผลิต PET ของ บมจ. อินโดรามา
  โพลีเมอร์ส / บจ. เอเซีย เพ็ท (ไทยแลนด์)
สายการผลิตเม็ดพลาสติก PET ของ                                                              มาบตาพุด ประเทศไทย
  บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ PET ของ บจ. เพ็ทฟอร์ม (ไทยแลนด์)                                          จังหวัดลพบุรี ประเทศไทย
โรงงานผลิตโพลีเอสเตอร์ของ บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์                                 จังหวัดนครปฐม ประเทศไทย
โรงงานผลิตโพลีเอสเตอร์ของ บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์                                 มาบตาพุด ประเทศไทย
โรงงาน PTA ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม                                                     จังหวัดระยอง ประเทศไทย
โรงงาน PTA ของ บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์                                                     มาบตาพุด ประเทศไทย
โรงงาน PTA ของ IRH Rotterdam                                                            เมือง Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์
โรงงานปั่นด้ายขนสัตว์ ของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์                                                จังหวัดลพบุรี ประเทศไทย


                                             เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 (เริ่มทำการซื้อขายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553)
เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
                                             หุ้นสามัญ 4,334,271,047 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท รวม 4,334,271,047
ประเภทหลักทรัพย์จดทะเบียน
                                             บาท โดยแบ่งเป็น
                                             - หุ้นสามัญเดิมจำนวน 3,351,543,910 หุ้น
                                             - หุ้นสามัญที่ออกใหม่ที่เสนอขายต่อประชาชนจำนวน 400,000,000 หุ้น และ
                                             - หุ้นสามัญที่ออกใหม่ที่เสนอขายต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทอินโดรามา
                                                  โพลีเมอร์ส จำกัด (มหาชน) ตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและการ
                                                  จัดการจำนวน 582,727,137 หุ้น
                                             ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 (วันที่เริ่มทำการซื้อขาย)
ทุนของบริษัท
                                             ทุนจดทะเบียน หุ้นสามัญ 5,082,000,000 บาท
                                                                 หุ้นบุริมสิทธิ - บาท
                                             ทุนจดชำระแล้ว หุ้นสามัญ 4,334,271,047 บาท
                                                                  หุ้นบุริมสิทธิ - บาท
                                             ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ("SET" หรือ "ตลาดหลักทรัพย์ฯ")
ตลาดรอง
                                             10.20 บาท ต่อหุ้น
ราคาเสนอขาย
                                             25-27 มกราคม 2553
วันที่เสนอขาย
                                             1.     ชำ ระคื นหนี้ เ งิ น กู้เ งิ น ทุ นหมุ น เวี ยนบางส่ว น ประมาณ 1,342.4 ล้ า นบาท
วัตถุประสงค์การใช้เงินเพิ่มทุน
                                                    และ
                                             2.     สํ า หรั บ ส่ ว นที่ เ หลื อ เพื่ อ นํ า ไปใช้ เ ป็ น เงิ น ทุ น หมุ น เวี ย นของบริ ษั ท ฯ และ
                                                    ดำเนิน ธุร กิจทั่ วไป ซึ่ง รวมถึง การการลงทุ นในทรัพย์ สิน หรือ ธุรกิ จซึ่ งเกี่ย ว
                                                    กับกิจการของบริษัทฯ ตามแต่โอกาสเหมาะสม

                                    จำนวนไม่เกิน 60,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย
การจัดสรรหุ้นส่วนเกิน
                                    ในครั้งนี้ โดยยืมจาก บจ. อินโดรามา รีซอสเซส โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง
                                    จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน และจะจัดหาหุ้นคืนภายใน 30 วันนับแต่
                                    วันที่เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วิธีการจัดหาหุ้นส่วนเกินเพื่อส่งคืนจะ
                                    เป็นดังต่อไปนี้
                                    1.   ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ และ/หรือ
                                    2.   ใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญจาก บจ. อินโดรามา รีซอสเซส

ประเภทกิจการและลักษณะการดำเนินงาน
ลักษณะผลิตภัณฑ์
        บริษัทฯ ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ (Holding Company) ทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ ในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแบบครบวงจร ซึ่งผลิตและจำหน่าย PET (Polyethylene Terephthalate) เส้นใย
และเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ (Polyester Fiber and Yarn) PTA (Purified Terephthalic Acid) และเส้นใยจากขนสัตว์
โดยสามารถแบ่งแยกตามกลุ่มธุรกิจหลักได้ดังต่อไปนี้
        1.       กลุ่มธุรกิจ PET
                 บริษัทฯ ประกอบธุรกิจการผลิตและจำหน่าย PET ซึ่งเป็นพลาสติกโพลีเมอร์ ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบใน
การผลิตบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์อาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ของเวชภัณฑ์ประเภทต่างๆ ตลอดจนเครื่องใช้
ภายในบ้านและในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังผลิตบรรจุภัณฑ์ PET ในรูปแบบของพลาสติกขึ้นรูปขวด
(Preforms) ขวด และฝาขวดเกลียว (Closures) ด้วย โดยการร่วมทุนกับ บมจ. เสริมสุข ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย
ผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศ บริษัทฯ มีโรงงานผลิต PET จำนวน 2 แห่งในประเทศไทย 3 แห่งในทวีป
ยุโรป (ในประเทศเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และประเทศลิธัวเนีย) และอีก 2 แห่งในสหรัฐอเมริกา (ในรัฐ North
Carolina และ รัฐ Alabama) โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมอยู่ที่ 1,498,000 ตัน
ต่อปี
        2.       กลุ่มธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์
                    บริษัทฯ ประกอบธุรกิจการผลิตและจำหน่ายเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ รวมถึงผลิตภัณฑ์โพลีเอ
สเตอร์ประเภทต่างๆ ที่หลากหลาย โพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยสังเคราะห์ประเภทหนึ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในโลก และ
เป็นวัตถุดิบที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เนื่องจากสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ บริษัทฯ
มีโรงงานผลิตเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ทั้งหมด 2 แห่งในประเทศไทย โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 บริษัทฯ
มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมอยู่ที่ 244,800 ตันต่อปี
        3.       กลุ่มธุรกิจ PTA
                 บริษัทฯ ประกอบธุรกิจการผลิตและจำหน่าย PTA ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ในรูปแบบผงแป้งสีขาวละเอียด
ซึ่งส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ โดยเริ่มประกอบธุรกิจ PTA ในปี 2551 กลุ่มธุรกิจ
PTA ของบริษัทฯ เป็นธุรกิจสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ PET และกลุ่มธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ และเป็นส่วนหนึ่ง
ของกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการประกอบธุรกิจแบบรวมตัวในแนวตั้ง (Vertically Integrated Operations) บริษัทฯ มี
โรงงานผลิต PTA จำนวน 2 แห่งในประเทศไทย และโรงงานอีก 1 แห่งในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย ณ วันที่ 30
กันยายน 2552 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมอยู่ที่ 1,590,000 ตันต่อปี
        4.       กลุ่มธุรกิจเส้นใยจากขนสัตว์
         ธุรกิจเส้นใยจากขนสัตว์ของบริษัทฯ เป็นธุรกิจเฉพาะกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนา การผลิต และการจำหน่าย
เส้นด้ายจากขนสัตว์และขนสัตว์ (Wool Yarns / Wool Tops) โดยมีโรงปั่นด้ายขนสัตว์ของบริษัทฯ ในประเทศไทย
จำนวน 1 แห่ง โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 5,900 ตันต่อปี


โครงสร้างรายได้ของกลุ่มบริษัท
                                                                                                                           งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                                          รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม
                                                                                                                           ณ วันที่ 30 กันยายน
            รายละเอียด
                                             2549                          2550                         2551                       2552
                                   ล้านบาท           ร้อยละ         ล้านบาท          ร้อยละ      ล้านบาท            ร้อยละ     ล้านบาท           ร้อยละ
 รายได้จากการขายของบริษัทฯ
 - PET                              11,847          63.1          25,551          79.0        40,969           76.8      32,850           55.6
 - เส้นใยและเส้นด้าย                   4,461           23.8           4,501          13.9        4,975             9.3
                                                                                                                          7,526           12.8
   โพลีเอสเตอร์
 - PTA                                -               -               -             -         14,732           27.6      34,177           57.9
 - เส้นใยจากขนสัตว์                    1,844            9.8           1,605           5.0        1,678             3.1        732             1.2
 - รายได้อื่น*                          608             3.3            710            2.2            404           0.8         -               -
 หัก รายการระหว่างกัน                    -               -             (22)          (0.1)      (9,426)           (17.6)   (16,213)          (27.5)
 รายได้จากการขายรวม                  18,760          100.0         32,345          100.0       53,332           100.0     59,072           100.0
 รายได้ของบริษัทฯ แบ่งตามภูมิศาสตร์
 - ประเทศไทย                        4,186           22.3           4,745          14.7        6,064            11.4       8,665           14.7
 - ทวีปอเมริกาเหนือ                    7,661           40.8          10,482          32.4        12,548           23.5       9,480           16.0
 - ทวีปยุโรป                          2,488           13.3          12,520          38.7        25,500           47.8      22,582           38.2
 - อื่น ๆ                             4,425           23.6           4,598          14.2        9,220            17.3      18,345           31.1
 รายได้จากการขายรวม                  18,760          100.0         32,345          100.0       53,332           100.0     59,072           100.0
หมายเหตุ * รายได้อื่น รวมถึง รายได้จากการขายเคมีภัณฑ์

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และช่องทางการจำหน่าย
            1.           กลุ่มธุรกิจ PET
        บริษัทฯ มีทีมการขายและการตลาดในส่วนของกลุ่มธุรกิจ PET ในแต่ละภูมิภาคที่บริษัทฯ ประกอบธุรกิจ โดยมี
ฝ่ายการขายและการตลาดของสำนักงานใหญ่ในประเทศเป็นผู้ดูแล บริษัทฯ จำแนกลูกค้ารายสำคัญของผลิตภัณฑ์ PET
เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
                 บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มซึ่งมียี่ห้อเป็นที่รู้จัก และมีโรงงานผลิตขวด PET ของตนเอง
            -
                 บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มซึ่งมียี่ห้อเป็นที่รู้จัก ซึ่งว่าจ้างช่วงผู้รับจ้างแปรสภาพเม็ดพลาสติก PET
            -
                 ให้ผลิตขวด PET โดยใช้เม็ดพลาสติก PET ที่บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มดังกล่าวซื้อมา
                 ผู้ค้าเม็ดพลาสติก PET และ
            -
                 ผู้ใช้เม็ดพลาสติก PET เพื่อนำมาผลิตพลาสติกขึ้นรูปขวด ขวดพลาสติก แผ่นพลาสติก และบรรจุภัณฑ์
            -
                 พลาสติกอื่นๆ ที่ทำจาก PET เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
          บริษัทฯ ขายเม็ดพลาสติก PET ในลักษณะการขายตรงให้แก่ลูกค้าเป็นหลัก มีเพียงการขายส่วนน้อยที่เป็นการ
ขายผ่านตัวแทนและผู้ค้า ลูกค้ารายหนึ่งของธุรกิจเม็ดพลาสติก PET ของบริษัทฯ สร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ ในปี 2549
ปี 2550 ปี 2551 และงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 จำนวน 2,940 ล้านบาท จำนวน 4,466 ล้านบาท
จำนวน 5,259 ล้านบาท และจำนวน 4,346 ล้านบาท (หรือคิดเป็นร้อยละ 15.7 ร้อยละ 13.8 ร้อยละ 9.9 และร้อยละ
7.4) ของรายได้จากการขายสินค้าทั้งหมด ตามลำดับ นอกจากนี้ รายได้ที่บริษัทฯ ได้รับจากลูกค้าที่สร้างรายได้ให้กับ
กลุ่มธุรกิจ PET ของบริษัทฯ มากที่สุด 10 รายแรก ในปี 2549 ปี 2550 ปี 2551 และในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30
กันยายน 2552 คิดเป็นร้อยละ 71.5 ร้อยละ 48.9 ร้อยละ 46.7 และร้อยละ 40.3 ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ ที่ได้
จาก PET (หรือคิดเป็นร้อยละ 45.1 ร้อยละ 38.6 ร้อยละ 35.9 และร้อยละ 22.4 ของรายได้จากการขายสินค้าทั้งหมด
ของบริษัทฯ) ตามลำดับ
        นอกจากนี้ บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PET รายเดียวที่มีโรงงานผลิตในทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกาเหนือ และ
ทวีปยุโรป ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทำการตลาดเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก PET ให้แก่ลูกค้าได้ทั่วโลก
            2.           กลุ่มธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์
         กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ สำหรับผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ ได้แก่ บริษัทผู้ผลิตสิ่งทอที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้า
และเครื่องนุ่งห่ม บริษัทผู้ผลิตสิ่งทอที่ใช้สำหรับครัวเรือน และบริษัทผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เช่น บริษัทผู้ผลิต
รถยนต์ และผู้ผลิตฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ สำนักงานใหญ่ของฝ่ายการขายและการตลาดของผลิตภัณฑ์โพลีเอ
สเตอร์ของบริษัทฯ ตั้งอยู่ในประเทศ โดยรับผิดชอบในกิจกรรมการขายผลิตภัณฑ์และการตลาดที่เกี่ยวกับลูกค้าของ
บริษัทฯ ทั่วโลก โดยที่บริษัทฯ ขายผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ให้กับลูกค้าโดยตรงสำหรับการขายภายในประเทศและขาย
ผ่านตัวแทนจำหน่ายสำหรับการส่งออกขายต่างประเทศ
        ลูกค้าโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ของบริษัทฯ จำนวน 10 รายแรก จำแนกตามรายได้ ในปี 2549 ในปี 2550 ในปี
2551 และในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 คิดเป็นร้อยละ 58.2 ร้อยละ 58.9 ร้อยละ 50.6 และร้อยละ
31.3 ของรายได้จากเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ของบริษัทฯ ทั้งหมด (หรือคิดเป็นร้อยละ 13.8 ร้อยละ 8.2 ร้อยละ
4.7 และร้อยละ 4.0 ของรายได้จากการขายสินค้าทั้งหมดของบริษัทฯ) ตามลำดับ

           3.         กลุ่มธุรกิจ PTA
         กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทฯ สำหรับผลิตภัณฑ์ PTA ได้แก่ ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PET และผลิตภัณฑ์โพลีเอ
สเตอร์ โดยที่ผลิตภัณฑ์ PTA ของบริษัทฯ ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ในโรงงานผลิต PET และโพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นธุรกิจขั้น
ปลายน้ำ บริษัทฯ ได้จำหน่าย PTA ที่เหลือจากการใช้ภายในกลุ่มให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยในรอบปีบัญชี
สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 และงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 จำนวน PTA ที่บริษัทฯ ผลิตได้
ถูกนำไปใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบของสายธุรกิจอื่นภายในกลุ่ม เป็นจำนวนร้อยละ 51.8 และ จำนวนร้อยละ 45.4 ของปริมาณ
ผลิตภัณฑ์ PTA ทั้งหมดตามลำดับ และบริษัทฯ ขายผลิตภัณฑ์ PTA ให้แก่บุคคลภายนอก เป็นจำนวนร้อยละ 48.2 และ
จำนวนร้อยละ 54.6 ของปริมาณผลิตภัณฑ์ PTA ทั้งหมด ตามลำดับ
          บริษัทฯ ขาย PTA ให้กับลูกค้าโดยตรงหรือขายผ่านทางบริษัทผู้ค้า (Trading Company) ซึ่งเหตุผลที่บริษัทฯ
ขาย PTA บางส่วนผ่านบริษัทผู้ค้า เป็นเพราะบริษัทผู้ค้าเป็นผู้จัดหาเงินทุนทางการค้าให้กับลูกค้า หรือเพราะบริษัทผู้ค้า
ซื้อในนามของบริษัทผู้ค้าเอง ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นให้แก่บริษัทผู้ค้า โดยบริษัทฯ ได้รวมค่าคอมมิชชั่น
ดังกล่าวไว้ในราคาขาย PTA ที่บริษัทฯ เรียกเก็บจากลูกค้า และถึงแม้ว่าบริษัทฯ จะขาย PTA ส่วนหนึ่งให้แก่บริษัทผู้ค้า
บริษัทฯ ก็ยังคงทราบถึงลักษณะและรายละเอียดของลูกค้าซึ่งเป็นผู้ใช้ PTA จริง สำนักงานใหญ่ของฝ่ายขายและฝ่าย
การตลาดของ PTA ของบริษัทฯ นั้น ตั้งอยู่ในประเทศ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมการขายและการตลาดที่
เกี่ยวข้องกับลูกค้าทั่วโลก
         บริษัทฯ มีรายได้จากลูกค้า PTA ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ มากที่สุด จำนวน 10 ราย ในปี 2551 และในงวด
เก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 คิดเป็นร้อยละ 25.9 และร้อยละ 27.2 ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ ที่ได้
จากการขาย PTA (หรื อ คิ ด เป็ น ร้ อ ยละ 7.1 และร้ อ ยละ 15.7 ของรายได้ จ ากการขายสิ น ค้ า ทั้ ง หมดของบริ ษั ท ฯ)
ตามลำดับ
           4.         ธุรกิจเส้นใยจากขนสัตว์ของบริษัทฯ
          ธุรกิจเส้นใยจากขนสัตว์ของบริษัทฯ เป็นธุรกิจเฉพาะกลุ่ม เพื่อผลิตและส่งออกเส้นด้ายจากขนสัตว์ (Worsted
Wool Yarn) โดยโรงงานผลิตเส้นด้ายจากขนสัตว์ของบริษัทฯ เป็นโรงปั่นด้ายจากขนสัตว์แห่งแรกในประเทศและยังคง
เป็ น โรงปั่ น ด้ า ยจากขนสั ต ว์ ที่ เ ต็ ม รู ป แบบแห่ ง เดี ย วในประเทศ ทั้ ง นี้ เส้ น ด้ า ยจากขนสั ต ว์ เ ป็ น ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ข นสั ต ว์ ที่ มี
คุณภาพสูง และส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการผลิตสิ่งทอที่มีราคาสูง เช่น เครื่องนุ่งห่มถักทอที่มีคุณภาพ เสื้อผ้าที่ทำด้วย
การถัก และรองลงมาคือผลิตภัณฑ์เครื่องนอนที่มีคุณภาพเยี่ยม และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ ที่ใช้ในการตกแต่งภายใน
การจัดหาผลิตภัณฑ์
         วัตถุดิบหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์ได้แก่ PX และ MEG ส่วนสารอื่นๆ และสิ่ง
ที่นำมาใช้ประโยชน์อื่นๆ ซึ่งบริษัทฯ มีความจำเป็นต้องใช้ในธุรกิจนั้น รวมถึงกรดอะซิติค กรด isopthalic ตัวเร่งปฏิกิริยา
ต่างๆ และก๊าซประเภทต่าง ๆ
           PTA
          ธุรกิจ PET ของบริษัทฯ บางส่วน ได้รวมตัวในแนวตั้งกับธุรกิจ PTA ของบริษัทฯ เพื่อจัดหา PTA ที่มีความ
ต่อเนื่องและในราคาที่คุ้มทุน โรงงานผลิต PET ของ IRP Rotterdam ของบริษัทฯ และสายการผลิตเม็ดพลาสติก PET
ของ บมจ. อิ น โดรามา โพลี เ อสเตอร์ อิ น ดั ส ตรี้ ส์ ของบริ ษั ท ฯ ตั้ ง อยู่ ที่ เ ดี ย วกั น กั บ โรงงานผลิ ต PTA ของ IRH
Rotterdam และโรงงานผลิต PTA ของ บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์ ตามลำดับ ในขณะเดียวกันโรงงานผลิต PET ของ
AlphaPet ยังตั้งอยู่ที่เดียวกันกับโรงงานผลิต PTA ของ BP ซึ่งเป็นคู่สัญญากับบริษัทฯ ในสัญญารับซื้อ PTA ระยะยาว
(offtake agreements) ส่วนโรงงานผลิต PET ของ Orion Global ของบริษัทฯ ได้รับ PTA ส่วนหนึ่งมาจากโรงงาน PTA
ของ บจ.อินโดรามา ปิโตรเคม
           MEG
          บริษัทฯ ซื้อ MEG ซึ่งเป็นสารสกัดปลายน้ำของเอธิลีนจาก Equate และ Sabic ภายใต้สัญญาระยะสั้นและระยะ
กลาง ในราคาที่เชื่อมโยงกับราคามาตรฐานที่ได้รับการประกาศ บริษัทฯ ได้ทำการค้นหาแหล่งวัตถุดิบเหล่านี้ พร้อมทั้ง
เจรจาต่อรองราคาวัตถุดิบเหล่านี้กับผู้จัดหาวัตถุดิบร่วมกันกับกลุ่มของนายเอส.พี. โลเฮีย (ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ
ประธานบริษัทฯ และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยตรง) และกลุ่มของนายโอ.พี. โลเฮีย (ซึ่งอยู่ภายใต้การ
ควบคุมของน้องชายของประธานบริษัทฯ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับบริษัท
ฯ เพื่อให้บริษัทฯ ซื้อ MEG ได้ในราคาที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม คู่สัญญาในสัญญาซื้อวัตถุดิบเหล่านี้จะเป็นบริษัทย่อยที่
เกี่ยวข้องของบริษัทฯ โดยสั่งซื้อวัตถุดิบตามปริมาณและลักษณะเฉพาะตามความต้องการของบริษัทย่อยเหล่านั้น โดย
เมื่อนับรวมกลุ่มบริษัทฯ และกลุ่มของนายเอส.พี. โลเฮีย และกลุ่มของนายโอ.พี. โลเฮีย เข้าด้วยกันแล้ว จะถือเป็นผู้ซื้อ
MEG รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยกลุ่มบริษัทฯ เพียงลำพัง ถือเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ลำดับที่สองของโลก ทั้งนี้ การที่บริษัทฯ
อยู่ในสถานะเป็นผู้ผลิตพลาสติกโพลีเอสเตอร์ในระดับโลก ทำให้บริษัทฯ สามารถจัดหา MEG ได้อย่างกว้างขวางทั่ ว
โลก
           พาราไซลีน
       บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้ซื้อ PX รายใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทฯ ซื้อ PX จาก บมจ. ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น
บมจ. ปตท. บจ. ไทยพาราไซลีน และ Exxon Chemical Thailand Limited ภายใต้รูปแบบสัญญาระยะยาว โรงงาน
PTA ในไทยของบริษัทฯ สามารถรับมอบ PX จากผู้จัดหาวัตถุดิบในประเทศ และในต่างประเทศได้โดยผ่านทางท่อส่งใน
มาบตาพุดของโรงงานเอง ซึ่งต่อโดยตรงจาก บจ. ไทยแท้งค์ เทอร์มินัล (ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเก็บวัตถุดิบ) ถึงบริเวณที่ตั้ง
ของคลังเก็บสินค้า
          อื่น ๆ
       สินค้าประเภทบริโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่บริษัทฯ ใช้ รวมถึง กรดอะซิติค IPA ตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆ ไนโตรเจน และ
ไฮโดรเจน ซึ่งบริษัทฯ ซื้อสินค้าประเภทโภคภัณฑ์เหล่านี้จากผู้จัดจำหน่ายสินค้าหลายราย โดยส่วนมากจะเข้าทำเป็น
สัญญาระยะสั้น 1 ปี

การแข่งขัน
     1. กลุ่มธุรกิจ PET
         การแข่งขันในตลาดโลกของเม็ดพลาสติก PET มีสูงมาก เนื่องจากมีผู้ผลิตจำนวนมากทั่วโลก และผู้ผลิตบาง
รายอาจมีแหล่งเงินทุนมากกว่าบริษัทฯ โดยที่เม็ดพลาสติก PET ถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้น การแข่งขันในตลาดเม็ด
พลาสติก PET จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านราคาเป็นหลัก และปัจจัยที่มีความสำคัญรองลงมาคือความน่าเชื่อถือความ
สม่ำเสมอของคุณภาพและคุณสมบัติเฉพาะของผลิตภัณฑ์ รวมถึงระยะเวลาการส่งมอบสินค้า บริษัทฯ เชื่อว่าการดำเนิน
กิ จ การโดยมี น โยบายในการรวมการดํ า เนิ น ธุ ร กิ จ ในแนวตั้ ง จะทํ า ให้ บ ริ ษั ท ฯ มี ข้ อ ได้ เ ปรี ย บในการแข่ ง ขั น เนื่ อ งจาก
แหล่งที่มาของวัตถุดิบของบริษัทฯ มีความแน่นอน และบริษัทฯ สามารถควบคุมราคาของวัตถุดิบหลักซึ่งได้แก่ PTA ได้
          สหภาพยุโรปมีการจัดเก็บภาษีเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดของเม็ดพลาสติก PET ที่นำเข้าจากประเทศต่างๆ ใน
เอเชีย รวมถึง ประเทศไทย นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังกำหนดให้มีการเก็บภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติก PET ที่นำเข้าจาก
ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย โดยมีอัตราภาษีระหว่างร้อยละ 3.0 ถึงร้อยละ 6.5 ทั้งนี้ ภาษีเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาด
ภาษีการนำเข้า และค่าขนส่งเม็ดพลาสติก PET ทางเรือจากประเทศผู้ผลิตสู่ตลาดเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เม็ดพลาสติก
PET ที่นำเข้า แข่งขันกับเม็ดพลาสติก PET ที่ผลิตในท้องถิ่นได้ยากขึ้น ดังนั้น บริษัทฯ เชื่อว่าบริษัทฯ มีข้อได้เปรียบใน
การแข่งขันจากการที่บริษัทฯ มีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PET ทั้งในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา
           คู่แข่งที่สำคัญของบริษัทฯ ในตลาดยุโรปได้แก่ La Seda de Barcelona, Equipolymers และ Neo Group
คู่แข่งที่สำคัญของบริษัทฯ ในตลาดอเมริกาเหนือได้แก่ M&G Group (ซึ่งเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PET รายใหญ่ที่สุดใน
โลก โดยวัดจากกำลังการผลิต), Eastman Chemical Company, DAK Americas LLC และ INVISTA ในส่วนของคู่แข่ง
ที่สํ าคั ญของบริ ษัท ฯ ในตลาดในประเทศนั้ น ได้ แ ก่ บจ. ไทยชิ นกงอิ นดั ส ตรี คอร์ ปอเรชั่น บจ. ไทย เพ็ ท เรซิน และ
บมจ. บางกอก โพลีเอสเตอร์ ทั้งนี้ แม้ว่าการอนุญาตให้ใช้สิทธิทางพาณิชย์เป็นช่องทางให้นำเทคโนโลยีการผลิต PET
มาใช้ประโยชน์ได้ แต่บริษัทฯ เชื่อว่าจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจกิจแบบประหยัดต่อขนาดเพื่อ
ทำกำไรนั้นอาจสกัดกั้นผู้ลงทุนรายใหม่จากการเข้าสู่ตลาดได้

     2. กลุ่มธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์
           การแข่ ง ขั น ในอุ ต สาหกรรมโพลี เ อสเตอร์ ใ นระดั บ โลก สามารถจํ า แนกได้ ต ามลั ก ษณะการประกอบธุ ร กิ จ ใน
รูปแบบของบริษัทขนาดใหญ่ที่ประกอบอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และในรูปแบบของผู้ผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่มที่มีขนาด
ค่อนข้างเล็กจำนวนมากที่มีกำลังการผลิตน้อยกว่า 10,000 ตันต่อปี โดยปกติแล้ว ผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่จะมุ่งเน้น
การจำหน่ายเส้นใยมาตรฐานปริมาณมากให้กับตลาดภายในประเทศ ซึ่งมีอัตราการแข่งขันสูงและการแข่งขันดังกล่าว
ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก และปัจจัยรองลงมาคือ ความสม่ำเสมอในการคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติ
เฉพาะของผลิตภัณฑ์ รวมถึงระยะเวลาในการส่งมอบสินค้า บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจแบบรวมตัวในแนวตั้ง
ต่อไป ซึ่งบริษั ทฯ เชื่ อว่าจะทำให้ บริษัทฯ มีข้อได้เปรีย บในการแข่ง ขันเนื่อ งจากบริษัทฯ มีแหล่ งวัตถุดิ บที่มั่นคง และ
สามารถควบคุมราคาของวัตถุดิบ หลักซึ่งได้แก่ PTA ได้ในระดับหนึ่ ง นอกจากนี้ บริ ษัทฯ ยังตั้งใจที่ จะหลีกเลี่ยงการ
แข่งขันกับผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า โดยวิธีการมุ่งเน้นการขยายการผลิตผลิตภัณฑ์
ที่ไม่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ให้มีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์ทั้งหมดของบริษัทฯ
          โดยทั่ว ไป ผู้ ผลิตโพลีเอสเตอร์ร ายใหญ่ซึ่งมุ่ งเน้นในปริม าณการขาย มักจะขาดช่อ งทางในการทำการตลาด
สำหรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม จึงทำให้ระดับการแข่งขันในตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่มอยู่ในระดับปานกลางถึง
ระดับต่ำ และแรงกดดันด้านราคาก็มักจะต่ำกว่าผลิตภัณฑ์เส้นใยโพลีเอสเตอร์มาตรฐาน หรือเม็ดพลาสติก PET โดยที่ใน
ตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่ม การแข่งขันจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพและตรงตามคุณสมบัติ
เฉพาะ และระยะเวลาในการส่งมอบผลิตภัณฑ์
          ในทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปเอเชีย ไม่ปรากฎว่ามีการกำหนดภาษีเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-
Dumping) ภาษี การนํ าเข้า หรือ พิกั ดภาษี สำ หรั บผลิต ภัณ ฑ์เ ส้น ใยและเส้น ด้า ยโพลี เอสเตอร์ หรื อ ผลิ ตภั ณฑ์ โพลีเ อ
สเตอร์อื่นที่บริษัทฯ จำหน่าย ที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาส
ทางธุรกิจของบริษัทฯ

ตารางดังต่อไปนี้แสดงข้อมูลสรุปเกี่ยวกับคู่แข่งของบริษัทฯ ในผลิตภัณฑ์โพลีเอสเตอร์
            ผลิตภัณฑ์                           ตลาดในประเทศ                                                ตลาดส่งออก
 ชิพพลาสติกแบบใช้ทำฟิล์ม                  Huvis-Korea                              Toray-Korea, SK Keris-Indonesia, Mitsubishi Chemical, Tejin -
                                                                              Japan
 เส้นใย                               บจ. กังวาลโพลีเอสเตอร์ บจ.                  Reliance, Formosa, Huvis, Far Eastern Textiles, Recron
                                     เทยิน โพลีเอสเตอร์ บจ. ไทย                  Polyester (Reliance), Nan Ya, Alpek
                                     โพลีเอสเตอร์
 เส้นด้าย                              บจ. กังวาลโพลีเอสเตอร์ บจ. เท               Recron Polyester, SK Chemicals, Polyfinis - Indonesia, CFC
                                     ยิน โพลีเอสเตอร์ บจ. ไทย โพลี                China, Xiangshang- China, Far Eastern
                                     เอสเตอร์

     3. กลุ่มธุรกิจ PTA
           เนื่องจาก PTA เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ การแข่งขันในตลาด PTA จึงขึ้นอยู่กับราคาเป็นหลัก รองลงมาคือคุณภาพ
ของผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาส่งสินค้า ผู้ผลิต PTA สามารถจำแนกเป็นผู้ผลิตที่เป็นผู้ค้า และผู้ผลิต PTA แบบครบวงจร
ผู้ผลิตที่เป็นผู้ค้าจะผลิตและจัดหา PTA ให้แก่บุคคลภายนอก ในขณะที่ผู้ผลิต PTA แบบครบวงจรจะผลิต PTA เพื่อการ
บริโภคของตนเอง ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ผลิต PTA แบบครบวงจร
          ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 มีผู้ผลิต PTA เพียงสองรายในประเทศ ได้แก่ Siam Mitsui และบริษัทฯ โดยบริษัท
ฯ เชื่อว่า Siam Mitsui ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่เป็นผู้ค้ามีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ประมาณ 1,500,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ ในตลาด
ส่ ง ออกระหว่ า งประเทศ บริ ษั ท ฯ ยั ง ต้ อ งแข่ ง ขั น กั บ ผู้ ผ ลิ ต PTA ที่ เ ป็ น ผู้ ค้ า ซึ่ ง ตั้ ง อยู่ ใ นทวี ป เอเชี ย ทวี ป ยุ โ รป และ
สหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึง BP, CAPCO, Zhejiang Hualian Sunshine, Mitsubishi Chemical Corporation, Samsung
Petrochemical, Sinopec Yizheng Chemical Fibre Co.Ltd, Mitsui Chemicals, Sam Nam Petrochemical และ
Dragon Group บริษัทฯ ไม่ขาย PTA ที่บริษัทฯ ผลิตในทวีปยุโรปให้แก่บุคคลภายนอก แต่บริษัทฯ ผลิตเพื่อการบริโภค
ภายในกลุ่มของบริษัทฯ เอง
         แม้ว่าการอนุญาตให้ใช้สิทธิทางพาณิชย์เป็นช่องทางให้นำเทคโนโลยีการผลิต PTA มาใช้ประโยชน์ได้ แต่
บริษัทฯ เชื่อว่าจำนวนเงินลงทุนทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจแบบประหยัดต่อขนาดเพื่อทำกำไรนั้น อาจสกัดกั้นผู้
ลงทุนรายใหม่จากการเข้าสู่ตลาดได้ ในทวีปยุโรป ทวีปเมริกาเหนือ และทวีปเอเชีย ไม่มีการกำหนดภาษีเพื่อตอบโตการ
ทุ่มตลาด ภาษีนำเข้า หรือพิกัดภาษีสำหรับ PTA ที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประเทศจีนกำลังพิจารณาที่จะเรียกเก็บ
ภาษีเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ PTA จากประเทศไทยและประเทศเกาหลี บริษัทฯ คาดว่าการเก็บภาษีนี้
จะไม่มีผลกระทบในทางลบกับธุรกิจ PTA ของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ
          บริษัทฯ เชื่อว่าไม่มีสิ่งที่จะทดแทนหรือสามารถแข่งขันกับ PTA ที่จะสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ของโพลีเอสเตอร์ ได้ โดยเมื่อเปรียบเทียบ DMT กับ PTA แล้ว DMT ยังเสียเปรียบอยู่มากเนื่องจากการใช้ DMT เป็น
วัตถุดิบต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่า
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
         โรงงานผลิตของบริษัทฯ มีการปล่อยสิ่งปฏิกูลซึ่งเป็นของเหลวและก๊าซ รวมถึงสิ่งปฏิกูลซึ่งเป็นกากของแข็ง
และชิ้นส่วนโพลีเมอร์ ทั้งนี้ การดำเนินกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่างๆ ของบริษัทฯ จะต้องได้รับการอนุมัติและอนุญาต
จากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตหรืออยู่ในระหว่างการดำเนินการขอออกใบอนุญาตที่จำเป็น
ทั้งหมดของบริษัทฯ แล้ว
          บริ ษั ท ฯ ได้ ติ ด ตั้ ง ระบบบํ า บั ด น้ำ เสี ย ซึ่ ง ออกแบบเพื่ อ ใช้ ใ นโรงงานของบริ ษั ท ฯ เป็ น การเฉพาะ โดยผ่ า น
กระบวนการบำบัดน้ำหลายขั้นตอนเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ก่อนทำการปล่อยน้ำออกสู่ทาง
ระบายน้ำเพื่อไหลลงสู่ ทะเลต่ อไป ในส่ วนของการปล่ อยก๊ าซ บริ ษัทฯ ได้ติด ตั้ง ระบบกํ าจัด ฝุ่น กลิ่ นไอของสารเคมี ที่
หลายหลาก (Wet Scrubbers) รวมทั้ง ในรู ป แบบระบบพ่ น โซเดีย มไฮดรอกไซด์ (Sodium Hydroxide Spray
Scrubbers) ระบบโรตารี่ (Rotary Scrubbers) ระบบเวนจูรี่ (Venturi Scrubbers) และระบบ Catalytic Destruction
เพื่อลดปริมาณการฟุ้งกระจายของอนุภาคขนาดเล็ก และสารอินทรีย์ไอระเหย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมาย
กำหนด นอกจากนี้ สิ่ง ปฏิกู ลซึ่ง เป็น ของแข็ง ของบริษั ทฯ โดยส่ วนใหญ่จ ะเป็ นกากของแข็ งและชิ้น ส่วนโพลี เมอร์ ซึ่ ง
บริษัทฯ ได้ว่าจ้างผู้รับกำจัดสิ่งปฏิกูลรับอนุญาตมาดำเนินการกำจัดสิ่งปฏิกูลดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ
           เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ได้รับหนังสือจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
("การนิคมฯ") ซึ่งแจ้งว่าจากการตรวจสอบโรงงานผลิต PTA ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม นั้น บจ. อินโดรามา ปิโตร
เคม ได้ดำ เนินการกำ จัดสิ่ง ปฏิกูล โดยใช้วิธีก ารกำ จัดโดยการเผาทํ าลายที่เครื่ อง Thermal Oxidizer โดยไม่ ได้รั บ
อนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีร่องรอยการรั่วของสารเคมีตามบริเวณข้อต่อต่าง ๆ ของเครื่อง
Thermal Oxidizer และค่าออกไซด์ของไนโตรเจนที่ระบายออกจากปล่องของเครื่อง Thermal Oxidizer และค่า
คาร์บอนมอนอกไซด์ที่ Vent Scrubber มีค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และมีกลิ่นสารเคมีจากโรงงาน ดังนั้น การนิคมฯ จึงมี
คำสั่งให้ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ระงับการกำจัดสิ่งปฏิกูลโดยใช้เครื่อง Thermal Oxidizer ทันที และให้ดำเนินการ
ปรับปรุงระบบขจัดมลพิษทางอากาศของโรงงานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553

             บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ได้หยุดเดินเครื่อง Thermal Oxidizer แล้ว ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 และได้ทำ
การแก้ไขปรับปรุงรอยรั่วต่าง ๆ และจะไม่ดำเนินการกำจัดสิ่งปฏิกูลโดยใช้เครื่อง Thermal Oxidizer จนกว่าจะได้รับ
ใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ดำเนินการดังกล่าวได้ โดยเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2553 บจ. อินโดรามา ปิโตร
เคม ได้ยื่นคำขออนุญาตให้ใช้เครื่อง Thermal Oxidizer ต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดย บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม
สามารถดำเนินการผลิตของโรงงานผลิต PTA ได้เต็มตามกำลังการผลิตติดตั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเดินเครื่อง Thermal
Oxidizer ทั้งนี้ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ได้ว่าจ้างผู้ประกอบการภายนอกที่ได้รับอนุญาต ให้มาดำเนินการขนย้ายสิ่ง
ปฏิกูลออกจากโรงงาน PTA ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม เพื่อไปกำจัด เป็นระยะ ๆ จนกว่าจะสามารถเดินเครื่อง
Thermal Oxidizer ได้ โดยก่อนที่จะมีการขนย้ายสิ่งปฏิกูลนั้น สิ่งปฏิกูลจะถูกรวบรวมจากกระบวนการผลิต และจะถูกเก็บ
ไว้ที่ภาชนะถังเก็บแบบปิดที่โรงงานผลิต PTA ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม จนกว่าผู้ประกอบการภายนอกที่ได้รับ
อนุญาตดังกล่าวจะขนย้ายสิ่งปฏิกูลออกไป บริษัทฯ เชื่อว่าวิ ธีการกำจัดสิ่งปฏิกูลซึ่ง บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ใช้อ ยู่
เป็นวิธีการกำจัดสิ่งปฏิกูลที่ปราศจากกลิ่น และไม่น่าจะส่งผลทางด้านสิ่งแวดล้อม หากสิ่งปฏิกูลนั้นได้มีการจัดเก็บและ
ขนย้ายอย่างเหมาะสม โดย บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ได้รับอนุญาตให้ขนย้ายสิ่งปฏิกูลออกจากโรงงานได้ถึงจำนวนที่
ได้รับอนุญาต ซึ่งจำนวนที่ได้รับอนุญาตดังกล่าวครอบคลุมเป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน และสามารถดำเนินการยื่นขอ
อนุญาตในการเพิ่มจำนวนดังกล่าวได้เป็นครั้งคราว บริษัทฯ ไม่คาดว่าการขนย้ายสิ่งปฏิกูลเพื่อไปกำจัดโดยผู้ประกอบการ
ภายนอกที่ได้รับอนุญาตจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนในการขายสินค้าของบริษัทฯ ภายใต้กฎหมายไทยที่
เกี่ ย วกั บ การกํ า จั ด สิ่ ง ปฏิ กู ล นั้ น ผู้ ป ระกอบการภายนอกที่ ไ ด้ รั บ อนุ ญ าตจะต้ อ งรั บ ภาระความรั บ ผิ ด ต่ อ สิ่ ง ปฏิ กู ล เมื่ อ รั บ
ดำเนินการบำบัดและกำจัดสิ่งปฏิกูล และได้ลงลายมือชื่อในใบกำกับการขนส่งของเสียอันตรายแล้ว
          ทั้งนี้ จากการตรวจวัดค่าล่าสุดโดยผู้ตรวจวัดที่เป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เมื่อวันที่ 13 มกราคม
2553 ค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ปล่อยสู่บรรยากาศมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์สูงสุดที่กำหนดที่ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ต้อง
ปฏิบัติ ตาม ทั้งนี้ เนื่องจาก บจ. อินโดรามา ปิโ ตรเคม ได้หยุด การเดินเครื่อง Thermal Oxidizer แล้ว จึงทำ ให้ไม่
สามารถตรวจวัดค่าออกไซด์ของไนโตรเจนดังกล่าวได้ จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้กำจัดสิ่ง
ปฏิกูลโดยใช้เครื่อง Thermal Oxidizer และเดินเครื่อง Thermal Oxidizer อีกครั้ง ทั้งนี้ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม มี
แผนที่จะว่าจ้างผู้ตรวจวัดที่เป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้มาตรวจวัดค่าออกไซด์ของไนโตรเจนดังกล่าว
เมื่อถึงเวลานั้น หากผลการตรวจวัดพบว่าค่าดังกล่าวเกินกว่าเกณฑ์สูงสุดที่กำหนด บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม จะหยุด
เดินเครื่อง Thermal Oxidizer และจะดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อให้ค่าออกไซด์ของไนโตรเจนที่ออกจาก
เครื่อง Thermal Oxidizer อยู่ภายในเกณฑ์ที่กำหนด และจะดำเนินการว่าจ้างผู้ประกอบการภายนอกที่ได้รับอนุญาตมา
ขนย้ายสิ่งปฏิกูลเพื่อนำไปกำจัดจนกว่าค่าออกไซด์ของไนโตรเจนที่ออกจากเครื่อง Thermal Oxidizer อยู่ภายในเกณฑ์
ที่กำหนด บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ตั้งใจที่จะดำเนินการว่าจ้างผู้ตรวจวัดที่เป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมา
ดำเนินการตรวจวัดค่าคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นระยะ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าค่าดังกล่าวยังอยู่ในเกณฑ์ที่อนุญาต ในเวลาที่การ
นิคมฯ เข้ามาตรวจโรงงาน PTA ณ วันที่ หรือก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553
         เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 การนิคมฯ ได้ส่งหนังสือมาถึง บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม โดยแจ้งว่าได้รับทราบ
การดำเนินการเพื่อแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือของการนิคมฯ ทั้งนี้ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม เชื่อว่าการ
ดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าออกไซด์ของไนโตรเจนและค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ปล่อยสู่บรรยากาศ อยู่ในเกณฑ์ที่
ได้รับอนุญาต
         นอกเหนื อ จากที่ ไ ด้ อ ธิบ ายข้ างต้ น บริ ษั ท ฯ มี ร ะบบจั ด การสิ่ ง ปฏิกู ล ซึ่ ง ช่ว ยให้ การประกอบธุ รกิ จ ของบริ ษั ท ฯ
เป็ น ไปตามกฎหมาย และกฎระเบี ย บที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ สิ่ ง แวดล้ อ มทั้ ง ในประเทศไทย สหรั ฐ อเมริ ก า สหราชอาณาจั ก ร
ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศลิธัวเนีย
             บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส Orion Global บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสต
รี้ส์ (ที่จังหวัดนครปฐม) บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม และบมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์ ต่างได้รับการรับรองตามมาตรฐาน
ISO 14001 สำหรับระบบการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อม
        นอกจากนี้ โรงงานที่เมือง Rotterdam ยังได้เข้าร่วมโครงการ Dutch chemical association Responsible
Care Program อีกด้วย
         ทั้งนี้ ในปี 2549 ปี 2550 ปี 2551 และงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 การประกอบธุรกิจของ
บมจ. อิ น โดรามา เวนเจอร์ ส และบริ ษั ท ย่ อ ยของบมจ. อิ น โดรามา เวนเจอร์ ส ในประเทศไทย สหรั ฐ อเมริ ก า
สหราชอาณาจักร ประเทศเนเธอร์แลนด์ และประเทศลิธัวเนีย ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมาย
ในแต่ละประเทศกำหนดอย่างมีนัยสำคัญ และไม่อยู่ระหว่างถูกกล่าวหาจากหรือมีข้อพิพาทกับหน่วยงานของรัฐในเรื่อง
ดังกล่าว เว้นแต่ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและระบบ
บำบัดมลพิษทางอากาศโรงงานผลิต PTA ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ซึ่งเป็นข้อพิพาทในศาลปกครองกลาง (โปรด
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อพิพาททางกฎหมายดังกล่าวในหัวข้อกรณีพิพาท)


สรุปสาระสำคัญของสัญญา
1.       สัญญาเช่าระยะยาว
       ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 บริษัทฯ มีการทำสัญญาเช่าระยะยาวที่สำคัญที่มีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป เพื่อใช้ใน
การประกอบธุรกิจ โดยสัญญาเช่าที่สำคัญ มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
     1. ธุรกิจ PET
         AlphaPet
          AlphaPet เข้าทำสัญญาเช่าที่ดิน (Ground Lease Agreement) กับ BP โดยมีเนื้อที่ประมาณ 40 เอเคอร์ ซึ่ง
ตั้งอยู่ในพื้นที่ตั้งโรงงานในเมือง Decatur รัฐ Alabama สหรัฐอเมริกา เพื่อทำการก่อสร้างส่วนเพิ่มเติมหรือส่วนปรับปรุง
ใด ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินการของโรงงานผลิต PET ของ AlphaPet สัญญาเช่ามีระยะเวลา 20 ปี โดย AlphaPet
สามารถขยายระยะเวลาการเช่าได้สองครั้ง ครั้งละ 20 ปี โดยมีค่าเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญา
         Orion Global Pet
         Orion Global Pet เข้าทำสัญญาเช่าช่วงกับ UAB Klaipeda Free Economic Zone Management Company
("บริษัทจัดการ") สำหรับเนื้อที่ 3.7613 เฮกต้าร์ (hectares) สัญญาเช่าช่วงมีระยะเวลา 99 ปี
     2. ธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์
         บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
          บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ เช่าที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กับการ
นิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย                   เพื่อก่อสร้างอาคารโรงงานและประกอบกิจการอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยประดิษฐ์
(Polyester Staple Fibre, Polyester Pre-Oriented Yarn, Polyester Draw Texture Yarn) จำนวนเนื้อที่ประมาณ 200
ไร่ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2531 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2561 และต้องจ่ายค่าเช่าเป็น
รายปี ในอัตราปีละ 27,600 บาท ต่อเนื้อที่หนึ่งไร่ โดยผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าได้ทุก ๆ
10 ปี ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าเช่าในขณะนั้น ทั้งนี้ ในปีสุดท้ายก่อนสัญญาจะสิ้นสุดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หาก
ประสงค์จะเช่าที่ดินต่อไปอีก ผู้เช่าต้องแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ให้เช่าทราบ และผู้ให้เช่าจะพิจารณา
ให้เช่าต่อไปอีก 20 ปี อย่างไรก็ตาม บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ ได้มอบสิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าที่ดิน
ดังกล่าว       เพื่อค้ำประกันเงินกู้ยืมและวงเงินสินเชื่อที่ได้รับกับธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศโดยมีภาระหลักประกันเท่ากับ
4,430 ล้านบาท
     3. ธุรกิจ PTA
         บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์
          บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์ เช่าที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กับการนิคม
อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อก่อสร้างอาคารโรงงานและประกอบกิจการอุตสาหกรรมผลิตสาร PTA จำนวนเนื้อที่
ประมาณ 150 ไร่ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 และต้องจ่าย
ค่าเช่าเป็นรายปี ในอัตราปีละ 27,600 บาท ต่อเนื้อที่หนึ่งไร่ โดยผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอัตราค่า
เช่าได้ทุก ๆ 10 ปี ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าเช่าในขณะนั้น ทั้งนี้ ในปีสุดท้ายก่อนสัญญาจะสิ้นสุดไม่น้อยกว่า 6
เดือน หากผู้เช่าประสงค์จะเช่าที่ดินต่อไปอีก ต้องแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ให้เช่าทราบ และผู้ให้เช่า
จะพิจารณาให้เช่าต่อไปอีก 20 ปี
         บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม
          บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม เข้าทำสัญญาเช่าพื้นที่สำหรับระบบสนับสนุนท่อส่งซึ่งตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม
ตะวันออกและเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กับ บจ. อีสเทิร์น ฟลูอิด ทรานสปอร์ต เพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตั้ง
ดำเนินงาน และบำรุงรักษา ระบบท่อส่ง และท่อส่ง ซึ่งรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ใช้เพื่อส่งและรับผลิตภัณฑ์
ใด ๆ ผ่านระบบท่อส่งของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม โดยมีกำหนดระยะเวลาเช่า 15 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2549 ถึง
วันที่ 8 มกราคม 2564 โดยมีค่าเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญา
          นอกจากนี้ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม เข้าทำสัญญาเช่าถังเก็บสารเคมีและให้บริการ กับ บจ. ไทยแท้งค์
เทอร์มินัล เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2547 เพื่อเก็บ PX และกรดอะซิติค ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PTA โดยมีระยะเวลาเช่า
15 ปี โดย บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม มีสิทธิต่ออายุสัญญาได้ และมีค่าเช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญา
         IRH Rotterdam
         ในการเข้าซื้อทรัพย์สินของ Eastman Chemicals ใน Rotterdam นั้น IRH Rotterdam ได้รับประโยชน์จาก
เอกสารการโอน (Transfer Deed) โดย IRH Rotterdam ได้รับสิทธิการเช่าชั่วคราวที่ได้รับมาแต่เดิมจาก Municipality
of Rotterdam ให้แก่ Eastman Chemicals สำหรับเนื้อที่ดินจำนวน 4 ไร่ ในโรงงานผลิต PTA ของ IRH Rotterdam
และโรงงานผลิต PET ของ IRP Rotterdam รวมถึงท่าเรือในบริเวณใกล้เคียง สิทธิในการเช่าชั่วคราวจะหมดอายุในวันที่
20 กุมภาพันธ์ 2636 ทั้งนี้ ค่าเช่าจะมีการปรับทุกปีตามการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้เช่ายังต้อง
จ่ายค่าเทียบท่าด้วย (berthing dues)

       IRH Rotterdam ได้เข้าทำสัญญาเช่าช่วงกับ IRP Rotterdam เพื่อให้เช่าช่วงที่ดินในบริเวณพื้นที่ที่ตั้งของ
โรงงานผลิต PET ของ IRP Rotterdam โดยสัญญาเช่าช่วงจะหมดอายุในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2636
2.       สัญญาอนุญาตให้ใช้ชื่อ (License Agreement) ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552
         คู่สัญญา:
         ผู้ให้สิทธิ : Lohia Global Holdings Limited
         ผู้ได้รับสิทธิ : บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         ความสัมพันธ์:
         นายเอ็ม แอล โลเฮีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นกรรมการของ Lohia Global Holdings Limited เป็นบิดา
         ของ นายศรี ปรากาซ โลเฮีย และนายอาลก โลเฮีย ซึ่งเป็นกรรมการของบมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         เหตุผลและความจำเป็น:
         Lohia Global Holdings Limited ซึ่งเป็นเจ้าของชื่อ "INDORAMA" อนุญาตให้ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ใช้ชื่อ
         "INDORAMA" แบบ Non-Exclusive ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส สามารถช่วงสิทธิ
         การใช้ชื่อ "INDORAMA" ให้แก่บริษัทย่อยได้
         เงื่อนไขและค่าตอบแทนตามสัญญา:
         บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส สามารถใช้ชื่อ "INDORAMA" โดยไม่มีกำหนดเวลา (perpetual period) ทั้งนี้ บมจ. อิน
         โดรามา เวนเจอร์ส จะต้องจ่ายค่าใช้สิทธิ (Royalty fees) ตามเงื่อนไขในสัญญา Royalty Fees Agreement ลงวันที่
         16 พฤศจิกายน 2552
3.       สัญญาค่าใช้สิทธิ (Royalty Fees Agreement) ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552
         คู่สัญญา:
         ผู้ให้สิทธิ : Lohia Global Holdings Limited
         ผู้ได้รับสิทธิ : บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         ความสัมพันธ์:
         นายเอ็ม แอล โลเฮีย ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นกรรมการของ Lohia Global Holdings Limited เป็นบิดา
         ของนายศรี ปรากาซ โลเฮีย และนายอาลก โลเฮีย ซึ่งเป็นกรรมการของบมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         เหตุผลและความจำเป็น:
         ค่าธรรมเนียมดังกล่าว เป็นผลจากการเข้าทำตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ชื่อ (License Agreement) กับ Lohia
         Global Holdings Limited ตามที่กล่าวมาแล้วในข้อ 2
         เงื่อนไขและค่าตอบแทนตามสัญญา:
         บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิ (Royalty fees) ให้แก่ Lohia Global Holdings Limited ในอัตราปี
         ละ 0.5 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อตันของปริมาณผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิตได้ (ไม่รวมของเสียจากการผลิต) ทั้งนี้ ไม่เกิน
         ร้อยละ 1 ของกำไรก่อนหักภาษีของบริษัทฯ ที่ปรากฏในงบการเงินรวมของบริษัทฯ ที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว โดยจะ
         จ่ายเป็นรายไตรมาส โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2553
                                                                      - ไม่มี -
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
                                                                      - ไม่มี -
การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคและการจัดการ
โครงการดำเนินงานในอนาคต
         บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะเสริมสร้างและส่งเสริมสถานะความเป็นผู้นำทางการตลาดในปัจจุบันของบริษัทฯ ใน
แต่ละภูมิภาคที่บริษัทฯ ประกอบกิจการ และขยายที่ตั้งของบริษัทฯ ในเชิงภูมิศาสตร์ผ่านการเติบโตตามปกติ (Organic
Growth)       และการเข้ า ซื้ อ กิ จ การอื่ น ในลั ก ษณะที่ เ ป็ น การเพิ่ ม มู ล ค่ า ในอุ ต สาหกรรมปิ โ ตรเคมี โดยมุ่ ง เน้ น ที่
อุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์ โดยเฉพาะ
         บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะเพิ่มโอกาสของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องในตลาดซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่า จะเป็นตลาดที่จะ
สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทฯ โดยมุ่งเน้น ที่ภูมิภาค BRIC และภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบริษัทฯ ตั้งใจที่จ ะ
แสวงหาโอกาสในภูมิภาคดังกล่าว รวมทั้งภูมิภาคยุโรปเพื่อเข้าลงทุนหรือเข้าซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่าการลงทุนสูง และเป็น
ทรัพย์สินรุ่นใหม่ล่าสุด รวมถึงโรงงานผลิต PET ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 150,000 ตันต่อปี ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้
บริษัทฯ มีสถานะทางด้านต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และมีความตั้งใจที่จะเข้าซื้อทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่า และ
ขยายธุรกิจและกำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
           บริษัทฯ คาดว่าจะเกิดการรวมตัวในแนวตั้ง (Vertical Integration) ในบางภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการควบรวม
กิจ การที่ บริ ษัท ฯ เป็น เจ้ าของ การตั้ งโรงงานในสถานที่ เดี ยวกับ โรงงานที่ บริ ษั ทฯ เป็น เจ้ า ของ หรื อการควบรวมแบบ
เสมื อ นกั บ การตั้ ง โรงงานติ ด กั บ โรงงานของผู้ จั ด หาวั ต ถุ ดิ บ หลั ก เพื่ อ เสริ ม สร้ า งประสิ ท ธิ ภ าพด้ า นการขนส่ ง และการ
ดำเนินงาน ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนวัตถุดิบ และเพื่อเป็นประกันในการจัดหาวัตถุดิบได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้
การควบรวมกิจการที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของเข้าด้วยกัน ยังเป็นการช่วยส่งเสริมความสามารถของบริษัทฯ ในการที่จะไม่ต้อง
พึ่งพาการจัดหาวัต ถุดิบที่ อาจมีความเปลี่ย นแปลงและไม่ แน่น อน (Sector Cyclicality) และช่วยปรับปรุงให้มีก ระแส
รายรับ ที่มี คุณ ภาพและคาดการณ์ไ ด้แ ม่นยํ าขึ้ น กลยุท ธ์ขั้ นต่ อไปของบริ ษัท ฯ จะมุ่ งเน้น ที่ก ารเพิ่ มกํ าลั งการผลิ ต PTA
เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตโพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่บริษัทฯ ให้
ความสำคัญ
         นอกจากนี้ บริ ษั ท ฯ มี แ ผนที่ จ ะยกระดั บ ความพยายามในการทํ า การตลาดของบริ ษั ท ฯ อย่ า งต่ อ เนื่ อ ง เพื่ อ
กระจายฐานลูกค้าในสายผลิตภัณฑ์ PTA และ PET ของบริษัทฯ ไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ที่หลากหลายยิ่งขึ้น สำหรับกลุ่มธุรกิจ
เส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ และ PET นั้น นอกเหนือจากการขยายตลาดสู่ภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่องแล้ว บริษัทฯ
ยังมีค วามตั้งใจที่จะสร้า งความหลากหลายของฐานลูก ค้าของบริษัทฯ โดยการสร้า งความหลากหลายของการใช้งาน
ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ส่วนในธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ นอกเหนือจากการดำรงความสามารถในการแข่งขัน
ด้านราคาและต้นทุนการผลิตแล้ว บริษัทฯ ยังมุ่งที่จะสร้างความแตกต่างโดยผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำให้บริษัท
ฯ จำเป็นที่จะต้องคงไว้ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อที่จะเป็นผู้ผลิตที่ให้บริการแบบรวมจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One-Stop
Shop) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต้องรักษาความยืดหยุ่นในกระบวนการผลิตเพื่ อ
สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าภายในระยะเวลาอันสั้น
        ในฐานะที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลาสติกโพลีเอสเตอร์รายหนึ่ง บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะให้ความสำคัญกับ
การพั ฒ นาความสามารถในการวิ จั ย และพั ฒ นา ไม่ ว่ า จะโดยการพั ฒ นาโรงงานของบริ ษั ท ฯ เอง หรื อ โดยการสร้ า ง
ความสัมพันธ์ที่สำคัญกับผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมรายอื่น
             นอกจากนี้ บริ ษั ท ฯ ยั ง มี ค วามประสงค์ ที่ จ ะขยายกํ า ลั งการผลิ ต ของโรงงานบรรจุ ภั ณ ฑ์ ข อง บจ. เพ็ ท ฟอร์ ม
(ไทยแลนด์) โดยจะซื้อเครื่องจักรผลิตพลาสติกขึ้นรูปขวดจำนวน 2 เครื่อง เครื่องเป่าขวดพลาสติกจำนวน 1 เครื่อง และ
เครื่ อ งผลิ ต ฝาขวดเกลี ย วจํ า นวน 2 เครื่ อ ง ซึ่ ง มี ต้ น ทุ น รวมประมาณ 11.5 ล้ า นดอลล่ า ร์ ส หรั ฐ ฯ โดยบริ ษั ท ฯ คาดว่ า
เครื่ อ งจั ก รใหม่ ดั ง กล่ า วจะเริ่ ม ดํ า เนิ น งานเพื่ อ การพาณิ ช ย์ ไ ด้ ใ นไตรมาสที่ ส องของปี 2553 ทั้ ง นี้ บริ ษั ท ฯ ยั ง มี ค วาม
ประสงค์ที่จะลดการจำกัดกำลังการผลิต(De-Bottleneck) ของสายการผลิตโพลีเอสเตอร์ ที่โรงงานผลิตโพลีเอสเตอร์
ของ บมจ. อิ น โดรามา โพลี เ อสเตอร์ อิน ดั ส ตรี้ ส์ มาบตาพุ ด เพื่ อ ผลิ ต เส้น ใยโพลี เอสเตอร์ สัง เคราะห์ สั้น (Polyester
Staple Fibers) และติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมเพื่อผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ชนิดพิเศษ (Ultra-Fine Polyester Fibers -
FDY) โดยบริ ษั ท ฯ ประมาณการต้ น ทุ น รวมของโครงการเหล่ า นี้ อ ยู่ ที่ ป ระมาณ 5.1 ล้ า นดอลล่ า ร์ ส หรั ฐ ฯ และคาดว่ า
โครงการเหล่านี้จะแล้วเสร็จในไตรมาสที่สองของปี 2553 โดยบริษัทฯ คาดว่าเงินสนับสนุนโครงการดังกล่าวของ บจ.
เพ็ทฟอร์ม (ไทยแลนด์) และบมจ. อินโดรามาโพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ จะได้มาจากเงินกู้ยืมและกระแสเงินสดภายใน
บริษัทฯ

รายการระหว่างกัน
        สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2551 และงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2552 บริษัทฯ มี
รายการระหว่างกัน กับบุ คคลที่อาจมีค วามขัด แย้ง ได้ แก่ ผู้ถื อหุ้น กับ บริษั ทที่ เกี่ย วข้อ งกัน ซึ่งมี ผู้ถื อหุ้น รายใหญ่ และ
กรรมการร่วมกัน และบริษัทร่วม และกิจการร่วมค้าที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งสามารถพิจารณาได้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
ของบริษัทฯ โดยรายการธุรกิจสำคัญ สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
(ก)       รายการธุรกิจปกติ
1.        บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
          บจ. เพ็ทฟอร์ม (ไทยแลนด์) - บมจ. เสริมสุข
          ความสัมพันธ์:
                บมจ. เสริมสุข เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ
                บจ. เพ็ทฟอร์ม (ไทยแลนด์) โดยถือหุ้นร้อยละ 40 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
                กรรมการร่วมกัน ได้แก่ นายวิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ซึ่งเป็นกรรมการของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
                และ บมจ. เสริมสุข
          ลักษณะรายการ:
                                                                                                                     หน่วย : ล้านบาท
                                                                           รอบปีบัญชีสิ้นสุด                  สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                               ลักษณะรายการ                                ณ วันที่ 31 ธันวาคม                  ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                                2551                               2552
            บจ. เพ็ทฟอร์ม (ไทยแลนด์) ขายสินค้าให้แก่
            บมจ. เสริมสุข
            - ขายพลาสติกขึ้นรูปขวด (Preform)                                         259.46                            185.06
            - ขายฝาขวดเกลียว (Closure)                                             60.86                             44.12
            - ขายขวด (Bottles)                                                   363.54                            288.82
            ยอดขายรวม                                                            683.85                            518.00

                                                                                                   หน่วย : ล้านบาท
                                                             รอบปีบัญชีสิ้นสุด               สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                      ลักษณะรายการ                           ณ วันที่ 31 ธันวาคม               ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                  2551                            2552
      ลูกหนี้การค้า                                                  125.02                         117.11


     เหตุผลและความจำเป็น:
     บจ. เพ็ทฟอร์ม (ไทยแลนด์) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส และ บมจ. เสริมสุข เพื่อ
     ผลิตพลาสติกขึ้นรูปขวด ฝาขวดเกลียว และขวด สำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเป๊ปซี่และน้ำดื่ม บมจ. เสริม
     สุข เป็นลูกค้าหลักของ บจ. เพ็ทฟอร์ม (ไทยแลนด์) โดยซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจาก บจ. เพ็ทฟอร์ม (ไทย
     แลนด์) ซึ่งมีลักษณะการขึ้นรูปตามมาตรฐานเดียวกับผลิตภัณฑ์ของเป๊ปซี่
     การกำหนดราคาซื้อขาย:
     ราคาซื้อขายเป็นราคาที่ตกลงกันและอ้างอิงได้กับราคาตลาด                          ทั้งนี้ราคาซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการ
     เปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาด
     การชำระเงิน:
     ภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกับที่ให้แก่คู่ค้ารายอื่นในประเทศ
     ลักษณะรายการในอนาคต:
     รายการดังกล่าวจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง         เนื่องจากเป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติและตามเงื่อนไขทางการค้าที่
     สามารถอ้างอิงได้ตามเงื่อนไขปกติของตลาด
2.   บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
     บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม - Indorama Synthetics (India) Ltd.
     ความสัมพันธ์:
        Indorama Synthetics (India) Ltd. มี นาย โอ.พี โลเฮีย ซึ่งเป็นพี่ชายของนายอาลก โลเฮีย เป็น
        กรรมการ
        นายอาลก โลเฮีย เป็นกรรมการของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม
     ลักษณะรายการ:
                                                                                                          หน่วย : ล้านบาท
                                                                     รอบปีบัญชีสิ้นสุด                 สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                          ลักษณะรายการ                               ณ วันที่ 31 ธันวาคม                 ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                          2551                              2552
      บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ขาย PTA ให้แก่ Indorama                              -                           678.36
      Synthetics (India) Ltd.
      ลูกหนี้การค้า                                                              -                              187.53

     เหตุผลและความจำเป็น:
     Indorama Synthetics (India) Ltd. เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโพลีเอสเตอร์ ซึ่งใช้ PTA เป็นวัตถุดิบ
     การกำหนดราคาซื้อขาย:
     ราคาซื้อขายเป็นราคาที่สามารถเทียบเคียงได้กับลูกค้าทั่วไป
     การชำระเงิน:
     ภายใน 90 วัน
     ลักษณะรายการในอนาคต:
     รายการดังกล่าวจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง         เนื่องจากเป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติและตามเงื่อนไขทางการค้าที่
     สามารถอ้างอิงได้ตามเงื่อนไขปกติของตลาด
3.   บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
     บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ - P.T. Indorama Synthetics Tbk Ltd.
     ความสัมพันธ์:
        กรรมการร่วมกัน ได้แก่ นายอมิต โลเฮีย
     ลักษณะรายการ:
                                                                                รอบปีบัญชีสิ้นสุด                สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                           ลักษณะรายการ                             ณ วันที่ 31 ธันวาคม                ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                         2551                             2552
       บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ ขายเส้นใย                             -                          52.66
       และเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ ให้แก่ P.T. Indorama
       Synthetics Tbk Ltd.
       ลูกหนี้การค้า                                                               -                           1.07

      เหตุผลและความจำเป็น:
      รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ เริ่มดำเนินการผลิตสินค้า ภายหลัง
      จากที่หยุดการผลิตมากว่า 3 ปี การขายสินค้าให้ P.T. Indorama Synthetics Tbk Ltd. เป็นไปเพื่อทดสอบ
      ตลาดในด้านคุณภาพของสินค้า
      การกำหนดราคาซื้อขาย:
      ราคาซื้อขายเป็นราคาที่อ้างอิงได้กับราคาตลาด
      การชำระเงิน:
      ภายใน 30 วัน
      ลักษณะรายการในอนาคต:
      รายการดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2552 และจะไม่มีรายการในลักษณะดังกล่าวในอนาคต
      นอกจากนี้ยอดลูกหนี้การค้าดังกล่าวทั้งหมดจะได้รับการชำระภายในเดือนพฤศจิกายน 2552
(ข)   รายการเช่า       หรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน                3   ปี    และไม่สามารถแสดงได้ว่ามีเงื่อนไขการค้า
      โดยทั่วไป

1.    บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
      บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ - บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส
      ความสัมพันธ์:
         ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส ได้แก่ นายอนุช โลเฮีย ซึ่งเป็นบุตรของนายอาลก โลเฮีย
         นายอาลก โลเฮีย เป็นกรรมการของบมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
      ลักษณะรายการ:
                                                                                                      หน่วย : ล้านบาท
                                                                   รอบปีบัญชีสิ้นสุด               สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                          ลักษณะรายการ                             ณ วันที่ 31 ธันวาคม               ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                        2551                            2552
       บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ เช่าหอพัก                             -                           2.03
       ที่จังหวัดระยองจาก บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส โดยมีค่า
       เช่าเท่ากับ 225,000 บาท/ เดือน หรือเท่ากับ 29.70
       บาท / ตารางเมตร / เดือน (เป็นค่าเช่า 75,000 บาท/
       เดือน และค่าบริการ 150,000 บาท/ เดือน)
       เงินมัดจำ                                                             -                             0.45

      เหตุผลและความจำเป็น:
      รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากใช้เป็นหอพักสำหรับพนักงานโรงงานในเนื้อที่ 7,577 ตารางเมตร
      การกำหนดราคาซื้อขาย:
      ค่าเช่าและค่าบริการเป็นมูลค่าตลาดยุติธรรมของผลตอบแทนจากอสังหาริมทรัพย์ ที่ประมาณร้อยละ 7-8
      การชำระเงิน:
      ชำระล่วงหน้า หรือภายในวันที่ 5 ของแต่ละเดือน
      ลักษณะรายการในอนาคต:
      รายการดังกล่าวจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ตามสัญญาเช่า โดยเริ่มชำระค่าเช่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 และจะ
      สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2554
      เงื่อนไขในการต่ออายุสัญญา:
      การต่ออายุสัญญาเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเช่า โดยจะปรับค่าเช่าขึ้นร้อยละ 10 จากสัญญาในปัจจุบัน
2.    บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
      บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ - บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส

     ความสัมพันธ์:
        ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส ได้แก่ นายอนุช โลเฮีย ซึ่งเป็นบุตรของนายอาลก โลเฮีย
        นายอาลก โลเฮีย เป็นกรรมการของบมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
     ลักษณะรายการ:
                                                                                                    หน่วย : ล้านบาท
                                                                  รอบปีบัญชีสิ้นสุด              สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                          ลักษณะรายการ                            ณ วันที่ 31 ธันวาคม              ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                       2551                           2552
      บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ เช่าที่อาคาร                         2.16                         2.14
      สำนักงาน ชั้น 28 อาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2 กรุงเทพ
      สำหรับระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม - วันที่ 31
      กรกฎาคม 2552 (ห้อง C และ D)
      ค่าเช่าเท่ากับ 180,045 บาท/ เดือน หรือเท่ากับ 300
      บาท / ตารางเมตร / เดือน
      สำหรับระยะเวลาตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม 2552 เป็นต้น
      มา (ห้อง A B C และ D)
      ค่าเช่าเท่ากับ 437,364 บาท/ เดือน หรือเท่ากับ 300
      บาท / ตารางเมตร / เดือน (เป็นค่าเช่า 189,524.40
      บาท/ เดือน ค่าบริการ 204,103.20 บาท/ เดือนและ
      เช่าที่จอดรถ 43,736.40 บาท/ เดือน)
      เงินมัดจำ                                                              -                           1.31

     เหตุผลและความจำเป็น:
     รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากใช้เป็นสำนักงาน โดยมีพื้นที่รวม 1,457.88 ตารางเมตร
     การกำหนดราคาซื้อขาย:
     ค่าเช่าและค่าบริการเป็นค่าเช่าที่อ้างอิงได้จากสัญญาเช่าที่บริษัทฯเช่าพื้นที่ชั้นอื่น จากอาคารโอเชี่ยน
     ทาวเวอร์ 2
     การชำระเงิน:
     ชำระล่วงหน้า หรือภายในวันที่ 5 ของแต่ละเดือน
     ลักษณะรายการในอนาคต: รายการดังกล่าวจะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ตามสัญญาเช่า โดยเริ่มชำระค่าเช่าตั้งแต่
     วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 และจะสิ้นสุดวันที่ 31 ตุลาคม 2553
     เงื่อนไขในการต่ออายุสัญญา:
     การต่ออายุสัญญาเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเช่า โดยจะปรับค่าเช่าขึ้นร้อยละ 10 จากสัญญาในปัจจุบัน
3.   บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
     บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ - บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส

     ความสัมพันธ์:
        ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส ได้แก่ นายอนุช โลเฮีย ซึ่งเป็นบุตรของนายอาลก โลเฮีย
        นายอาลก โลเฮีย เป็นกรรมการของบจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์
     ลักษณะรายการ:
                                                                                                       หน่วย : ล้านบาท
                                                                    รอบปีบัญชีสิ้นสุด               สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                          ลักษณะรายการ                              ณ วันที่ 31 ธันวาคม               ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                         2551                            2552
      บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ เช่าที่อาคารสำนักงาน ชั้น 28                           3.09                          1.80
      อาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2 กรุงเทพ (ห้อง A และ B)
      ค่าเช่าเท่ากับ 257,319 บาท/ เดือน หรือเท่ากับ 300
      บาท / ตารางเมตร / เดือน (เป็นค่าเช่า 11,504.90
      บาท/ เดือน ค่าบริการ 120,082.20 บาท/ เดือนและเช่า
      ที่จอดรถ 25,731.90 บาท/ เดือน)
     เหตุผลและความจำเป็น:
     รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากใช้เป็นสำนักงาน โดยมีพื้นที่รวม 857.73 ตารางเมตร
     การกำหนดราคาซื้อขาย:
     ค่าเช่าและค่าบริการเป็นค่าเช่าที่อ้างอิงได้จากสัญญาเช่าที่บริษัทฯ เช่าพื้นที่ชั้นอื่น จากอาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 2
      การชำระเงิน:
      ชำระล่วงหน้า หรือภายในวันที่ 5 ของแต่ละเดือน
      ลักษณะรายการในอนาคต:
      สัญญาเช่าดังกล่าวสิ้นสุดแล้ว เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 โดยบมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ เช่า
      พื้นที่ดังกล่าวแทน (กรุณาดูข้อ 2 ประกอบ)

(ค)   รายการเกี่ยวกับสินทรัพย์หรือบริการ
1.    บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
      บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ - บจ. บีคอน เคมีคอลส์
      ความสัมพันธ์:
         นายอาลก โลเฮีย และนางสุจิตรา โลเฮีย ซึ่งเป็นกรรมการของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เป็นผู้ถือหุ้น
         ทางอ้อมใน บจ. บีคอน เคมีคอลส์
         กรรมการร่วมกัน ได้แก่ นายอาลก โลเฮีย และนางสุจิตรา โลเฮีย
      ลักษณะรายการ:
                                                                                                    หน่วย : ล้านบาท
                                                                  รอบปีบัญชีสิ้นสุด              สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                            ลักษณะรายการ                          ณ วันที่ 31 ธันวาคม              ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                       2551                           2552
       บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ขายหุ้นร้อยละ 89.71 ใน บจ.                    279.94                            -
       อินโด-รามา เคมีคอลส์ (ประเทศไทย) ให้แก่ บจ. บีคอน
       เคมีคอลส์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2551
      เหตุผลและความจำเป็น:
      รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างของกลุ่มบริษัทฯ โดยขายหุ้นของธุรกิจที่
      ไม่ใช่ธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ
      ราคาซื้อขาย:
      ราคาซื้อขายหุ้นอ้างอิงจากราคาประเมินของผู้ประเมินราคาอิสระ
      ลักษณะรายการในอนาคต:
      - ไม่มี - เนื่องจากเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
2.    บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
      บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส - Indorama International Finance Plc
      ความสัมพันธ์:
          Indorama International Finance Plc ถือหุ้นโดยนายศรี ปรากาซ โลเฮีย ซึ่งเป็นพี่ชายของนายอาลก โล
          เฮีย ซึ่งเป็นกรรมการของ
          บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
          Indorama International Finance Plc เคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน บจ. อินโดรามา
          ปิโตรเคม
          นายศรี ปรากาซ โลเฮีย เป็นกรรมการของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม
      ลักษณะรายการ:
                                                                               หน่วย : ล้านบาท
                                                                     รอบปีบัญชีสิ้นสุด             สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                              ลักษณะรายการ                           ณ วันที่ 31 ธันวาคม             ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                           2551                         2552
                                                                         2,079.24                         -
        บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ซื้อหุ้นร้อยละ 82.32 หรือ
        เท่ากับ 389,194,171 หุ้น ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม
        จาก Indorama International Finance Plc เมื่อวันที่ 18
        กันยายน 2551
        (หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 บมจ. อินโดรามา
        เวนเจอร์ส ซื้อหุ้นร้อยละ 17.67 หรือเท่ากับ 83,587,865
        หุ้น ของ บจ .อินโดรามา ปิโตรเคม จากบุคคลอื่น ได้แก่
        DEG และ FMO ในราคาเท่ากับที่ซื้อจาก Indorama
        International Finance Plc)
       เหตุผลและความจำเป็น:
       รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างของกลุ่มบริษัทฯ                          เพื่อซื้อกิจการในธุรกิจ
       PTA
       ราคาซื้อขาย:
       บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ชำระค่าหุ้นของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม แก่ Indorama International Finance
       Plc, DEG และ FMO ด้วยหุ้นของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส โดยอัตราแลกเปลี่ยนหุ้นอ้างอิงจากมูลค่าตาม
       บัญชี (Book Value) ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 และมูลค่าตามวิธีมูลค่าปัจจุบัน
       ของกระแสเงินสดสุทธิของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามสัญญา
       ลักษณะรายการในอนาคต:
       - ไม่มี - เนื่องจากเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
3.     บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
       บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส - Indorama International Finance Plc
       ความสัมพันธ์:
           Indorama International Finance Plc ถือหุ้นโดยนายศรี ปรากาซ โลเฮีย ซึ่งเป็นพี่ชายของนายอาลก โล
           เฮีย ซึ่งเป็นกรรมการของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
ลักษณะรายการ:
                                                                                                      หน่วย : ล้านบาท
                                                                     รอบปีบัญชีสิ้นสุด             สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                              ลักษณะรายการ                           ณ วันที่ 31 ธันวาคม             ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                          2551                          2552
        บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ซื้อหุ้นร้อยละ 44.38 หรือ                       676.22                           -
        เท่ากับ 3,106,716 หุ้น ของ บจ. อินโด โพลี (ประเทศ
        ไทย) จาก Indorama International Finance Plc เมื่อวันที่
        19กันยายน 2551 โดยชำระค่าหุ้นของ บจ. อินโด โพลี
        (ประเทศไทย) แก่ Indorama International Finance Plc
        ด้วยหุ้นของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส จำนวน
        6,991,702 หุ้น
       เหตุผลและความจำเป็น:
       รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างของกลุ่มบริษัทฯ                          เพื่อซื้อกิจการในธุรกิจ
       เส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์
       ราคาซื้อขาย:
       บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ชำระค่าหุ้นของ บจ. อินโดโพลี (ประเทศไทย) แก่ Indorama International
       Finance Plc ด้วยหุ้นของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส โดยอัตราแลกเปลี่ยนหุ้นอ้างอิงจากมูลค่าตามบัญชี
       (Book Value) ของ บจ. อินโด โพลี (ประเทศไทย) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2551 และมูลค่าตามวิธีมูลค่าปัจจุบัน
       ของกระแสเงินสดสุทธิของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนหุ้นดังกล่าวเป็นไปตามสัญญา
       ลักษณะรายการในอนาคต:
       - ไม่มี - เนื่องจากเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
(ง)    รายการให้หรือรับความช่วยเหลือทางการเงิน
1.     บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:

     บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ - บจ. อินโด-รามา เคมีคอลส์ (ประเทศไทย)
     ความสัมพันธ์:
        กรรมการร่วมกัน ได้แก่ นายอาลก โลเฮีย และนางสุจิตรา โลเฮีย
     ลักษณะรายการ:
                                                                                                    หน่วย : ล้านบาท
                                                                รอบปีบัญชีสิ้นสุด                สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                        ลักษณะรายการ                            ณ วันที่ 31 ธันวาคม                ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                     2551                             2552
      บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ให้เงินกู้ระยะยาวแก่ บจ.                       212.80                          248.30
      อินโด-รามา เคมีคอลส์ (ประเทศไทย) (ยอดสุทธิ)
      ดอกเบี้ยรับ                                                         1.22                          11.34
      ดอกเบี้ยจ่าย                                                        5.43                             -
      ดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ                                                     4.21*                            -
                                                                * ยอดดอกเบี้ยจ่ายสุทธิ
      (ดอกเบี้ยค้างจ่ายสุทธิ)
                                                                (ดอกเบี้ยค้างจ่ายสุทธิ)
                                                               ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน
                                                             2551 - 31 ธันวาคม 2551 ซึ่ง
                                                               ถือเป็นรายการระหว่างกัน
                                                                เท่ากับ 0.713 ล้านบาท

                                                                         -
      ดอกเบี้ยรับสุทธิ                                                                                    11.34
      (ดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ)
     เหตุผลและความจำเป็น:
     รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเป็นการสนับสนุนทางการเงินระหว่างกลุ่มบริษัทฯ ซึ่งในขณะนั้น บจ. อินโด-รามา
     เคมีคอลส์ (ประเทศไทย) มีสถานะเป็นบริษัทย่อยในกลุ่มบริษัทฯ ทั้งนี้ก่อนวันที่ 19 มิถุนายน 2551 บจ. อินโด-
     รามา เคมีคอลส์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทย่อยของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ โดย บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ถือ
     หุ้นร้อยละ 89.71
     อัตราดอกเบี้ย:
     ร้อยละ 5.75 ในปี 2551 และร้อยละ 4.50 ในปี 2552 ทั้งนี้เป็นอัตราที่สามารถอ้างอิงได้กับราคาตลาด
     ลักษณะรายการในอนาคต:
     บจ. อินโด-รามา เคมีคอลส์ (ประเทศไทย) ชำระคืนเงินกู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับทั้งจำนวนแล้วเมื่อวันที่ 21
     ตุลาคม 2552
2.   บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
     บจ. อินโด โพลี (ประเทศไทย) - Era Global Limited
     ความสัมพันธ์:
        Era Global Limited เป็นบริษัทที่ควบคุมโดยนายศรี ปรากาซ โลเฮีย พี่ชายของนายอาลก โลเฮีย และเป็น
        บิดาของนายอมิต โลเฮีย ซึ่งเป็นกรรมการของ บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
     (ปัจจุบัน บจ. อินโด โพลี (ประเทศไทย) อยู่ระหว่างการชำระบัญชี)
     ลักษณะรายการ:
                                                                                                    หน่วย : ล้านบาท
                                                                รอบปีบัญชีสิ้นสุด                สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                        ลักษณะรายการ                            ณ วันที่ 31 ธันวาคม                ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                     2551                             2552
      Era Global Limited ให้เงินกู้ยืมด้อยสิทธิ                              70.82                          70.82
      (Subordinated Loan) แก่ บจ. อินโด โพลี
      (ประเทศไทย)
     เหตุผลและความจำเป็น:
     รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก เป็นเงื่อนไขในการขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เมื่อครั้งที่ได้เข้า
     ซื้อกิจการของ บจ. อินโด โพลี (ประเทศไทย) ในปี 2540
     อัตราดอกเบี้ย:
     - ไม่มี -
     ลักษณะรายการในอนาคต:
     ยอดเงินกู้ยืมด้อยสิทธิจะยังคงมีต่อไปในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากเป็นเงื่อนไขของ สถาบันการเงิน โดย บจ. อินโด
     โพลี (ประเทศไทย) จะสามารถชำระคืนได้ก็ต่อเมื่อชำระคืนเงินกู้ยืมสำหรับการดำเนินงาน (working capital
     loan) กับสถาบันการเงินนั้นแล้วทั้งจำนวน (ทั้งนี้ ยอดเงินกู้ยืมด้อยสิทธิดังกล่าวได้โอนไปยัง บมจ. อินโดรามา
     โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์)

3.   บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
     บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส - Canopus International Limited
     ความสัมพันธ์:
        Canopus International Limited เป็นผู้ถือหุ้นของ บจ. อินโดรามา รีซอสเซส โดยถือหุ้นร้อยละ 99.99
        และ บจ. อินโดรามา รีซอสเซส เป็นผู้ถือหุ้นของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส โดยถือหุ้นร้อยละ 92.87
        กรรมการร่วมกัน ได้แก่ นายอาลก โลเฮีย และนางสุจิตรา โลเฮีย
     ลักษณะรายการ:
                                                                                                   หน่วย : ล้านบาท
                                                                  รอบปีบัญชีสิ้นสุด             สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                          ลักษณะรายการ                            ณ วันที่ 31 ธันวาคม             ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                       2551                          2552
      Canopus International Limited ให้เงินกู้ยืมด้อยสิทธิ                    350.82                       285.75
      แก่ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
     เหตุผลและความจำเป็น
     รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก Canopus International Limited ให้เงินกู้ยืมด้อยสิทธิจำนวน 10 ล้านดอล
     ล่าร์สหรัฐฯ แก่ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เพื่อเป็นการสนับสนุนในการปรับโครงสร้างของ บจ. อินโดรามา
     ปิโตรเคม
     อัตราดอกเบี้ย:
     - ไม่มี -
     ลักษณะรายการในอนาคต:
     ตามสัญญาเงินกู้ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
     จะชำระเงินกู้ดังกล่าวในเดือนธันวาคม 2556
4.   บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
     StarPet - Canopus International Limited
     ความสัมพันธ์:
        Canopus International Limited เป็นผู้ถือหุ้นของ บจ. อินโดรามา รีซอสเซส โดยถือหุ้นร้อยละ 99.99
        และ บจ. อินโดรามา รีซอสเซส เป็นผู้ถือหุ้นของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส โดยถือหุ้นร้อยละ 92.87 และ
        StarPet เป็นบริษัทย่อยของ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์สซึ่ง บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์สถือหุ้นทั้ง
        ทางตรงและทางอ้อมร้อยละ 100
        กรรมการร่วมกัน ได้แก่ นายอาลก โลเฮีย และนางสุจิตรา โลเฮีย
     ลักษณะรายการ:
                                                                                                   หน่วย : ล้านบาท
                                                                  รอบปีบัญชีสิ้นสุด             สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                          ลักษณะรายการ                            ณ วันที่ 31 ธันวาคม             ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                       2551                          2552
      Canopus International Limited ให้เงินกู้ยืมด้อยสิทธิ                     52.35                           -
      แก่ StarPet
     เหตุผลและความจำเป็น:
     รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก Canopus International Limited ให้เงินกู้ยืมด้อยสิทธิจำนวน 1.5 ล้านดอล
     ล่าร์สหรัฐฯ แก่ StarPet เนื่องจาก เป็นเงื่อนไขสำหรับผู้ถือหุ้นของ StarPet ในการขอกู้ยืมเงินจากสถาบัน
     การเงินของ StarPet เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต ในเดือนกันยายน 2546
     อัตราดอกเบี้ย: - ไม่มี -
     การชำระคืนเงินกู้:
     StarPet จะชำระยอดค้างชำระดังกล่าวแก่ Canopus International Limited ก็ต่อเมื่อชำระคืนเงินกู้ยืมกับ
     สถาบันการเงินทั้งจำนวน
     เงื่อนไข: Canopus International Limited สามารถแปลงหนี้เป็นทุนได้
     ลักษณะรายการในอนาคต:
     เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต Canopus International Limited
      ได้ทำหนังสือยืนยันที่จะไม่แปลงหนี้ดังกล่าวเป็นหุ้น โดยยอดเงินกู้ด้อยสิทธิดังกล่าวจะยังคงมีอยู่จนกว่าจะมี
               การชำระคืนเงินตามเงื่อนไขที่กล่าวมาแล้วข้างต้นทั้งนี้ StarPet ได้ชำระคืนเงินกู้ยืมดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 30
               กันยายน 2552

5.             บริษัท/บริษัทย่อย - บริษัทที่เกี่ยวข้องความสัมพันธ์:
               บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ - บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส
               ความสัมพันธ์:
                  ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บจ. แปซิฟิค รีซอสเซส ได้แก่ นายอนุช โลเฮีย ซึ่งเป็นบุตรของ นายอาลก โลเฮีย
               ลักษณะรายการ:
                                                                                                                                                     หน่วย : ล้านบาท
                                                                                                            รอบปีบัญชีสิ้นสุด                     สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด 
                                                 ลักษณะรายการ                                               ณ วันที่ 31 ธันวาคม                     ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                                                                 2551                                  2552
                ดอกเบี้ยรับ                                                                                         12.40                                   -

               เหตุผลและความจำเป็น:
               รายการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ให้เงินกู้ยืมระยะสั้นแก่ บจ. แปซิฟิค
               รีซอสเซส โดยมียอดเงินกู้ยืมสูงสุดเท่ากับ
               254 ล้านบาทในปี 2551
               อัตราดอกเบี้ย:
               ร้อยละ 7.25 ทั้งนี้เป็นอัตราที่สามารถอ้างอิงได้กับราคาตลาด
               ลักษณะรายการในอนาคต:
               บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ได้รับชำระคืนหนี้คงค้างทั้งจำนวนแล้ว เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 และจะไม่มี
               รายการในลักษณะดังกล่าวในอนาคต


                                                                                                      (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมของสัญญาในหัวข้อสรุป
การเข้าทำสัญญาภายหลังวันที่                                       30         กันยายน              2552
สาระสำคัญของสัญญา)
           ก
               ภาระผูกพันตามสัญญา
               ตารางดังต่อไปนี้แสดงรายละเอียดภาระผูกพันตามสัญญา ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 สำหรับช่วงระยะเวลาที่
ระบุไว้
                                                                                                             กำหนดชำระเงินตามช่วงระยะเวลา
                                                                                           น้อยกว่า 1 ปี       1-3 ปี            3-5 ปี        มากกว่า 5 ปี      รวม
                                                                                                                           (ล้านบาท)
หนี้ระยะสั้น ......................................................................            7,428.2         737.5          1,018.1            6.2      9,190.1
หนี้ระยะยาว......................................................................             4,408.5      12,296.4         10,322.0         3,297.8    30,324.7
เช่าซื้อทางการเงิน ..........................................................                    22.8          61.9              9.5              0         94.2
เช่าอสังหาริมทรัพย์ .........................................................                    127.4         173.5             171.6           397.2       869.7
ภาระผูกพันในการซื้อ(1) ....................................................                     328.3            0                0              0        328.3
ภาระผูกพันในการให้บริการ..............................................                          50.4            2.0             2.0          130.0        184.4
สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ............................                                1,432.2            0               0              0      1,432.2
หนังสือค้ำประกันจากธนาคาร..............................................                        1,303.3            0               0              0      1,303.3
ภาระผูกพันรายจ่ายฝ่ายทุน .............................................                          614.1              0               0              0       614.1
     รวมภาระผูกพันตามสัญญา...............................................                    15,715.2      13,271.3         11,523.2         3,831.2    44,341.0

 (1) ส่วนใหญ่เป็นสัญญาซื้อวัตถุดิบระยะยาว - กำหนดชำระเงินขึ้นอยู่กับปริมาณซื้อขั้นต่ำตามที่ระบุไว้ในสัญญานั้น

               หนี้สินที่อาจเกิดขึ้นและรายการนอกงบดุล
           โดยปกติ บริษัทฯ จะขายลูกหนี้ในทวีปยุโรปโดยมีส่วนลดซึ่งไม่สามารถไล่เบี้ยบริษัทฯ ได้ เนื่องจากความเสี่ยง
จากการไม่ได้รับชำระหนี้ได้รับการคุ้มครองจากการประกัน ภัยความเสี่ยงด้านสินเชื่อในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการขาย
ลูกหนี้ดังกล่าวอยู่แล้ว โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 บริษัทฯ ไม่มีหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นอื่นใดของรายการนอกงบดุล
อื่นๆ ซึ่งไม่ได้เปิดเผยในงบการเงินรวมของบริษัทฯ
(โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหมายเหตุประกอบงบการเงิน)

 
ปัจจัยเสี่ยง
1.        ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัทฯ
1.1       บริษัทฯ เป็นคู่ความในคดีซึ่งหากศาลพิพากษาไม่เป็นคุณแก่บริษัทฯ อาจส่งผลกระทบในทางลบอย่าง
          มีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
            Eastman Chemical Company ("Eastman") ได้ยื่นฟ้อง AlphaPet, IRP Rotterdam, IRP Workington,
IRH Rotterdam และ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส ต่อศาลแขวงเดลาแวร์ (Delaware District Court) ในสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552 อันเกี่ยวเนื่องกับการผลิตเชิงพาณิชย์ของโรงงานผลิต PET ของ AlphaPet (กำลังการผลิต
ของโรงงานผลิต PET ของ AlphaPet คิดเป็นร้อยละ 28.8 ของกำลังการผลิตติดตั้งของโรงงานผลิต PET ของบริษัทฯ)
ภายใต้ สั ญ ญาอนุ ญ าตให้ ใ ช้ เ ทคโนโลยี (Technology License Agreement) ระหว่ า ง IRP Rotterdam, IRP
Workington, IRH Rotterdam (รวมเรียกว่า "จำเลยในทวีปยุโรป") และ Eastman อันเกี่ยวเนื่องกับการที่บริษัทฯ เข้า
ซื้อ โรงงานผลิ ต PET และโรงงานผลิ ต PTA ของ Eastman ซึ่ ง ตั้ ง อยู่ ทางตะวั นตกเฉี ย งเหนื อ ของทวี ป ยุ โ รปในเดื อ น
มีนาคม 2551 จำเลยในทวีปยุโรป ได้รับอนุญาตให้ใช้ความลับทางเทคโนโลยีของ Eastman ในการผลิตผลิตภัณฑ์เชิง
พาณิชย์บางประเภท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจการที่ได้ซื้อมา ทั้งนี้ ในคำฟ้องดังกล่าว Eastman ได้กล่าวหาว่า
                  AlphaPet ได้ละเมิดสิทธิบัตรบางรายการของ Eastman
                  จำเลยในทวีปยุโรปได้ละเมิดสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี และ
                  จำเลยได้ลักลอบใช้ข้อมูลความลับและความลับทางการค้าของ Eastman ภายใต้กฎหมายของมลรัฐ
                  เดลาแวร์
          (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อพิพาททางกฏหมายดังกล่าวในหัวข้อกรณีพิพาท)
          บริษัทฯ ประสงค์ที่จะต่อสู้กับข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี ข้อพิพาททางกฎหมายในลักษณะนี้
อาจใช้ร ะยะเวลานานจนกว่ าคดีค วามจะยุ ติ และบริษั ทฯ ไม่อ าจคาดการณ์ไ ด้ว่ าคดีค วามนี้ จะจบลงเมื่ อใด นอกจากนี้
บริษัท ฯ ไม่ อาจรั บประกันได้ ว่าศาลแขวงเดลาแวร์ จะจำ หน่ายคดีหรื อตัดสิ นคดีใ นทางที่เป็น คุณแก่ บริษัท ฯ ศาลแขวง
เดลาแวร์ อ าจมี คํ า สั่ ง คุ้ ม ครองไม่ ว่ า ชั่ ว คราวหรื อ ถาวรก่ อ นมี คํ า พิ พ ากษา (ซึ่ ง อาจส่ ง ผลให้ ก ารดํ า เนิ น การผลิ ต ของ
โรงงานผลิต PET ของ AlphaPet ต้อ งหยุ ดลง) ศาลแขวงเดลาแวร์ อาจพิพ ากษาเป็น คุณ แก่ Eastman และ/หรื อ ให้
บริษัทฯ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนมากให้แก่ Eastman และ/หรือ กำหนดค่าใช้สิทธิขึ้นมา บริษัทฯ อาจมีค่าใช้จ่าย
เกิดขึ้นเป็นอย่างมากอันเนื่องมาจากการดำเนินการในคดีนี้ นอกจากนี้ หากศาลพิพากษาไม่เป็นคุณแก่บริษัทฯ บริษัทฯ
อาจต้องใช้เทคโนโลยีอย่างอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การล่าช้าหรือการหยุดดำเนินการผลิตชั่วคราว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความ
ยากลำบากในการปฏิบัติตามข้อตกลงทางสัญญาบางอย่าง และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าของบริษัทฯ
บางราย และอาจนำไปสู่การร้องเรียน และข้อพิพาทกับลูกค้าเหล่านั้น บริษัทฯ ไม่ทราบถึงจำนวนค่าเสียหาย ค่าใช้สิทธิ
และ/หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากข้อพิพาททางคดีนี้ และในคำฟ้องก็ไม่ได้กำหนดจำนวน
ค่าเสียหายที่ Eastman เรียกร้อง การกำหนดให้บริษัทฯ ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เป็นตัวเงิน จ่ายค่าใช้สิทธิ หรือค่าใช้จ่าย
อื่น ๆ หรือการหยุดชะงักของการดำเนินการผลิตที่โรงงานผลิต PET ของ AlphaPet อาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมี
นัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
1.2       คำพิพากษาที่ไม่เป็นคุณกับบริษัทฯ ในคดีที่ Eastman กล่าวหาว่าบริษัทฯ ละเมิดสัญญาอนุญาตให้ใช้
          เทคโนโลยี อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการดำเนินงานและธุรกิจของบริษัทฯ ในทวีปยุโรป
        คำฟ้องของ Eastman ซึ่งได้กล่าวหาว่าจำเลยในทวีปยุโรปละเมิดสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี ตามที่ได้
กล่าวไปแล้วข้างต้นนั้น หากศาลเห็นว่าจำเลยในทวีปยุโรปได้ละเมิดสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ
Eastman อาจจะยกเลิกสั ญญา รวมทั้ง การอนุญ าตให้ใช้ สิทธิ ต่าง ๆ ที่ได้ ให้ไ ว้ภายใต้ สัญญาดัง กล่า ว ในกรณีเช่ นนั้ น
จำเลยในทวีปยุโรปอาจต้องเข้าเจรจาในข้อสัญญาเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้สิทธิกับ Eastman ใหม่ หรือใช้เทคโนโลยีที่
เหมาะสมที่สามารถนำมาใช้แทนเทคโนโลยีเดิมเพื่อให้โรงงานของบริษัทฯ ดำเนินการผลิตต่อไปได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การ
หยุดดำเนินการผลิตชั่วคราวจนกว่าจะมีการเจรจาข้อสัญญาใหม่ หรือจนกว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาแทน
ของเดิม บริษัทฯ เชื่อว่าเทคโนโลยีทางเลือกอื่นนั้นหาได้ในตลาดและมีราคาที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่
สามารถรับรองได้ว่าจะใช้ระยะเวลานานเพียงใดในการใช้เทคโนโลยีใหม่ในโรงงานเหล่านี้ นอกจากนี้ หากกระบวนการ
ผลิต ณ โรงงานแห่งใดแห่งหนึ่งของบริษัทฯ ได้รับผลกระทบในทางลบอันเนื่องมาจากการที่ศาลมีคำพิพากษาที่ไม่เป็น
คุณกับบริษัทฯ หรือจากการที่บริษัทฯ ละเมิดสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี อาจก่อให้เกิดความยากลำบากแก่บริษัทฯ
ในการปฏิบัติตามข้อตกลงทางสัญญา ซึ่งอาจนำไปสู่การร้องเรียน และข้อพิพาทกับลูกค้า
           โรงงานผลิต PET ของ IRP Rotterdam และ IRP Workington มีกำลังการผลิตรวมกันคิดเป็นร้อยละ 23.7
ของกำลังการผลิตติดตั้งของโรงงานผลิต PET ของบริษัทฯ และ โรงงานผลิต PTA ของ IRH Rotterdam มีกำลังการ
ผลิตคิดเป็นร้อยละ 22.0 ของกำลังการผลิตติดตั้งของโรงงานผลิต PTA ของบริษัทฯ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์
หนึ่ง ดัง กล่ าวข้างต้น อาจส่ง ผลกระทบในทางลบอย่ างมีนั ยสำ คัญ ต่อ ธุร กิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนิน งาน และ
โอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
1.3       บริษัทฯ ประกอบธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมาก และการดำเนินการใด ๆ ของคู่แข่งอาจส่งผลกระทบต่อ
          ความสามารถในการทำกำไรและส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทฯ
               

         ธุรกิ จที่บ ริษั ทฯ ดำเนิน งานอยู่เ ป็น ธุรกิ จที่มี การแข่ งขั นสูง ด้านราคาและด้ านอื่น ๆ นอกจากนี้ ผลิต ภัณฑ์ ของ
บริษัทฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Products) ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะสร้างความแตกต่างในตัว
ผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) และปรับราคาผลิตภัณฑ์ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
การแข่งขันรวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ คุณลักษณะหรือสมรรถนะของสินค้า การจัดส่งสินค้าที่ต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ
ให้แก่ลูกค้าและความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยส่วนใหญ่ บริษัทฯ จะแข่งขันกับบรรษัทข้ามชาติขนาด
ใหญ่หลายแห่งในแต่ละกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แข่งขันกับผู้ผลิตในระดับภูมิภาค และ/หรือผู้ผลิตที่มีความ
เชี่ยวชาญในตลาดเส้นใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester Fiber) อีกเป็นจำนวนมาก โดยผู้ผลิตบางรายดังกล่าวอาจมีความ
โดดเด่นในตลาดและ/หรือแหล่งเงินทุน และทรัพยากรอื่น ๆ มากกว่าของบริษัทฯ นอกจากนี้ แรงกดดันในการทำกำไร
อาจมาจากปั จ จั ย ต่ า ง ๆ ซึ่ ง รวมถึ ง การเพิ่ ม ขึ้ น ของอุ ป สงค์ ที่ มี จํ า กั ด และการมี สิ น ค้ า เกิ น ความต้ อ งการในตลาด
(ตัวอย่างเช่น ความต้องการเม็ดพลาสติก PET ในประเทศจีน อาจต่ำกว่าประมาณการการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิต) การ
ลดราคาของคู่ แ ข่ ง การมี ผู้ ป ระกอบการรายใหม่ ใ นอุ ต สาหกรรม การควบรวมในกลุ่ ม อุ ต สาหกรรม (Industry
Consolidation) ความสามารถของคู่แข่งในการใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และการ
เพิ่มอุปทานของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของคู่แข่งซึ่งบริษัทฯ มิได้มีอยู่ ดังนั้น หากบริษัทฯ ไม่
สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างประสบความสำเร็จ อาจทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทฯ ลดลง และอาจส่งผล
กระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
1.4       วงจรอุตสาหกรรม PTA เม็ดพลาสติก PET และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ อาจส่งผลให้เกิดกำลังการผลิต
          ส่วนเกิน
          ผลการดํ าเนิน งานของบริ ษั ทฯ สะท้ อนให้ เห็ นถึ งวงจรอุต สาหกรรม PTA เม็ด พลาสติ ก PET และเส้ นใยโพลี
เอสเตอร์ในอดีต ซึ่งมีกำลังการผลิตส่วนเกินในบางช่วงเวลา และส่งผลกระทบต่อการกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ โดย
วงจรดังกล่าวบางส่วนเกิดจากการลงทุ นในช่วงที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรม (ซึ่ง เป็นช่วงที่มีกำไรสูง และมีแหล่งเงินทุ น
มากมาย) ทํ า ให้ ส มดุ ล ระหว่ า งอุ ป สงค์ แ ละอุ ป ทานเปลี่ ย นแปลงไปอั น เนื่ อ งมาจากการมี กํ า ลั ง การผลิ ต ใหม่ ซึ่ ง ผลิ ต
ผลิตภัณฑ์ในจำนวนมาก ผลที่ตามมาคือทำให้ในบางช่วงเวลาของอุตสาหกรรมจะมีกำลังการผลิตส่วนเกิน ตัวอย่างเช่น
เมื่อมีการสร้างและดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ บริษัทฯ จึงไม่อาจรับประกันได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้น
หากการเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอในอันที่จะก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ หรือหากไม่มีการปิด
โรงงานเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว กำลังการผลิตใหม่ ๆ สามารถทำให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินทั้งในระดับภูมิภาคและ
ระดับโลก ซึ่งจะส่ง ผลให้เกิด การลดลงของกำไร ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการทำกำไรของบริษัทฯ และอาจ
ส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
          ผลกระทบในทางลบดั ง กล่ า วข้ า งต้ น อาจรุ น แรงขึ้ น หากผู้ ผ ลิ ต ในภู มิ ภ าคอื่ น ๆ ประสบปั ญ หากํ า ลั ง การผลิ ต
ส่วนเกินในตลาดภายในประเทศหรือในภูมิภาคของตน และได้ส่งออกผลิ ตภัณฑ์ ของตนเพิ่ม ขึ้นไปยังตลาดที่บ ริษัท ฯ
ดำเนินธุรกิจอยู่ด้วยราคาสินค้าที่ไม่คำนึงถึงผลกำไร การดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งทำให้กำไรในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ
ในตลาดดังกล่าวลดลง และอาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน
และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
1.5       การที่บ ริษัทฯ ไม่สามารถปรับ ราคาผลิตภัณฑ์ตามราคาวัตถุดิบ ที่เพิ่มขึ้นได้อาจส่งผลกระทบในทาง
          ลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ
           หากต้นทุนของวัตถุดิบเพิ่มขึ้นแต่บริษัทฯ ไม่สามารถปรับราคาขายผลิตภัณฑ์ให้สะท้อนการเพิ่มขึ้นของต้นทุน
ดัง กล่ าวได้ จะส่ งผลต่ อผลการดํ า เนิ นงานของบริ ษั ทฯ ความสามารถของบริษั ทฯ ในการเพิ่ มราคาขายผลิ ตภั ณฑ์ อั น
เนื่ อ งมาจากราคาวัต ถุ ดิ บที่ เ พิ่ม ขึ้ น นั้น จะขึ้ นอยู่ กั บสภาวะตลาดและต้ นทุ น ที่เ พิ่ มขึ้ น เมื่อ เทีย บกั บคู่ แ ข่ง นอกจากนี้ ใ น
บางครั้ง บริษัทฯ อาจไม่สามารถปรับราคาขายให้เพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบได้ทั้งหมด เนื่องจากการที่บริษัทฯ มีข้อตกลง
กับลูกค้ามาก่อนหน้านี้แล้ว หรืออยู่ในช่วงที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ น้อย หรือการมีอุปทานในผลิตภัณฑ์
ของบริษัทฯ มากเกินไป ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน
ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
1.6       การดำเนินงานของบริษัทฯ ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของวัตถุดิบและต้นทุนวัตถุดิบ
          การดำเนินงานของบริษัทฯ ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของวัตถุดิบและราคาวัตถุดิบเป็นหลัก อันได้แก่ PTA และ MEG
สำหรับธุรกิจ PET และเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ และ PX สำหรับธุรกิจ PTA โดย PX PTA และ MEG เป็นผลผลิต
ที่ได้มาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และโดยทั่วไปจะผลิตโดยบริษัทที่ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ดังนั้น ต้นทุน
การผลิต PTA PET และโพลีเอสเตอร์จะขึ้นอยู่กับราคาของน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปทั้ง
ในประเทศและระหว่างประเทศ ดังนั้น ฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของบริษัทฯ จึงขึ้นอยู่กับราคาตลาดของ
น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในระดับระหว่างประเทศ
ภูมิภาคและในประเทศ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาของน้ำมันดิบ
และก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ราคาของน้ำมันดิบระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในครึ่งปี
แรกของปี 2551 แต่ได้กลับลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 โดยหลังจากที่ราคาของน้ำมันดิบได้พุ่งขึ้นสูงสุด
เป็นประวัติการณ์ ก็ได้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนเป็นราคาต่ำสุดราคาใหม่ในรอบ 3 ปีในเดือนธันวาคม 2551 บริษัทฯ คาด
ว่าความผันผวนและความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงดำเนินอยู่ต่อไป
        ตลาดและราคาของผลิ ตภั ณฑ์ ปิโ ตรเลีย มอาจขึ้น กับ อุปสงค์ โดยรวมของผลิ ตภั ณฑ์ ดัง กล่ าว (ซึ่ งอาจมีค วาม
ผันผวนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพและวงจรของเศรษฐกิจ ฤดูกาลและสภาวะอากาศ) ปริมาณของผลิตภัณฑ์
ในประเทศและภูมิภาค ราคาและปริมาณผลิต ภัณฑ์ที่นำเข้ า ราคาและปริมาณเชื้ อเพลิงทดแทนที่มี และขอบเขตและ
ลักษณะของกฎเกณฑ์และภาษีของภาครัฐ สภาวะอุปทานทั่วโลกและระดับราคาของน้ำมันดิบอาจได้รับผลกระทบอย่าง
มากจากกลุ่มต่าง ๆ ระดับระหว่างประเทศ ซึ่งควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันดิบส่วนใหญ่ของโลก และจากพัฒนาการทาง
การเมื อง โดยเฉพาะอย่า งยิ่ งประเทศในตะวั นออกกลาง นอกจากนี้ ปั จจั ยอื่ น ๆ เช่ น กฎเกณฑ์ ของรั ฐบาลทั้ง ในและ
ต่ า งประเทศ สภาวะอากาศ และการแข่ ง ขั น จากแหล่ ง พลั ง งานอื่ น ก็ มี ผ ลกระทบต่ อ ราคาน้ํ า มั น ดิ บ และผลิ ต ภั ณ ฑ์
ปิโตรเลียมด้วยเช่นกัน ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปสามารถก่อให้เกิดความผันผวน
ของผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นบางช่วงเวลา และอาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทาง
การเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
            นอกจากนี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายและกฎระเบียบ สงครามหรือการมุ่งทำลาย หรือการ
ก่อการร้ายที่รุนแรง หรือปัจจัยทางการเมืองอื่น ๆ ในประเทศหรือภูมิภาคต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ดำเนินงานหรือประกอบธุรกิจ
หรือที่ผู้จำหน่ายวัตถุดิบและพลังงานรายหลักตั้งอยู่ หรือการหยุดชะงักหรือการเสื่อมสภาพของโครงสร้างพื้นฐานในการ
ขนส่ ง ที่ ใ ช้ ข นส่ ง วั ต ถุ ดิ บ และพลั ง งานอาจส่ ง ผลกระทบต่ อ ปริ ม าณที่ มี แ ละต้ น ทุ น ของสิ่ ง ดั ง กล่ า ว ตั ว อย่ า งเช่ น
โรงงานผลิต PET ของ AlphaPet พึ่งพาผู้จำหน่าย PTA เพียงรายเดียว อันได้แก่ BP ซึ่งหากบริษัทดังกล่าวไม่สามารถ
ส่งมอบ PTA ตามที่บริษัทฯ ต้องการได้ บริษัทฯ ต้องซื้อ PTA ในจำนวนที่ต้องการจากตลาดจร (Spot Market) หรือ
จัดหาจากแหล่งอื่น ซึ่งอาจจะไม่มีผลิตภัณฑ์ในจำนวนที่บริษัทฯ ต้องการเพื่อใช้ในการผลิตที่โรงงานผลิต PET ของ
AlphaPet ได้ในทันที
1.7        การเพิ่มขึ้นของต้นทุนของบริษัทฯ อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ
             เนื่องจากบริษัทฯ ไม่สามารถกำหนดราคาโภคภัณฑ์ได้โดยตรง ดังนั้น ความสามารถในการแข่งขันและในการ
ทำกำไรในระยะยาวของบริษัทฯ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทฯ ในการลดต้นทุนและรักษาระดับการทำงานที่มี
ประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ต่ำเป็นหลัก หากบริษัทฯ ไม่สามารถรักษาโครงสร้างต้นทุน และดำเนินการให้โรงงานมีการ
ผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ต้นทุนของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อผลการดำเนินงานของ
บริษัทฯ ต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้บางอย่างอาจเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทฯ ซึ่ง
อาจส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ลดลง ตัวอย่างของต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้ ได้แก่ ต้นทุนด้านพลังงาน
ต้ น ทุ น ด้ า นประกั น ภั ย ต้ น ทุ น ด้ า นภาษี และต้ น ทุ น ด้ า นบํ า เหน็ จ โดยต้ น ทุ น ด้ า นพลั ง งานจะได้ รั บ ผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงของราคาปิโตรเคมี ซึ่งหากราคาเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนด้านก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า ถ่านหิน และน้ำมันของ
บริษัทฯ เพิ่มขึ้นด้วย และอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยทำให้ต้นทุนการผลิตของ
บริษัทฯ เพิ่มขึ้น
          ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ประสบกับการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากของต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งบริษัทฯ ได้
พยายามเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ให้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านพลังงาน แต่ก็ไม่สามารถปรับราคา
ผลิ ตภั ณ ฑ์ข องบริษั ท ฯ ให้ เ พิ่ม ขึ้น ได้ใ นทัน ที ทั้ งนี้ ความสามารถของบริ ษัท ฯ ในการผลัก ภาระต้น ทุน ที่ เพิ่ มขึ้ น ไปยั ง
ลูกค้าในท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับสภาวะของตลาด
           นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ในธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ของบริษัทฯ ยังเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลัก
ดังนั้น ความกดดันด้านสภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและกฎระเบียบที่ใช้บังคับกับบริษัทฯ หรือปัจจั ย
อื่น ๆ ที่จะส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผล
การดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
1.8        บริษัทฯ เพิ่งเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ที่โรงงานแห่งใหม่ ประกอบกับ การที่บริษัทฯ เพิ่งเข้าซื้อ
           กิจการต่าง ๆ ทำให้งบการเงินรวมในอดีตและข้อมูลทางการเงินรวมประหนึ่งทำใหม่ (Pro Forma)
           ของบริษัทฯ ไม่สามารถใช้เปรียบเทียบ และอาจไม่สามารถบ่งชี้ถึงผลประกอบการทางการเงินของ
           บริษัทฯ ในอนาคตได้
         ในช่วงเวลาตั้งแต่ไตรมาสที่สี่ของปี 2549 จนถึงสิ้นปี 2552 บริ ษัทฯ ได้เริ่มต้นดำเนิ นการผลิตเชิงพาณิชย์ ที่
โรงงานผลิตแห่งใหม่ของบริษัทฯ และได้เข้าซื้อกิจการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงการเข้าซื้อธุรกิจ PTA ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่
ของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ ได้รวมงบการเงินในอดีตดังต่อไปนี้ในเอกสารฉบับนี้ (ก) งบการเงินรวมที่ผ่านการตรวจสอบ
โดยผู้สอบบัญชี สำหรับรอบปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ปี 2550 และ ปี 2551 (ข) งบการเงินรวมระหว่างกาล
สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 และ 2552 และ (ค) ข้อมูลทางการเงินรวมประหนึ่งทำใหม่ (Pro
Forma) สำหรับรอบปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 บนสมมติฐานว่าบริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้นของ บจ. อินโดรามา
ปิโตรเคม และ บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมีคอลส์ ในวันที่ 1 มกราคม 2551
           อย่างไรก็ดี ข้อมูลทางการเงินรวมประหนึ่งทำใหม่ สำหรับรอบปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 มิได้รวมข้อมูล
ของ บมจ. ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย) เสมือนว่าการเข้าซื้อ บมจ. ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2551
แต่ บริ ษัทฯ นํ าข้ อมู ลทางการเงิ นของบริ ษั ทดั งกล่ าวตั้ งแต่วั นที่ มีการเข้าซื้ อกิ จการของบริ ษั ทฯ จริ ง เมื่ อวันที่ 1 ตุ ลาคม
2551 มารวมไว้ เนื่องจากโรงงานผลิตของ บมจ. ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย) มิได้เปิดดำเนินการในช่วงเวลาที่เข้าซื้อกิจการ
นอกจากนี้ งบการเงินของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมีคอลส์ และ บมจ. ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย) ก็
มิได้รวมอยู่ในเอกสารฉบับนี้
       เนื่ อ งจากบริ ษั ท ฯ เพิ่ ง เริ่ ม ดํ า เนิ น การผลิ ต เชิ ง พาณิ ช ย์ ที่ โ รงงานแห่ ง ใหม่ รวมทั้ ง เพิ่ ง เข้ า ซื้ อ ทรั พ ย์ สิ น ของ
Eastman Chemical Company บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์ และ บมจ. ทุนเท็กซ์ (ประเทศ
ไทย) ในเวลาที่ ต่ างกั นของช่ วงเวลาของงบการเงิ นที่ ปรากฏในหนั งสื อฉบั บนี้ ดั งนั้ น งบการเงิ นในอดี ตดั งกล่ าวจึ งไม่
สามารถใช้เปรียบเทียบได้ และไม่อาจบ่งชี้ถึงผลประกอบการในอนาคตของบริษัทฯ ได้

          นอกจากนี้ ข้อมูลทางการเงินรวมประหนึ่งทำใหม่ ซึ่งจัดเตรียมตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปของประเทศไทย
ได้แสดงไว้เพื่อประโยชน์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และมิใช่เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ถึงฐานะทางการเงินหรือผลการดำเนินงานที่ได้
เกิดขึ้นจริงหากการเข้าซื้อกิจการหรือทรัพย์สินดังกล่าวได้เสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม 2551 หรือมิได้แสดงให้เห็นถึง
ฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานในอนาคตของกลุ่มบริษัทฯ
          ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงมีข้อมูลทางการเงินที่จำกัดในการประเมินกลุ่มบริษัทฯ และในการตัดสินใจลงทุน
          นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจ PTA ในเดือนมีนาคม 2551 ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงมีข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับ
ธุรกิ จ PTA ของบริ ษัท ฯ อย่า งจํ ากั ดในการอ้ างอิง และประเมิน และโอกาสทางธุ รกิ จจะต้อ งพิ จารณาจากความเสี่ย ง
ค่าใช้จ่าย และความยากลำบากที่มักเกิดขึ้นจากการเข้าซื้อธุรกิจประเภทใหม่ ก่อนการเข้าซื้อธุรกิจ PTA ในเดือนมีนาคม
2551 บริษัทฯ มีความชำนาญที่จำกัดในการผลิต จำหน่าย และทำการตลาด PTA แต่บริษัทฯ เชื่อว่าธุรกิจ PTA ของ
บริษั ทฯ จะทำให้ต้ นทุน โดยรวมของบริษัท ฯ ลดลงอั นเนื่ องจากการรวมตั วในแนวตั้ง กับโรงงานผลิ ต PET และโพลี
เอสเตอร์ รวมทั้งจะช่วยเพิ่มรายได้โดยการขาย PTA ที่เหลือจากการใช้ภายในกลุ่มให้แก่ลูกค้าภายนอก แต่บริษัทฯ ก็ไม่
อาจรับประกันได้ว่าธุรกิจ PTA ของบริษัทฯ จะทำกำไรให้แก่บริษัทฯ ในอนาคต
1.9       การสูญเสียลูกค้ารายสำคัญอาจส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ
         บริษัทฯ มีฐานลูกค้าที่กว้างและหลากหลาย และมีความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์กับลูกค้าตั้งแต่ระยะปานกลางถึง
ยาว อย่างไรก็ดี การจำหน่ายสินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทฯ จะอยู่ในรูปของสัญญาซึ่งมีระยะเวลาเพียงหนึ่งปี หรือเป็นการ
จำหน่ายในตลาดจร
         บริษัทฯ มียอดจำหน่ายสินค้าให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งของธุรกิจเม็ดพลาสติก PET ของบริษัทฯ ในปี 2549 ปี 2550
ปี 2551 และงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 คิดเป็นเงินจำนวน 2,940 ล้านบาท 4,466 ล้านบาท 5,259
ล้านบาท และ 4,346 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.7 ร้อยละ 13.8 ร้อยละ 9.9 และร้อยละ 7.4 ของรายได้จากการขาย
รวมของบริษัทฯ ตามลำดับ นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหญ่ในธุรกิจ PET 10 อันดับแรกในปี 2549 ปี 2550 ปี 2551 และงวด
เก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 คิดเป็นร้อยละ 71.5 ร้อยละ 48.9 ร้อยละ 46.7 และร้อยละ 40.3 ของรายได้
รวมจากการจำหน่าย PET (หรือร้อยละ 45.1 ร้อยละ 38.6 ร้อยละ 35.9 และร้อยละ 22.4 ของรายได้รวมจากการขาย)
ตามลำดับ
          บริ ษั ท ฯ อาจไม่ ส ามารถจํ า หน่ า ยผลิ ต ภั ณ ฑ์ ข องบริ ษั ท ฯ ให้ แ ก่ ลู ก ค้ า เหล่ า นี้ ไ ด้ ใ นอนาคต และหากบริ ษั ท ฯ
สูญเสียลูกค้ารายใหญ่เหล่านี้ หรือลูกค้ารายใหญ่ดังกล่าวประสบกับปัญหาด้านเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทฯ ไม่
สามารถหาลูกค้าอื่นทดแทนหรือไม่สามารถได้ลูกค้ารายดังกล่าวกลับคืนมา อาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
1.10      ภาระหนี้สินซึ่งมีอยู่จำนวนมากอาจจำกัดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ หรือจำกัดการ
          เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่บริษัทฯ ต้องใช้เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ
           ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 บริษัทฯ มีหนี้สินระยะสั้นเป็นจำนวน 13,567.4 ล้านบาท และมีหนี้สินระยะยาวหัก
ส่วนที่ถึ งกำหนดชำระภายใน 1 ปี จำนวน 25,590.7 ล้า นบาท โดยหนี้สินของบริษัท ฯ เกือ บทั้งหมดเป็นหนี้สินที่ มี
หลักประกัน ซึ่งรวมถึงการจำนองที่ดิน อาคาร โรงงาน เครื่องจักร และ/หรืออุปกรณ์ของบริษัทย่อยบางแห่งของบริษัทฯ
รวมถึงการจำนำหุ้นของบริษัทย่อยบางแห่งของบริษัทฯ ในการที่บริษัทฯ มีหนี้สินจำนวนมากและมีดอกเบี้ยจ่ายดังกล่าว
ทำให้ บริษัท ฯ ต้อ งมีกระแสเงินสดเป็น จำนวนมากในการชำระหนี้สิ นที่มีใ นปัจ จุบัน และที่ คาดว่ าจะมี ในอนาคต ดังนั้ น
กระแสเงินสดที่เหลือจากการชำระหนี้อาจไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจหรือในการขยายการดำเนินธุรกิจที่สำคัญได้
            สัญญากู้ยืมเงินของบริษัทฯ มีข้อกำหนดต่าง ๆ หลากหลาย ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดที่ให้บริษัทฯ ต้องดำรงไว้ซึ่ง
อัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ การจำกัดความสามารถของบริษัทฯ ในการจำหน่ายทรัพย์สินไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนที่
สำคัญ ในการจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทฯ ในการก่อภาระผูกพันในทรัพย์สินใด ๆ ในการให้เงินกู้หรือเข้าค้ำประกันหรือ
เข้ า ชดใช้ ค วามเสี ย หาย ในการลงทุ น ในการควบกิ จ การหรื อ แยกกิ จ การ หากมิ ไ ด้ รั บ ความเห็ น ชอบจากผู้ ใ ห้ กู้ ก่ อ น
นอกจากนี้ ข้อกำหนดของสัญญากู้ยืมเงินอาจจำกัดความสามารถของบริษัทฯ ในการจัดหาเงินกู้ที่จำเป็น หรือมีเงื่อนไขที่
ดีกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รายจ่ายส่วนทุนในการเข้าซื้อกิจการอื่น การชำระหนี้ หรือการอื่นใด
ในอนาคต หรือจำกัดความสามารถของบริษัทฯ ในการลงทุนในธุรกิจของบริษัทฯ และใช้ความได้เปรียบในโอกาสทาง
ธุรกิจในอนาคต หรือทำให้บริษัทฯ อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบในการแข่งขันต่อคู่แข่งบางรายที่มีภาระหนี้สินน้อยกว่า และ
จํ า กั ด ความสามารถของบริ ษั ท ฯ ในการตอบสนองต่ อ การเปลี่ ย นแปลงของสภาวะตลาดหรื อ ทางธุ ร กิ จ หรื อ การ
เปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หรือความตกต่ำทางเศรษฐกิจ
         ความสามารถของบริ ษั ทฯ ในการชํ าระหนี้ จ ะขึ้น อยู่กั บ การดำ เนิ นงานในอนาคตของบริ ษัท ฯ ซึ่ ง จะขึ้ นอยู่ กั บ
ความสํ า เร็ จของบริ ษั ท ฯ ในการดํ าเนิ น การตามกลยุ ทธ์ รวมทั้ ง ความสามารถทางด้ า นการบริ หารการเงิ น การแข่ ง ขั น
กฎระเบียบ เทคนิค และปัจจัยอื่น ๆ สภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป ความต้องการในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ และความสามารถ
ในการสร้างผลกำไรให้ดียิ่งขึ้น และปัจจัยเฉพาะอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมและโครงการเฉพาะต่าง ๆ ซึ่งปัจจัยหลายอย่างที่
กล่ า วมาข้ า งต้ น อยู่ น อกเหนื อ การควบคุ ม ของบริ ษั ท ฯ หากบริ ษั ท ฯ ไม่ ส ามารถชํ า ระหนี้ ไ ด้ เจ้ า หนี้ มี ห ลั ก ประกั น ของ
บริษั ทฯ อาจยึด ทรั พย์สิ นที่ เป็น ประกัน ซึ่ง อาจส่ง ผลให้บ ริษั ทฯ ไม่ สามารถใช้ ทรัพ ย์สิ นหรื อสิ นทรั พย์ นั้นได้ หรือ ไม่ มี
อำนาจควบคุมบริษัทย่อยบางแห่งอีกต่อไป และ/หรือ อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อความสามารถของบริษัทฯ ในการ
ดำเนินการโรงงานผลิตของบริษัทย่อยดังกล่าว

          นอกจากนี้ บริษัทฯ อาจต้องจัดหาเงินกู้ยืมใหม่เพื่อทดแทนเงินกู้ยืมเดิม (Refinance) ในอนาคต ความสามารถ
ของบริษัทฯ ในการจัดหาเงินกู้ยืมใหม่ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ เวลานั้น ข้อจำกัดในสัญญาที่
เกี่ยวข้องกับหนี้เงินกู้ของบริษัทฯ และปัจจัยอื่น รวมทั้งสภาวะตลาดและเศรษฐกิจโดยทั่วไป
          ปฏิบัติการ อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของ
บริษัทฯ
1.11      ธุรกิจเส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ และธุรกิจ PET มีความเสี่ยงจากการมีผลิตภัณฑ์ทดแทน
          ผลิตภัณฑ์เส้นใยโพลีเอสเตอร์ของบริษัทฯ แข่งขันกับเส้นใยประเภทอื่น โดยเฉพาะฝ้ายเป็นหลัก การที่ลูกค้าที่
ใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์สามารถใช้เส้นใยประเภทอื่นทดแทนจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ
นอกจากนี้ ลูกค้าของบริษัทฯ อาจใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์สังเคราะห์สั้นที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ในผลิตภัณฑ์ขั้นปลายของ
ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์สังเคราะห์สั้นซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิตลดลง นอกจากนี้
แฟชั่ น และแนวโน้ ม ของราคาอาจทํ า ให้ มี ก ารใช้ เ ส้ นใยประเภทอื่ นแทนเส้น ใยที่ บริ ษั ท ฯ ผลิ ต ซึ่ง หากมีก ารใช้เ ส้ น ใย
ประเภทอื่นแทนเส้นใยที่บริษัทฯ ผลิตมากขึ้นจะทำให้อุปสงค์และยอดขายเส้นใยโพลีเอสเตอร์ของบริษัทฯ ลดลง ซึ่งจะ
ส่งผลให้ธุรกิจดังกล่าวของบริษัทฯ มีกำไรลดลง และอาจส่งผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสํ าคัญต่อธุรกิจ ฐานะทาง
การเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
         อุปสงค์เม็ดพลาสติก PET ในโลก ส่วนใหญ่มาจากขวดที่ใช้บรรจุน้ำอัดลม น้ำแร่ และเครื่องดื่มประเภทอื่น ๆ
เนื่องจากการตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อาจทำให้มีการใช้สิ่งอื่นมาทดแทนเม็ดพลาสติก PET
หรืออาจทำให้ความต้องการสิ่งทดแทนดังกล่าวเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น วัสดุพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติที่มีพืช
เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน อันได้แก่ กรดพอลิแล็คติก (Polylactic Acid หรือ PLA) ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะสิ่งที่
จะทดแทนวัสดุพลาสติกที่มีน้ำมันปิโตรเลียมเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ซึ่งสิ่งทดแทนดังกล่าวอาจแพร่หลายมากขึ้นหาก
ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี วัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตสิ่งทดแทนดังกล่าวลดลง
1.12      อั ต ราแลกเปลี่ ย นเงิ น และ/หรื อ อั ต ราดอกเบี้ ย ที่ มี ค วามผั น ผวนอาจส่ ง ผลกระทบในทางลบอย่ า งมี
          นัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
         เนื่องจากธุรกิจของบริษัทฯ เป็นธุรกิจในระดับระหว่างประเทศ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของ
สกุลเงินต่างประเทศอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และโอกาสทางธุรกิจของ
บริษัทฯ การผันผวนของสกุลเงินต่าง ๆ จะส่งผลกระทบต่อบริษัทฯ เนื่องจากความไม่สมดุลระหว่างสกุลเงินที่เป็นต้นทุน
ในการดำเนินงานและสกุลเงินที่เป็นรายได้ของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จำหน่ายสินค้าซึ่งโดยปกติจะกำหนดราคาโดยอิงกับ
เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือเงินยูโร ในขณะที่ต้นทุนในการดำเนินงานจะอยู่ในสกุลเงินท้องถิ่น เช่น บาท ปอนด์สเตอริง และ
ลิตัสของประเทศลิธัวเนีย
          รายได้ของบริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนระหว่างสกุลเงินบาท ซึ่งเป็นสกุลเงินที่บริษัทฯ ใช้ใน
การจัดทำงบการเงิน และสกุลเงินอื่น ๆ ที่บริษัทย่อยบางแห่งของบริษัทฯ ได้ใช้ในการรายงานผลการดำเนินงาน ดังนั้น
บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบในทางลบจากการขาดทุนจากการแปลงค่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอันเนื่องมาจากความผัน
ผวนของค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ เงินยูโร และเงินสกุลอื่น ๆ ที่บริษัทฯ ใช้ในการประกอบธุรกิจ โดย
ณ วั นที่ 31 ธัน วาคม 2551 และงวดเก้ าเดือ นสิ้ นสุ ด ณ วัน ที่ 30 กั นยายน 2552 บริษั ทฯ มี ขาดทุ นอั ตราแลกเปลี่ย น
เงินตราสุทธิเป็นจำนวน 523.8 ล้านบาท และมีกำไรอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสุทธิเป็นจำนวน 421.1 ล้านบาท ตามลำดับ
         นอกจากนี้ บริษัทย่อยของบริษัทฯ จะกู้ยืมเงินในสกุลเงินที่บริษัทดังกล่าวต้องใช้ในการประกอบธุรกิจเพื่อลด
ความเสี่ ย งจากอั ต ราแลกเปลี่ ย นที่ อ าจมี ขึ้ น ซึ่ ง การดํ า เนิ น การดั ง กล่ า วส่ ง ผลให้ บ ริ ษั ท ฯ มี ค วามเสี่ ย งทางด้ า นอั ต รา
ดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลดังกล่าว โดยเงินสกุลหลักได้แก่ บาท ดอลล่าร์สหรัฐฯ และยูโร ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง
ของอัตราดอกเบี้ยอาจก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ ฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และ
โอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ
2         ความเสี่ยงเกี่ยวกับโครงสร้างกลุ่มบริษัทของบริษัทฯ
2.1       การประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ส่วนหนึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการกับบริษัทอื่น ๆ ใน
          กลุ่มอินโดรามาในประเทศอินโดนีเซียและประเทศอินเดีย
         บริษัทฯ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอินโดรามาที่รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบริษัทร่วมที่มี
การบริหารจัดการอย่างเป็นอิ สระต่ อกัน จำนวนสามกลุ่ม ได้ แก่ กลุ่มบริษัทฯ กลุ่ มของนายเอส. พี. โลเฮีย ในประเทศ
อินโดนีเซีย และกลุ่มของนายโอ. พี. โลเฮีย ในประเทศอินเดีย ทั้งนี้ กลุ่มอินโดรามาจัดตั้งขึ้นในประเทศอินโดนีเซียในปี
2519 โดย นายเอ็ม. แอล. โลเฮีย ซึ่งกลุ่มบริษัทแต่ละกลุ่มอยู่ภายใต้การบริหารงานของบุตรชายแต่ละคนของ นายเอ็ม.
แอล. โลเฮีย
          บริษัทฯ ไม่ได้เป็นเจ้าของชื่ออินโดรามา บริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่ออินโดรามาแบบ Non-Exclusive ตาม
สัญญาอนุญาตให้ใช้ชื่อ (License Agreement) กับ Lohia Global Holdings Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่ควบคุมโดยนาย
เอ็ม. แอล. โลเฮีย ทั้งนี้ กลุ่มของนายเอส. พี. โลเฮีย และกลุ่มของนายโอ. พี. โลเฮีย ก็ยังคงใช้ชื่ออินโดรามา บริษัทฯ
ไม่ได้มีอำนาจในการควบคุมการใช้ชื่ออินโดรามาโดยกลุ่มของนายเอส. พี. โลเฮีย และกลุ่มของนายโอ. พี. โลเฮีย และ
ไม่สามารถรับประกันได้ว่าการดำเนินการใด ๆ ของกลุ่มของนายเอส. พี. โลเฮีย และกลุ่มของนายโอ. พี. โลเฮีย จะไม่
ส่งผลกระทบในทางลบต่อชื่อเสียงของชื่ออินโดรามา

          ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับกลุ่มของนายเอส. พี. โลเฮีย และกลุ่มของนายโอ.พี. โลเฮีย ในการจัดหาซื้อ
และเจรจาต่อรองราคา MEG สำหรับใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด แต่เนื่องจากการรวมตัวกันของกลุ่ม
บริษัททั้งสามกลุ่มเกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ บริษัทฯ จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่า กลุ่มของนายเอส. พี. โลเฮีย และ
กลุ่มของนายโอ. พี. โลเฮีย จะยังคงร่วมมือกับบริษัทฯ ในการจัดซื้อและเจรจาต่อรองราคา MEG ต่อไป ซึ่งหากบริษัทฯ
จะต้องจัดซื้อและเจรจาต่อรองราคา MEG สำหรับใช้ในการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยปราศจากความร่วมมือจากกลุ่ม
บริษัทอื่นในกลุ่มอินโดรามา ราคาที่บริษัทฯ จะต้องชำระเพื่อซื้อ MEG อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
         นอกจากนี้ ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนและการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อปรับโครงสร้างการ
ถือหุ้นและการจัดการในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ (ภายใต้สมมติฐานว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยของ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส ทุก
รายตกลงแลกหุ้นที่ตนถืออยู่กับหุ้นของบริษัทฯ โดยมีอัตราส่วนการแลกหุ้นเท่ากับ 1 หุ้น บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส
ต่ อ 1.4150 หุ้ น บมจ. อิ น โดรามา เวนเจอร์ ส )        ผู้ ถื อ หุ้ น ที่ มี อํ า นาจควบคุ ม (นายเอส. พี . โลเฮี ย และบุ ค คลที่ มี
ความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยตรง ซึ่งถือหุ้นในผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม ร้อยละ 51 โดยมีสิทธิออกเสียงร้อยละ 24
ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด) จะยังคงถือหุ้นในบริษัทฯ จำนวนร้อยละ 71.5 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ
บริษัทฯ (หรือร้อยละ 70.1 ภายใต้สมมติฐานว่ามีการซื้อหุ้นจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินทั้งหมด) ดังนี้ นายเอส. พี. โลเฮีย
ซึ่งควบคุมกลุ่มของนายเอส. พี. โลเฮีย อาจมีผลประโยชน์ที่แตกต่างจากผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายอื่นของบริษัทฯ
2.2       บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding
          Company) จึงต้องพึ่งพิงเงินปันผลที่ได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเพื่อจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น
          ของบริษัทฯ
          เนื่องจาก บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
จึงต้องอาศัยเงินปันผลที่ได้รับจากการถือหุ้นในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในการจ่ายเงินปันผลของตน ซึ่งการจ่ายเงินปัน
ผลดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการทางการเงินในอนาคต ซึ่งเป็นผลมาจากความสำ เร็จในการปรับใช้กลยุทธ์ทาง
ธุรกิจของบริษัทนั้น ๆ และขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปัจจัยทางการเงิน ปัจจัยเกี่ยวกับการแข่งขัน ปัจจัยทางกฎหมาย
ปัจ จัย ทางเทคนิ ค และปัจ จัย อื่ น ๆ สภาพเศรษฐกิ จโดยทั่ วไป อุป สงค์ และราคาขายผลิต ภัณ ฑ์ข องบริษั ทนั้ น ๆ และ
ปัจจัยเฉพาะที่เกี่ย วข้องกับธุร กิจหรื อโครงการของบริษัทนั้ น ๆ ซึ่งปัจ จัยหลายประการอยู่นอกเหนื อความควบคุมของ
บริษัทฯ
           ทั้งนี้ ความสามารถของบริษัทย่อย (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) ของบริษัทฯ ในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น
ซึ่งรวมถึง บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส อยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน
จํ า กั ด หากบริ ษั ท ใดยั ง มี ย อดขาดทุ น สะสมอยู่ บริ ษั ท นั้ น ไม่ ส ามารถจ่ า ยเงิ น ปั น ผลได้ แ ม้ ว่ า จะมี กํ า ไรสุ ท ธิ ใ นปี นั้ น
นอกจากนี้ บริษัทย่อยของบริษัทฯ หลายแห่ง รวมถึง บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม, Orion Global, Indorama Holdings
Europe, IRH Rotterdam, บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์, บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ และ AlphaPet ถูก
กำหนดห้ามมิให้ทำการจ่ายเงินปันผล เว้นแต่จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญากู้ยืมเงินที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้
ตามเงื่อนไขในการที่บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้นของ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส จำนวนร้อยละ 3.94 จาก DEG ในปี 2551
บริษัทฯ ถูกกำหนดให้จำนำหุ้นดังกล่าว รวมถึงเงินปันผลจากหุ้นดังกล่าว ไว้กับ DEG จนกว่าบริษัทฯ จะชำระเงินค่าซื้อ
หุ้นงวดสุดท้ายครบถ้วน
2.3       บริษัทฯ อาจถูกจำกัดความสามารถในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น
         แม้ว่าบริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะจ่ายเงินปันผลในหุ้นของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ถือหุ้น ความสามารถในการจ่ายเงินปัน
ผลของบริ ษั ท ฯ ในอนาคต จะขึ้ น อยู่ กั บ มติ ที่ ป ระชุ ม คณะกรรมการบริ ษั ท ฯ และ/หรื อ มติ ที่ ป ระชุ ม ผู้ ถื อ หุ้ น ผลการ
ดำเนินงานของบริษัทฯ กระแสเงินสด ฐานะทางการเงิน ข้อห้ามตามสัญญา และข้อห้ามตามกฎหมาย และปัจจัยอื่น ๆ
ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ เห็นว่าเกี่ยวข้อง
         นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด หาก บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่
บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์สจะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ ถึงแม้ว่าบริษัทฯ มีกำไรสุทธิในปีนั้น ดังนั้น หากบริษัทฯ ไม่
สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างเพียงพอ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส อาจจ่ายเงินปันผลในอนาคตได้ในจำนวนที่ไม่มากนัก
นอกจากนี้ ภายใต้กฎหมายไทย เงินปั นผลจะต้องจ่ ายจากกํ าไรสุ ทธิ ของ บมจ. อิ นโดรามา เวนเจอร์ส ตามงบการเงิ น
เฉพาะกิจการของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เท่านั้น ไม่ใช่ตามงบการเงินรวมของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ดังนั้น
บริษัทฯ จึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลใด ๆ จากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ ที่เกิดจากกำไรจาก
ผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ซึ่งบริษัทฯ เข้าลงทุนในปี 2549 และค่าความนิยมติดลบ ซึ่งบริษัทฯ ได้
ทำการบันทึกบัญชีในปี 2551 อันเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการในปี 2551
3         ความเสี่ยงเกี่ยวกับหุ้นของบริษัทฯ
3.1       การขายหุ้นในอนาคตและการมีหุ้น ของบริษั ทฯ เป็น จำนวนมากสํ าหรั บ ขาย อาจทํ าให้ ราคาหุ้น ของ
          บริษัทฯ ลดลง
            ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในครั้งนี้และการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อปรับโครงสร้างการถือ
หุ้นและการจัดการเสร็จสมบูรณ์ (ภายใต้สมมติฐานว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยของ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส ทุกรายตกลง
แลกหุ้น ที่ ต นถื อ อยู่กั บ หุ้ นของบริ ษั ท ฯ โดยมี อั ต ราส่ ว นการแลกหุ้ นเท่ า กับ 1 หุ้ น บมจ. อิ น โดรามา โพลีเ มอร์ส ต่ อ
1.4150 หุ้น บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส) ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมของบริษัทฯ จะยังคงถือหุ้นร้อยละ 71.5 ของหุ้นที่
จํ า หน่ า ยได้ แ ล้ ว ทั้ ง หมดของบริ ษั ท ฯ (หรื อ ร้ อ ยละ 70.1 ภายใต้ ส มมติ ฐ านว่ า มี ก ารซื้ อ หุ้ น จากการจั ด สรรหุ้ น ส่ ว นเกิ น
ทั้งหมด) ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมของบริษัทฯ ได้ตกลงกับผู้ซื้อหลักทรัพย์เบื้องต้นในต่างประเทศและผู้จัดการการจัด

จำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนว่า นับตั้งแต่วันที่ระบุในเอกสารฉบับนี้จนถึงวันที่ 180
ภายหลังจากวันปิดการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมของบริษัทฯ จะไม่เสนอขาย ขาย
หรือจำหน่ายหลักทรัพย์ใด ๆ ที่เป็นหลักทรัพย์ประเภทเดียวกันกับหุ้นสามัญที่เสนอขายในครั้งนี้ หรือหลักทรัพย์ใด ๆ ที่
อาจแปลงสภาพหรือสามารถแลกเปลี่ยนเป็นหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ในประเภทเดียวกันกับหุ้นสามัญที่เสนอขายในครั้งนี้
โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ซื้อหลักทรัพย์เบื้องต้นในต่างประเทศและผู้จัดการการจัดจำหน่าย
และรับประกันการจำหน่าย ทั้งนี้ ภายใต้ข้อกำหนดการห้ามขายหุ้น (lock-up provision) ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมของ
บริษัทฯ จะมีสิทธิขายหุ้นที่ตนถืออยู่ได้ในเวลาใด ๆ ภายหลังจากวันที่ 31 กรกฎาคม 2553
         การขายหุ้นของบริษัทฯ จำนวนมากโดยผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม หรือการคาดการณ์ว่าจะมีการขายหุ้นจำนวน
มากอาจมีผลกระทบต่อราคาซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ บริษัทฯ ไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลกระทบ (ถ้ามี) ได้ว่าการ
ขายหุ้นในอนาคตหรือการมีหุ้นไว้เพื่อขายในอนาคตนั้นจะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทฯ                          ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
อย่างไร การขายหุ้นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้หรือการคาดการณ์ว่าจะมีการ
ขายเช่นนี้เกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อราคาตลาดของหุ้นของบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ การขายหุ้น
ดังกล่าว อาจสร้างความยากลำบากแก่บริษัทฯ ในการระดมทุนโดยการออกหลักทรัพย์ในเวลาและที่ราคาที่บริษัทฯ เห็น
ว่าเหมาะสม

กรณีพิพาท
       ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส และบริษัทย่อยในประเทศไทยมิได้มีข้อพิพาททาง
กฎหมายที่ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสินทรัพย์ของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ที่มีจำนวนสูงกว่าร้อยละ 5 ของ
ส่วนของผู้ถือหุ้น และไม่มีข้อพิพาทที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส อย่างมีนัยสำคัญ
         อย่างไรก็ตาม บริษัทย่อยของบริษัทฯ ที่อยู่ในต่างประเทศ มีข้อพิพาททางกฎหมาย โดยมีรายละเอียดปรากฎ
ดังนี้
1        ข้อพิพาททางกฎหมายของบริษัทย่อย
         ข้อพิพาททางกฎหมายกรณี Eastman
           Eastman ได้ยื่นฟ้อง AlphaPet, IRP Rotterdam, IRP Workington, IRH Rotterdam และ บมจ. อินโดรามา
โพลี เมอร์ ส ต่อศาลแขวงเดลาแวร์ (Delaware District Court) ในสหรัฐ อเมริก า เมื่อวั นที่ 18 ธัน วาคม 2552 อั น
เกี่ยวเนื่องกับการผลิตเชิงพาณิชย์ของโรงงานผลิต PET ของ AlphaPet ทั้งนี้ โรงงานผลิต PET ของ AlphaPet มีกำลัง
การผลิตคิดเป็นร้อยละ 28.8 ของกำลังการผลิตติดตั้งของโรงงานผลิต PET ของบริษัทฯ
            นอกจากนี้ IRP Rotterdam, IRP Workington และ IRH Rotterdam (รวมเรียกว่า "จำเลยในทวีปยุโรป")
เข้าทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี (Technology License Agreement) กับ Eastman อันเกี่ยวเนื่องกับการที่บริษัท
ฯ เข้ า ซื้อ โรงงานผลิต PET และโรงงานผลิ ต PTA ของ Eastman ซึ่ งตั้ ง อยู่ ท างตะวั น ตกเฉีย งเหนื อของทวี ปยุ โ รปใน
เดื อ นมี น าคม 2551 โดยภายใต้ สั ญ ญาเข้ า ซื้ อ กิ จ การ (acquisition agreement) ดั ง กล่ า ว พนั ก งานบางรายของ
Eastman ได้เข้ามาเป็นพนักงานของจำเลยในทวีปยุโรป นอกจากนี้ ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี จำเลยใน
ทวีปยุโรปได้รับอนุญาตให้ใช้ความลับทางเทคโนโลยีของ Eastman ในการผลิตผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์บางประเภทที่
โรงงานผลิต PET ของ IRP Workington และ IRP Rotterdam และโรงงานผลิต PTA ของ IRH Rotterdam และ
สัญญาดังกล่าวยังได้ห้ามมิให้จำเลยในทวีปยุโรปใช้หรือเข้าถึงข้อมูลเทคโนโลยี IntegRexTM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการ
ผลิต PET ของ Eastman รวมทั้งห้ามมิให้จำเลยในทวีปยุโรปเอาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวจากอดีตพนักงาน
ของ Eastman
         ทั้งนี้ ในคำฟ้องดังกล่าว Eastman ได้กล่าวหาว่า
             AlphaPet ได้ละเมิ ดสิทธิบัตรบางรายการของ Eastman โดยการทำ ใช้ ขาย และเสนอขาย polyester
             monomer และ polyester polymer melt phase products ในสหรัฐอเมริกา และการจัดหาผลิตภัณฑ์
             พลาสติกโพลีเมอร์ส ให้แก่บุคคลอื่นที่ทำและขายบรรจุภัณฑ์พลาสติกในสหรัฐอเมริกา
             จำเลยในทวีปยุโรปได้ละเมิดสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี เนื่องจากอดีตพนักงานของ Eastman ที่รู้
             ข้อมูลความลับ และความลับทางการค้าของ Eastman ได้ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างไม่สมควร
             ในช่วงการออกแบบ การเริ่มทดลองเดินเครื่อง และ/หรือการดำเนินการผลิต PET melt-to-resin ของ
             AlphaPet
             จํ า เลยได้ ลั ก ลอบใช้ ข้ อ มู ล ความลั บ และความลั บ ทางการค้ า ของ Eastman ภายใต้ ก ฎหมายของมลรั ฐ
             เดลาแวร์
          Eastman ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงการให้ค่าชดเชยความเสียหาย ค่าเสียหายเชิง
ลงโทษ รวมถึงการให้ค่าใช้สิทธิที่สมเหตุผล การห้าม AlphaPet ไม่ให้กระทำการละเมิดสิทธิบัตรต่างๆ ของ Eastman
ในอนาคต การห้ามจำเลยในทวีปยุโรปใช้ข้อมูลความลับ และความลับทางการค้าของ Eastman โดยไม่ได้รับอนุญาต
ซึ่งรวมถึงการมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว การให้จ่ายดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายและค่าทนาย ทั้งนี้ คำฟ้องของ Eastman เมื่อวันที่
18 ธันวาคม 2552 มิได้ขอให้มีการไต่สวนเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่อย่างใด
           โรงงานผลิต PET ของ AlphaPet ใช้เทคโนโลยีแบบ melt-to-resin ซึ่งได้รับอนุญาตจาก Uhde Inventa
Fischer AG ทั้งนี้ AlphaPet ได้เข้าทำสัญญากับ Uhde Inventa Fischer AG เพื่อควบคุมการก่อสร้างโรงงานผลิต PET
ของ AlphaPet และให้บริการงานออกแบบ และอุปกรณ์ บริษัทฯ เชื่อว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลและบริษัทฯ ประสงค์
ที่จะต่อสู้กับข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าคดีความนี้จะจบลงเมื่อใด และ
ไม่อาจรับประกันได้ว่าศาลแขวงเดลาแวร์จะจำหน่ายคดีหรือตัดสินคดีในทางที่เป็นคุณแก่บริษัทฯ นอกจากนี้ ศาลแขวง
เดลาแวร์ อ าจมี คํ า สั่ ง คุ้ ม ครองไม่ ว่ า ชั่ ว คราวหรื อ ถาวรก่ อ นมี คํ า พิ พ ากษา (ซึ่ ง อาจส่ ง ผลให้ ก ารดํ า เนิ น การผลิ ต ของ
โรงงานผลิ ต PET ของ AlphaPet ต้ อ งหยุ ด ลง) อาจพิ พ ากษาเป็ น คุ ณ แก่ Eastman และ/หรื อ ให้ บ ริ ษั ท ฯ ชดใช้
ค่าเสียหายเป็นจำนวนมากให้แก่ Eastman และ/หรือ กำหนดค่าใช้สิทธิขึ้นมา นอกจากนี้ หากศาลเห็นว่าจำเลยในทวีป
ยุโ รปได้ ล ะเมิ ด สั ญ ญาอนุ ญ าตให้ ใ ช้ เ ทคโนโลยี อ ย่ า งมี นั ย สํ า คั ญ Eastman มี สิ ท ธิ ภ ายใต้ สั ญ ญาดั ง กล่ า วที่ จ ะยกเลิ ก
สัญญารวมทั้งการอนุญาตให้ใช้สิทธิต่างๆ ที่ได้ให้ไว้ภายใต้สัญญาดังกล่าว อีกทั้งบริษัทฯ อาจมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเป็น
อย่างมากอันเนื่องมาจากการดำเนินการในคดีนี้
           อย่างไรก็ตาม หาก Eastman ยกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี บริษัทฯ เชื่อว่าโรงงานผลิตของจำเลยใน
ทวี ป ยุโ รป จะสามารถหาเทคโนโลยี ส ามั ญ อื่น (Conventional Technologies) มาทดแทนได้ด้ ว ยต้ น ทุน ที่ ต่ำ และ
สามารถดำเนินการได้โดยเกิดผลกระทบน้อยมากหรือไม่เกิดผลกระทบต่อการผลิตเลย
          ข้อพิพาททางกฎหมายกรณี Industrial Piping
          AlphaPet ได้ว่าจ้าง Industrial Piping, Inc. ("Industrial Piping") ให้ทำการติดตั้งระบบท่อลำเลียง (Piping)
บางประเภทในโรงงานผลิต PET ของ AlphaPet ในเมือง Decatur รัฐ Alabama สหรัฐอเมริกา โดย Industrial Piping
ได้ตกลงที่จะปฎิบัติงานดังกล่าวโดยคิดค่าตอบแทนจำนวน 2,990,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งสองฝ่าย
ได้มีการแก้ไขรายการต่างๆ เพิ่มเติมรวมกัน ทำให้ค่าตอบแทนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 3,220,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อมาใน
วันที่ 23 กันยายน 2551 AlphaPet ได้มีหนังสือแสดงเจตจำนงที่ระบุถึงความพยายามของ AlphaPet กับ Industrial
Piping ที่จ ะทํ าความตกลงกั นเกี่ย วกั บเงื่อ นไขและข้อ ตกลงสุด ท้า ย อย่ างไรก็ดี แม้ว่ า Industrial Piping จะเริ่ ม
ดำเนินงานไปแล้ว แต่ความตกลงเกี่ยวกับเงื่อนไขและข้อตกลงสุดท้ายดังกล่าวก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้
         ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 Industrial Piping ได้ยื่นคำร้องขอให้มีการไกล่เกลี่ยและเรียกร้องให้มีการระงับ
ข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการอเมริกา (American Arbitration Association) โดยใน
คำร้องขอให้มีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ Industrial Piping ได้ทำการเรียกร้องค่าเสียหายจากการผิด
สัญ ญา ประมาทเลิ น เล่ อ และการให้ คํ า รั บรองอั น เป็ น เท็ จ โดยประมาทเลิ นเล่ อ โดยไม่ ไ ด้ ร ะบุ จํ า นวนค่ า เสี ย หาย และ
เรียกร้องจำนวนเงินที่มากกว่า 1.9 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ อันเป็นค่าเสียหายจากการผิดข้อตกลงในหนังสือแสดงเจตจำนง
ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลสำหรับการให้บริการ (Quantum Meruit) และค่าปฏิบัติงานและแรงงานที่ได้ดำเนินการไป
แล้ว ต่อมาในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 Industrial Piping ได้ยื่นคำร้องขอสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินของ
AlphaPet เพื่อเป็นหลักประกันต่อสำนักงานเจ้าพนักงานดูแลทรัพย์สิน (Office of the Probate Judge) เขต Morgan
รัฐ Alabama สหรัฐอเมริกา เพื่อร้องขอในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงขอให้มีการแถลงว่า Industrial Piping มีสิทธิที่จะเอา
สิทธิในการถือครองทรัพย์สินที่เช่าของ AlphaPet ออกขาย และนำเงินจากการขายดังกล่าวมาชดใช้ตามที่ Industrial
Piping ได้เรียกร้อง พร้อมทั้งดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
              AlphaPet ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่สำคัญทั้งหมดของ Industrial Piping และมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีอย่าง
จริงจัง โดย AlphaPet ได้ยื่นคำร้องแย้งในเรื่องต่างๆ ซึ่งรวมถึงขอให้มีคำสั่งแก้ไขข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวกับสิทธิในการ
ถือครองทรัพย์สินเพื่อเป็นหลักประกัน ให้มีการแถลงว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำการระงับข้อพิพาท
ด้ ว ยวิ ธี อ นุ ญ าโตตุ ล าการ ให้ มี คํ า สั่ ง ห้ า มมิ ใ ห้ Industrial               Piping            ดํ า เนิ น กระบวนการระงั บ ข้ อ พิ พ าทด้ ว ยวิ ธี
อนุญาโตตุลาการต่อไป และให้กำหนดค่าเสียหายตามความเป็นจริงและค่าเสียหายในเชิงลงโทษอันเกิดจากการหมิ่น
ประมาททำให้เสียชื่อเสียงและการฉ้อโกง และในวันเดียวกัน Industrial Piping ได้ยื่นคำฟ้องเพื่อทำให้สิทธิในการ
ครอบครองทรั พ ย์ สิ น เพื่ อ เป็ น หลั ก ประกั น สมบู ร ณ์ แ ละเพื่ อ บั ง คั บ สิ ท ธิ ดั ง กล่ า วต่ อ ศาลประจํ า รั ฐ ของเขต Morgan รั ฐ
Alabama ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าคดีความดังกล่าวจะมีผลสรุปอย่างไร
2         ข้อพิพาททางคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ แต่บริษัทฯ ไม่ได้เข้าเป็นคู่ความโดยตรง
          ข้อพิพาททางคดีซึ่งบริษัทฯ มิได้เข้าเป็นคู่ความแต่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ
         ข้อ พิพาทเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและ
ระบบบำบัดมลพิษทางอากาศโรงงานผลิต Purified Terephthalic Acid (PTA) ของ บจ. อินโดรามา ปิโตร
เคม ซึ่งเป็นข้อพิพาทในศาลปกครองกลาง
              เมื่ อวั น ที่ 19 มิถุ น ายน 2552 สมาคมต่อ ต้า นสภาวะโลกร้อ นกั บ พวกรวม 43 คน ("ผู้ ฟ้อ งคดี ") ได้ ยื่ นฟ้ อ ง
หน่วยงานของรัฐ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ("หน่วยงานผู้ถูกฟ้อง")
ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้หน่วยงานผู้ถูกฟ้องเพิกถอนรายงานการ
วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเพิกถอนใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่เข้าข่ายเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้
จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉางและพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดระยอง
ซึ่ ง อาจก่ อ ให้ เ กิ ด ผลกระทบต่ อ ชุ ม ชนอย่ า งรุ น แรง ทั้ ง ทางด้ า นคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ ม ทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสุ ข ภาพ
จำนวน 76 โครงการ รวมทั้งขอให้ระงับการดำเนินกิจกรรมใดๆ ในปัจจุบันสำหรับโครงการหรือกิจกรรมหรือกิจการที่ผู้ขอ
อนุญาตหรือเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมหรือกิจการที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นโครงการที่
มิ ไ ด้ ป ฏิ บั ติ ต ามขั้ น ตอนที่ กํ า หนดไว้ ใ นรั ฐ ธรรมนู ญ และกฎหมายอื่ น ที่ เ กี่ ย วข้ อ ง ซึ่ ง รวมถึ ง การจั ด ให้ มี ก ารประเมิ น ผล
กระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
และการให้ อ งค์ ก ารอิ ส ระให้ ค วามเห็ น ประกอบก่ อ นมี ก ารดํ า เนิ น โครงการหรื อ กิ จ กรรมดั ง กล่ า ว โดยหนึ่ ง ในโครงการ
ดังกล่าว ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและระบบบำบัดมลพิษทาง
อากาศโรงงานผลิ ต Purified Terephthalic Acid (PTA) ของ บจ. อิ น โดรามา ปิ โ ตรเคม ที่ ไ ด้ รั บ อนุ ญ าตจาก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
         นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ผู้ฟ้องคดียังได้มีคำขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
โดยได้ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับโครงการ หรือกิจกรรม หรือกิจการใดๆ ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น
รวมถึงห้ามหน่วยงานผู้ถูกฟ้องให้ความเห็นชอบหรืออนุญาตในรายงานของโครงการใหม่ๆ ทุกโครงการที่อาจก่อให้เกิด
ผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง
          ต่อมา ในวันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์เป็น
การชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้หน่วยงานผู้ถูกฟ้อง สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นไว้เป็นการ
ชั่วคราว จนกว่า ศาลจะมีคํ าพิ พากษาหรื อศาลมีคำ สั่ง เปลี่ย นแปลงเป็ นอย่ างอื่น ยกเว้ น โครงการหรื อกิ จกรรมที่ไ ด้รั บ
ใบอนุญาตก่อนวันประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้
กํ า หนดให้ เ ป็ น ประเภทโครงการหรื อ กิ จ กรรมที่ ต้ อ งจั ด ทํ า รายงานการวิ เ คราะห์ ผ ลกระทบสิ่ ง แวดล้ อ ม ตามประกาศ
กระทรวงทรั พยากรธรรมชาติ และสิ่ งแวดล้ อม เรื่ อง กํ าหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือ กิ จการซึ่ง ต้ องจัด ทํ า
รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการ
วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติ
มาตรา 67 วรรคสอง ของรั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช 2550 อย่ า งไรก็ ดี ในเดื อ นตุ ล าคม 2552
หน่วยงานผู้ถูกฟ้อง โดยพนักงานอัยการและผู้ประกอบการหลายรายในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งรวมถึง บจ. อินโดรามา ปิโตร
เคม ได้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณากลับคำสั่งของศาลปกครองกลางที่กำหนดมาตรการ
หรือวิธีก ารบรรเทาทุกข์ชั่ วคราวก่ อนการพิพากษา และขอให้ศาลปกครองสู งสุดมีคํ าสั่งระงั บการปฏิ บัติตามคํ าสั่งศาล
ปกครองกลาง
         เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาอุทธรณ์และมีคำสั่งให้แก้คำสั่งกำหนดมาตรการหรือ
วิธีการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง โดยมีคำสั่งมิให้หน่วยงานผู้ถูกฟ้องสั่งระงับโครงการ
หรือกิจกรรมของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม (และโครงการของบุคคลอื่นอีก 10 โครงการ) เนื่องจากเป็นโครงการหรือ
กิจ กรรมที่ ไม่ น่ าจะก่ อ ให้ เกิ ด ผลกระทบอย่ า งรุ นแรงอย่า งชัด เจน แต่ เป็ นโครงการหรื อกิ จ กรรมที่ มุ่ง ควบคุม หรื อ บำ บั ด
มลพิษ หรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม
            สืบเนื่องจากคำ วินิ จฉัย ของศาลปกครองสู งสุ ดเกี่ ยวกับคํ าสั่ง คุ้ม ครองชั่ วคราว บจ. อิ นโดรามา ปิโ ตรเคม ได้
ดํ า เนิ น การยื่ น คํ า ขออนุ ญ าตต่ อ การนิ ค มอุ ต สาหกรรมแห่ ง ประเทศไทย เพื่ อ เริ่ ม ดํ า เนิ น กิ จ การในเชิ ง พาณิ ช ย์ ข อง
โรงงานผลิต PTA ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่สามารถรับรองได้ว่า การนิคมอุตสาหกรรม
แห่งประเทศไทยจะให้ค วามเห็นชอบแก่โครงการดังกล่าวจนกว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความจะสิ้นสุด หรืออาจไม่ใ ห้
ความเห็นชอบเลยก็ได้
        สํ า หรั บ การดํ า เนิ น กระบวนพิ จ ารณาในคดี ดั ง กล่ า ว ศาลปกครองกลางกํ า หนดให้ ห น่ ว ยงานผู้ ถู ก ฟ้ อ งคดี ทํ า
คำให้การและยื่นต่อศาลภายในวันที่ 12 มกราคม 2553 โดยที่ผลของคำพิพากษาในคดีอาจส่งผลให้เกิดการเพิกถอน
ใบอนุญาต หรือระงับการดำเนินการในการก่อสร้างอาคารหรือการประกอบกิจการในโครงการของ บจ. อินโดรามา ปิโตร
เคม
       
               ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552 จำนวน 3,475 คน (รวมทุกบริษัทในกลุ่ม)
จำนวนพนักงาน

ประวัติความเป็นมาโดยสรุป
        บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เดิมชื่อ บจ. บีคอน โกลบอล จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์
2546 ต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น บจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนโดยการถือหุ้นในบริษัทต่างๆ (Holding Company) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใน
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแบบครบวงจร ซึ่งผลิตและจำหน่าย PET (Polyethylene Terephthalate) เส้นใยและเส้นด้ายโพลี
เอสเตอร์ (Polyester Fiber and Yarn) PTA (Purified Terephthalic Acid) และเส้นใยจากขนสัตว์
         บริษัทฯ เริ่มดำเนินกิจการเมื่อปี 2537 โดยจัดตั้ง บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นด้ายจากขนสัตว์
(Worsted Wool Yarn) เป็นรายแรกในประเทศไทย และเมื่อปี 2538 บริษัทฯ ได้เข้าดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีโดยมุ่งเน้นใน
อุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์โดยการตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PET ขึ้นในประเทศไทย นับแต่บัดนั้นเป็นต้น
มา กิจการของบริษัทฯ ก็ได้เจริญเติบโตและขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในวงการอุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์ และ
เจริญก้าวหน้าเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่รายหนึ่งในอุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์ของโลก โดยธุรกิจ
ของบริษัทฯ สามารถแบ่งแยกได้เป็น 4 กลุ่มธุรกิจ อันได้แก่ PET เส้นใยและเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ PTA และเส้นใยจาก
ขนสัตว์ โดยดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศต่างๆ 5 ประเทศ ใน 3 ทวีป
          บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจ PET โดยการลงทุนในบริษัทใหม่ (Greenfield Investment) การ
เข้าซื้อกิจการอื่น (Strategic Acquisitions) และการขยายกิจการที่มีอยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้น (Brownfield Expansions) ใน
ระหว่ า งปี 2538 ถึ ง ปี 2545 บริ ษัท ฯ ได้ข ยายธุร กิจ PET โดยเข้า ลงทุ นในอุ ต สาหกรรมปลายน้ํ า (Downstream
Production) ของธุรกิจ PET ในรูปของพลาสติกขึ้นรูปขวด (Preforms) ขวด และฝาจุกเกลียว (Closures) โดยเข้าร่วม
ทุนกับ บมจ. เสริมสุข ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็ปซี่ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว และยังได้ลงทุนใน
โครงการต่างๆ อีกหลายโครงการเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตของบริษัทฯ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายฐานการผลิตผลิตภัณฑ์
PET ไปยังต่างประเทศ โดยในปี 2546 ได้เข้าลงทุนในโรงงานผลิต PET ของ StarPet ในทวีปอเมริกาเหนือ และในปี
2549 ได้เข้าลงทุนในโรงงานผลิต PET ของ Orion Global ในทวีปยุโรป จากการขยายกิจการดังกล่าวทำให้บริษัทฯ
เป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PET เพียงผู้เดียวที่มีการประกอบธุรกิจอยู่ใน 3 ทวีป ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณการบริโภคที่สูง
ที่สุดของโลก อันได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ เมื่อปี 2551 บริษัทฯ ยังได้ขยายแหล่ง
การผลิ ตของบริ ษัท ฯ ด้ ว ยการเข้ าซื้ อ กิ จ การโรงงานผลิ ต เม็ด พลาสติก PET อี กสองแห่ งซึ่ ง ตั้ ง อยู่ใ นทวี ป ยุโ รปจาก
Eastman Chemical Company และในปี 2552 ได้เข้าลงทุนในบริษัทใหม่ (Greenfield Investment) ชื่อว่า AlphaPet
ซึ่งทำธุรกิจ PET ในทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งนี้ ธุรกิจ PET ของบริษัทฯ ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในนามของ
บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส ในปี 2548
            การพั ฒ นาธุ ร กิ จ โพลี เ อสเตอร์ ข องบริ ษั ท ฯ เป็ น ผลมาจากการเข้ า ซื้ อ สิ น ทรั พ ย์ จ ากกิ จ การที่ มี ปั ญ หาในการ
ดำเนินงาน (Distressed Assets) และการเติบโตตามปกติ (Organic Growth) โดยใช้วิธีการขยายกำลังการผลิต
(Debottlenecking) และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ให้คุ้มค่ามากที่สุด (Asset Optimization) โดยบริษัทฯ ได้เริ่ม
ดำเนินธุรกิจโพลีเอสเตอร์ในปี 2540 โดยการเข้าลงทุนใน บจ. อินโด โพลี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเส้นใยโพ
ลีเอสเตอร์แห่งหนึ่งในประเทศไทย และเมื่อปี 2551 บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนใน บมจ. ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย) ซึ่งเป็น
ผู้ผ ลิต เส้น ใยโพลีเ อสเตอร์ ร ายใหญ่ ที่ สุด ในประเทศไทย โดยการเข้ า ลงทุ นในโรงงานโพลีเ อสเตอร์ ทั้ งสองแห่ งของ
บริษัทฯ เป็นการเข้าซื้อสินทรัพย์จากกิจการที่มีปัญหาในการดำเนินงาน ด้วยราคาที่มีส่วนลดจากราคาต้นทุนทดแทนใน
การสร้างโรงงานแบบเดียวกัน (Replacement Cost) และต่อมาได้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ทำกำไรให้แก่บริษัทฯ เป็นอย่าง
ยิ่ง ในปี 2552 บจ. อินโด โพลี (ประเทศไทย) ได้โอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้แก่ บมจ. ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย)
ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
        บริษัทฯ ได้ขยายกิจการออกไปในรูปแบบการรวมตัวในแนวตั้ง (Vertical Integration) โดยการประกอบธุรกิจ
PTA ในปี 2551 ด้วยการเข้าลงทุนในโรงงานจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ IRH Rotterdam บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม และ
บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์ ทั้งนี้ ปรัชญาความก้าวหน้าทางธุรกิจ PTA ของบริษัทฯ คือการเข้าซื้อสินทรัพย์ด้วยราคาที่มี
ส่วนลดจากราคาต้นทุนทดแทนในการจัดหาทรัพย์สินในทวีปยุโรปและเอเชีย เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจ PET และธุรกิจ
โพลีเอสเตอร์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำ
เงินลงทุนในบริษัทย่อย บริษัทร่วม/บริษัทที่เกี่ยวข้อง

          ณ 31 ตุลาคม 2552 ปรากฏดังนี้
           บริษัท (1)                                                                                              มูลค่าเงินลงทุน
                                   ประเภทกิจการและ                ทุนชำระแล้ว           ร้อยละของหุ้นที่ถือ
                                                                  (บาท) (2)                   (2)
                                     ลักษณะธุรกิจ                                                                  (ตามราคาทุน) (2)
                                                                                                                     (บาท)
 บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์                                             774,468,000                97.93                 1,951,147,000
                                      บริษัทลงทุน และ
                                       ผลิตผ้าขนสัตว์
 บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส                                         1,382,197,870               69.29                 1,392,470,000
                                      ผลิตและจำหน่าย
                                      เม็ดพลาสติก PET
                                                                 700,000,000                98.85                  676,217,000
 บจ. อินโด โพลี (ประเทศ                 ผลิตเส้นใยและ
 ไทย) (3)                          เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์
 บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม             ผลิตและจำหน่าย PTA              4,727,820,420              100.00                 2,525,805,000
                                                                2,202,850,000               99.55                 1,473,995,000
 บมจ. อินโดรามา โพลีเอ              ผลิตและจำหน่ายเส้นใย
 สเตอร์ อินดัสตรี้ส์                     และเส้นด้ายโพลีเอ
                                   สเตอร์ และผลิตเม็ด
                                      พลาสติก PET
 บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์             ผลิตและจำหน่าย PTA              4,925,000,000               52.64                 2,184,117,000

(1) เฉพาะบริษัทที่ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ถือหุ้นทางตรง
(2) ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2552
(3) บจ. อินโด โพลี (ประเทศไทย) ได้โอนกิจการทั้งหมดให้กับ บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และอยู่
    ระหว่างการชำระบัญชี

การเพิ่มทุน ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
      วัน/เดือน/ปี                ทุนที่เพิ่ม (บาท)                 หลังเพิ่มทุน (บาท)                  หมายเหตุ/วัตถุประสงค์การใช้เงิน
   10 มิถุนายน 2551              2,175,000,000                 2,575,000,000           เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ
    2 กันยายน 2551                583,644,770                 3,158,644,770           เพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนในการซื้อหุ้น บจ. อินโด
                                                                                     รามา ปิโตรเคม
   17 กันยายน 2551                192,899,140                  3,351,543,910          เพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนในการซื้อหุ้น บจ. อินโด
                                                                                     โพลี (ประเทศไทย) และบมจ. อินโดรามา โพลีเอ
                                                                                     สเตอร์ อินดัสตรี้ส์
   1 กุมภาพันธ์ 2553                400,000,000                  3,751,543,910          เพื่อการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชน


   3 กุมภาพันธ์ 2553              582,727,137                4,334,271,047          เพื่อการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นราย
                                                                                 ย่อยของ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส ที่ตอบ
                                                                                 รับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อปรับโครงสร้างการ
                                                                                 ถือหุ้นและการจัดการของ บมจ. อินโดรามา เวน
                                                                                 เจอร์ส ตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้นและ
                                                                                 การจัดการระหว่าง บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
                                                                                 กับ บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส

                             1 มกราคม - 31 ธันวาคม ของทุกปี
รอบระยะเวลาบัญชี
                             นายวิเชียร ธรรมตระกูล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จำกัด

ผู้สอบบัญชี
                             บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด

นายทะเบียนหุ้น
                             บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
ที่ปรึกษาทางการเงิน

นโยบายการจ่ายเงินปันผล
            คณะกรรมการของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของกำไร
สุทธิหลังหักภาษีและหลังหักสำรองตามกฎหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมการ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ
ในการพิจารณาการจ่ายเงินปันผล โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น เช่น เงินสำรองเพื่อ
จ่ า ยชํ า ระหนี้ เ งิ น กู้ ยื ม แผนการลงทุ น ในการขยายกิ จ การ หรื อ เพื่ อ สนั บ สนุ น กระแสเงิ น สดของบริ ษั ท ฯ ในกรณี ที่ มี
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาด เป็นต้น
          นอกจากนี้ ภายใต้กฎหมายไทย เงิ นปันผลจะต้องจ่ายจากกำไรสุทธิของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ตามงบ
การเงินเฉพาะกิจการของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส เท่านั้น ไม่ใช่ตามงบการเงินรวมของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลใดๆ จากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ ที่เกิดจากกำไร
จากผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ซึ่งบริษัทฯ เข้าลงทุนในปี 2549 และค่าความนิยมติดลบ ซึ่งบริษัทฯ
ได้ทำการบันทึกบัญชีในปี 2551 อันเป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการในปี 2551
          บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส มีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี
และหลังหักสำรองตามกฎหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติในการพิจารณาการจ่ายเงินปันผล โดย
คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น เช่น เงินสำรองเพื่อจ่ายชำระหนี้เงินกู้ยืม แผนการลงทุนใน
การขยายกิจ การ หรื อเพื่อ สนับ สนุ น กระแสเงิ นสดของบริ ษัท ฯ ในกรณี ที่ มีผ ลกระทบจากการเปลี่ ยนแปลงของสภาวะ
ตลาด เป็นต้น
         อย่างไรก็ตาม บริษัทย่อยแต่ละบริษัทของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส (ยกเว้น บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส)
ไม่มีการกำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผลแต่อย่างใด ทั้งนี้การจ่ายเงินปันผลของบริษัทย่อย จะต้องได้รับมติอนุมัติจาก
คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ มติอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทย่อย
บัตรส่งเสริมการลงทุน
                       บริษัทย่อย                              ปีสิ้นสุดสิทธิประโยชน์
                                                           การยกเว้นภาษีเงินได้นิติ              ปีสิ้นสุดสิทธิประโยชน์การลดอัตรา
                                                                     บุคคล                    ภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50
                                                                       2554                        ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์
 บจ. เอเซีย เพ็ท (ไทยแลนด์)
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1554(1)/2544)
                                                                       2559                        ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์
 บจ. เอเซีย เพ็ท (ไทยแลนด์)
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 2229(2)/2550)
                                                                       2558                        ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์
 บมจ. อินโดรามา โพลีเมอร์ส
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1644(2)/2549)
                                                                       2557                                 2562
 บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1123(2)/2547)
                                                                       2549                                 2554
 บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1335/2540)
                                                                       2557                                 2562
 บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมิคอลส์
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1121(2)/2549)
                                                                       2549                                 2554
 บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1315/2539)
                                                              ยังไม่เปิดดำเนินการ                       ยังไม่เปิดดำเนินการ
 บมจ. อินโดรามา โพลีเอสเตอร์ อินดัสตรี้ส์
 (บัตรส่งเสริมการลงทุนเลขที่ 1271(2)/2552)

จำนวนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 ปรากฏดังนี้

                                                                                                                           ร้อยละของทุน
                                                                                       จำนวนราย            จำนวนหุ้น
                                                                                                                             ชำระแล้ว

1.       ผู้ถือหุ้นสามัญที่เป็น Strategic shareholders
         1.1 กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องและบุคคลที่มี
                                                                                             6           3,113,102,138            71.83
             ความสัมพันธ์
         1.2 ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้น > 5 % โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย                                           -                   -                    -
         1.3 ผู้มีอำนาจควบคุม                                                                    -                   -                    -
2.       ผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อยที่ถือไม่ต่ำกว่า 1 หน่วยการซื้อขาย                                          3,746         1,221,168,909            28.17
3.       ผู้ถือหุ้นสามัญที่ถือต่ำกว่า 1 หน่วยการซื้อขาย                                                    -                   -                    -
         รวมผู้ถือหุ้นสามัญทั้งสิ้น                                                                  3,752        4,334,271,047            100.00


                                 ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 ปรากฏดังนี้
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่
                                                                                ก่อน IPO                              หลัง IPO
                              รายชื่อผู้ถือหุ้น
                                                                         จำนวนหุ้น            ร้อยละ             จำนวนหุ้น         ร้อยละ
 1.       บจ. อินโดรามา รีซอสเซส*                                         3,112,562,720        92.87           3,112,562,720     71.81
 2.       นายอาลก โลเฮีย                                                           10         0.00                  10          0.00
 3.       นายอนุช โลเฮีย                                                            10         0.00                  10          0.00


          รวม                                                          3,112,562,740            92.87       3,112,562,740            71.81
  
หมายเหตุ: *บจ. อินโดรามา รีซอสเซส เป็นบริษัทที่ Canopus International Limited ถือหุ้นร้อยละ 99.99 (โดย
Canopus International Limited มีนายอาลก โลเฮีย และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยตรง ถือหุ้นร้อยละ
49 โดยมีสิทธิออกเสียงร้อยละ 76 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดใน Canopus International Limited ในขณะที่
นายศรี ปรากาซ โลเฮีย ("นายเอส.พี. โลเฮีย") และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยตรง ถือหุ้นร้อยละ 51 โดย
มีสิทธิออกเสียงร้อยละ 24 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดใน Canopus International Limited)

                                 ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 ปรากฏดังนี้
ผู้ถือหุ้นต่างด้าว
                                 บริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างด้าว           87       ราย
                                 ถือหุ้นรวมกัน 3,600,033,054            หุ้น คิดเป็นร้อยละ 83.06 ของทุนจดชำระแล้ว
                                 หมายเหตุ: บริษัทไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นต่างด้าวตามข้อบังคับของบริษัท
                                 ข้อ 6 ว่า "หุ้นของบริษัทสามารถโอนได้โดยไม่มีข้อจำกัด"
คณะกรรมการ
              ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 คณะกรรมการ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 8 ท่าน
ดังนี้

                       ชื่อ                                            ตำแหน่ง                                     วันที่ดำรงตำแหน่ง
 1.       นายศรี ปรากาซ โลเฮีย                                    ประธานกรรมการ                                   30 เมษายน 2552
 2.       นายอาลก โลเฮีย                                   รองประธานกรรมการ และ                                 21 กุมภาพันธ์ 2546
                                                      ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทฯ
 3.       นางสุจิตรา โลเฮีย                                             กรรมการ                                   21 กุมภาพันธ์ 2546
 4.       นายซาชิ ปรากาซ ไคตาน                                        กรรมการ                                    2 กันยายน 2552
 5.       นายอมิต โลเฮีย                                               กรรมการ                                    30 เมษายน 2552
                                                                                                               19 กันยายน 2552
 6.       นายระเฑียร ศรีมงคล                        ประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระ
                                                                                                               19 กันยายน 2552
 7.       นายวิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค                     กรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระ
                                                                                                               19 กันยายน 2552
 8.       นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช                          กรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระ

เลขานุการคณะกรรมการ นายฮาชา วี เรดดี้
คณะกรรมการตรวจสอบ

       ที่ ป ระชุ ม คณะกรรมการบริ ษั ท ครั้ ง ที่ 6/2552 เมื่ อ วั น ที่ 18 กั น ยายน 2552 ได้ มี ม ติ แ ต่ ง ตั้ ง คณะกรรมการ
ตรวจสอบของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส ประกอบด้วยกรรมการที่มีรายชื่อ ดังนี้
                                        ชื่อ                                                           ตำแหน่ง
           1.    นายระเฑียร ศรีมงคล                                                          ประธานกรรมการตรวจสอบ
           2.    นายวิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค                                                         กรรมการตรวจสอบ
           3.    นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช                                                              กรรมการตรวจสอบ

         นายระเฑี ย ร ศรี ม งคล เป็ น กรรมการตรวจสอบที่ มี ค วามรู้ แ ละประสบการณ์ เ พี ย งพอในการสอบทานความ
         น่าเชื่อถือของงบการเงินของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ นายฮาชา วี เรดดี้
         ขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ
         1. สอบทานให้ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส มีการรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและเพียงพอ
         2. สอบทานให้ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส มีระบบการควบคุมภายใน (internal control) และระบบการ
            ตรวจสอบภายใน (internal audit) ที่เหมาะสมและมีประสิทธิผล และพิจารณาความเป็นอิสระของ
            หน่วยงานตรวจสอบภายใน ตลอดจนให้ความเห็นชอบในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย เลิกจ้างหัวหน้า
            หน่วยงานตรวจสอบภายใน หรือหน่วยงานอื่นใดที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบภายใน
         3. สอบทานให้ บมจ. อิ น โดรามา เวนเจอร์ ส ปฏิ บั ติ ต ามกฎหมายว่ า ด้ ว ยหลั ก ทรั พ ย์ แ ละตลาดหลั ก ทรั พ ย์
            ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         4. พิ จ ารณา      คั ด เลื อ ก   เสนอแต่ ง ตั้ ง บุ ค คลซึ่ ง มี ค วามเป็ น อิ ส ระเพื่ อ ทํ า หน้ า ที่ เ ป็ น ผู้ ส อบบั ญ ชี ข อง
            บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส และเสนอค่าตอบแทนของบุคคลดังกล่าว รวมทั้งเข้าร่วมประชุมกับผู้สอบบัญชี
            โดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วมประชุมด้วยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
         5. พิจารณารายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ให้เป็นไปตามกฎหมาย
            และข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่ารายการดังกล่าวสมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์
            สูงสุดต่อ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         6. จัดทำรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบโดยเปิ ดเผยไว้ ในรายงานประจำปีของ บมจ. อินโดรามา เวน
            เจอร์ ส ซึ่ง รายงานดั งกล่ าวต้อ งลงนามโดยประธานคณะกรรมการตรวจสอบและต้ องประกอบด้ วยข้อ มู ล
            อย่างน้อยดังต่อไปนี้
                (1)   ความเห็ น เกี่ ย วกั บ ความถู ก ต้ อ ง            ครบถ้ ว น        เป็ น ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ ข องรายงานทางการเงิ น ของ
                      บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
                (2)   ความเห็นเกี่ยวกับความเพียงพอของระบบควบคุมภายในของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
                (3)   ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของ
                      ตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
                (4)   ความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้สอบบัญชี
                (5)   ความเห็นเกี่ยวกับรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
                (6)   จำนวนการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบ และการเข้าร่วมประชุมของกรรมการตรวจสอบแต่ละท่าน
                (7)   ความเห็ น หรื อ ข้ อ สั ง เกตโดยรวมที่ ค ณะกรรมการตรวจสอบได้ รั บ จากการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ต าม
                      กฎบัตร (charter)
                (8)   รายการอื่นที่เห็นว่าผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไปควรทราบภายใต้ขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบที่
                      ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส
         7. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการของ บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส มอบหมายด้วยความเห็นชอบจาก
            คณะกรรมการตรวจสอบ
         วาระการดำรงตำแหน่ง               1. ประธานกรรมการตรวจสอบ                   2 ปี
                                         2. กรรมการตรวจสอบ                         2 ปี
                                                   - ไม่มี -
เงื่อนไขในการรับหลักทรัพย์ (ถ้ามี)
ระยะเวลาห้ามจำหน่ายหุ้น
ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนที่ถือหุ้นจำนวน 3,112,562,720 หุ้น ให้คำรับรองต่อตลาดหลักทรัพย์ว่าจะไม่
นํ า หุ้ น จํ า นวน 2,383,849,076 หุ้ น คิ ด เป็ น ร้ อ ยละ 55 ของทุ น ชํ า ระแล้ ว หลั ง เสนอขายหุ้ น ต่ อ ประชาชนทั่ ว ไป
ออกจำหน่ายเป็นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่หลักทรัพย์ของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยเมื่อครบ
กำหนดระยะเวลาทุกๆ 6 เดือน ผู้ถือหุ้นดังกล่าวได้รับการผ่อนผันให้ทยอยขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่ถูกสั่งห้ามขายได้ใน
จำนวนร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นหรือหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ถูกสั่งห้ามขาย และเมื่อครบกำหนด 1 ปี สามารถขายส่วนที่
เหลือได้ทั้งหมด
                                                      - ไม่มี -
การผ่อนผันของตลาดหลักทรัพย์
                                                      - ไม่มี -
อื่นๆ ที่สำคัญ
สถิติ
บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) (งบการเงินเฉพาะกิจการ)
                        ปี                             รายได้จาก           กำไร            กำไร        เงินปันผล/       มูลค่าหุ้นตาม  เงินปันผลต่อ
                                                                                       (ขาดทุน)        หุ้น (บาท) (3)    บัญชี/หุ้น
                                                       การขาย          (ขาดทุน)                                                    กำไร (%)
                                                                                           (2)
                                                                         สุทธิ            สุทธิ/ หุ้น                       (บาท)
                                                     (พันบาท) (1)
                                                                                        (บาท)
                                                                       (พันบาท)
                                                                  -       458,495            0.14              -          2.57              -
   งวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552
                   (สอบทานแล้ว)
                                                                  -         96,568           0.60              -         50.67              -
    รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551
                  (ตรวจสอบแล้ว)
                                                                  -       176,537            4.41              -         20.74              -
    รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550
                  (ตรวจสอบแล้ว)
                                                                  -         85,766           2.14              -         16.32              -
    รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549
                  (ตรวจสอบแล้ว)
(1) บริษัทเป็นบริษัทลงทุนจึงไม่มีรายได้จากการขาย
(2) คำนวณจากจำนวนหุ้นเท่ากับ 40,000,000 หุ้น 40,000,000 หุ้น และ 160,914,415 หุ้น ในปี 2549 ปี 2550 และ ปี 2551 ตามลำดับ คำนวณ
    จากจำนวนหุ้นเท่ากับ 106,126,374 หุ้น และ 3,351,543,910 หุ้น ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 และ งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
    ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 ตามลำดับ และมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ในรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549, ปี 2550 และ ปี 2551
    และ มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552
(3) คำนวณจากเงินปันผลจ่ายหารด้วยกำไรสุทธิที่สะท้อนการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดนั้น ๆ ทั้งนี้ ใช้ตัวเลขจากงบการเงินเฉพาะกิจการของ บมจ.
    อินโดรามา เวนเจอร์ส

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (งบการเงินรวม)
                        ปี                            รายได้จาก             กำไร          กำไร        เงินปันผล/       มูลค่าหุ้นตาม    เงินปันผลต่อ
                                                                                     (ขาดทุน)         หุ้น (บาท) (3)    บัญชี/หุ้น
                                                      การขาย           (ขาดทุน)                                                    กำไร (%)
                                                                                       (2)
                                                                          สุทธิ         สุทธิ/ หุ้น                         (บาท)
                                                     (พันบาท)
                                                                                       (บาท)
                                                                        (1)
                                                                       (พันบาท)
                                                      59,072,177       3,445,708        1.03              -          6.42              -
   งวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552
                   (สอบทานแล้ว)
                                                      75,968,330       1,359,835         8.45              -        110.04              -
    รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551
               (ประหนึ่งทำใหม่) (4)
                                                      53,331,844       2,656,296       16.51               -        110.04              -
    รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551
                  (ตรวจสอบแล้ว)
                                                      32,345,381        908,771        22.72               -        158.69              -
    รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2550
                  (ตรวจสอบแล้ว)
                                               (5)
                                                      18,759,951        684,130            17.10               -        133.81              -
  รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549
                  (ตรวจสอบแล้ว)
(1) กำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ
(2) คำนวณจากจำนวนหุ้นเท่ากับ 40,000,000 หุ้น 40,000,000 หุ้น และ 160,914,415 หุ้น ในปี 2549 ปี 2550 และ ปี 2551 ตามลำดับ คำนวณ
    จากจำนวนหุ้นเท่ากับ 106,126,374 หุ้น และ 3,351,543,910 หุ้น ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 และ งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
    ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 ตามลำดับ มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ในปี 2549 ปี 2550 และ ปี 2551 และมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ในงวด
    เก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552
(3) คำนวณจากเงินปันผลจ่ายหารด้วยกำไรสุทธิที่สะท้อนการจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดนั้น ๆ ทั้งนี้ ใช้ตัวเลขจากงบการเงินเฉพาะกิจการของ บมจ.
    อินโดรามา เวนเจอร์ส
(4) กำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ ในปี 2551 ได้รวมผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม และ บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมีคอลส์ ซึ่ง
    เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมเดียวกัน เสมือนว่าบริษัทฯ ได้เข้าลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551
(5) กำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ ในปี 2549 ได้รวมผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุม
    เดียวกัน เสมือนว่าบริษัทฯ ได้เข้าลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ ได้หุ้น บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ มาใน
    เดือนกันยายน 2549 จำนวนร้อยละ 94.57 ดังนั้น หากบริษัทฯ รวมผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549
    กำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ จะลดลงจำนวน 179.01 ล้านบาท
                                             

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) (งบการเงินเฉพาะกิจการ)
งบดุล

                                                                                                                     งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                                                     รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม
                                                                                                                     ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                                                                           2552
                                                                   ปี 2549           ปี 2550            ปี 2551
                                                                   พันบาท            พันบาท             พันบาท               พันบาท
สินทรัพย์
สินทรัพย์หมุนเวียน
เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด                                                 821           46,307             27,450                  1,012
เงินลงทุนชั่วคราว                                                           51,708           90,189                  -                      -
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น                                                              -                -              5,666                 52,695
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน                                                       52,529          136,495             33,116                 53,707
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
เงินลงทุนในบริษัทย่อย และบริษัทร่วม                                          2,785,172        2,804,967        9,473,822             10,203,751
เงินให้กู้ยืมระยะยาวแก่บุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน                                      -                -          924,023                914,779
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์                                                            -                -                -                      -
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน                                                  2,785,172        2,804,967       10,397,845             11,118,530
รวมสินทรัพย์                                                           2,837,701        2,941,463       10,430,961             11,172,237
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
หนี้สินหมุนเวียน
เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน                                -                 -        565,543                 562,405
เงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน                                   72,735                 -                -                       -
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี                             -                 -           45,870                  45,870
หนี้สินหมุนเวียนอื่น                                                              100                60           10,456                 352,243
รวมหนี้สินหมุนเวียน                                                         72,835                 60         621,868                 960,518
หนี้สินไม่หมุนเวียน
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน                                                  -                -         1,195,217              1,138,696
เงินกู้ยืมระยะยาวจากบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน                               2,111,897        2,111,897           460,646                461,298
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน                                                    2,111,897        2,111,897         1,655,863              1,599,994
รวมหนี้สิน                                                             2,184,733        2,111,957         2,277,731              2,560,512
ส่วนของผู้ถือหุ้น
ทุนเรือนหุ้น
                                                                       400,000          400,000        3,351,544              5,082,000
     ทุนจดทะเบียน
                                                                       400,000          400,000        3,351,544              3,351,544
     ทุนที่ออกและชำระแล้ว
                                                                             -                -                -                      -
ส่วนเกินทุน
                                                                       167,601          167,601        4,443,214              4,443,214
     ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
                                                                             -                -                -                      -
กำไรสะสม
                                                                             -                -                -                      -
     จัดสรรแล้ว
                                                                             -                -                -                      -
           สำรองตามกฎหมาย
                                                                        85,367          261,904          358,472                816,967
     ยังไม่ได้จัดสรร
                                                                      652,968          829,505        8,153,230              8,611,725
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น
                                                                    2,837,701        2,941,463       10,430,961             11,172,237
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น


งบกำไรขาดทุน
                                                                                                                งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                                                                                                  ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                    รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม                         2552
                                                                 ปี 2549            ปี 2550            ปี 2551
                                                                 พันบาท             พันบาท             พันบาท              พันบาท
รายได้
รายได้จากการขาย                                                             -                -                 -                     -
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน                                                        -                -                 -                 3,123
ดอกเบี้ยรับ                                                               1,730            1,573            21,621                26,745
เงินปันผลรับ                                                             85,952          177,782           128,928               472,996
รวมรายได้                                                             87,682          179,355           150,548               502,864
ค่าใช้จ่าย
ต้นทุนขาย                                                                    -                -                 -                     -
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร                                                1,915            1,626             6,438                 3,338
ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ                                                    -            1,161            26,892                     -
ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ผู้บริหาร                                                     -                -                 -                     -
รวมค่าใช้จ่าย                                                            1,915            2,787            33,330                 3,338
กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้                                           85,766          176,568           117,218               499,526
ดอกเบี้ยจ่าย                                                                  -                 -              20,619                    40,998
ภาษีเงินได้                                                                   -               31                   31                        33
กำไรสำหรับปี                                                            85,766          176,537              96,568                   458,495
กำไรต่อหุ้น (1) - พื้นฐาน                                                       2.14             4.41                0.60                    0.14
(1) คำนวณจากจำนวนหุ้นเท่ากับ 40,000,000 หุ้น 40,000,000 หุ้น และ 160,914,415 หุ้น ในปี 2549 ปี 2550 และ ปี 2551 ตามลำดับ คำนวณ
    จากจำนวนหุ้นเท่ากับ 106,126,374 หุ้น และ 3,351,543,910 หุ้น ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 และ งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
    ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 ตามลำดับ

งบกระแสเงินสด
                                                                                                                       งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                                                  รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม
                                                                                                                       ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                                                                             2552
                                                                ปี 2549            ปี 2550              ปี 2551
                                                                พันบาท             พันบาท               พันบาท                 พันบาท
เงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน                                             (1,914)           (1,697)             (6,124)                   310,109
เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมลงทุน                             (1,895,378)           121,080         (4,138,979)                  (253,664)
เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมจัดหาเงิน                            1,894,677          (73,896)           4,126,247                   (82,883)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น (ลดลง) สุทธิ                           (2,615)            45,486           (18,857)                   (26,438)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันสิ้นปี                                       821            46,307              27,450                     1,012



บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย (งบการเงินรวม)
งบดุล
                                                            รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม
                                                                                                                            งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                              ปี 2549           ปี 2550           ปี 2551                  ปี 2551              ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                                                                                  2552
                                                                                                  (ประหนึ่งทำใหม่) (1)
                                              พันบาท             พันบาท             พันบาท                พันบาท                     พันบาท
สินทรัพย์
สินทรัพย์หมุนเวียน
เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด                         90,518           281,654         1,179,241                1,179,241                1,578,171
เงินลงทุนชั่วคราว                                     522,043           871,341           257,020                  257,020                  252,586
ลูกหนี้การค้า                                       3,848,807         5,335,939         8,525,056                8,525,056                9,104,275
เงินให้กู้ยืมระยะสั้นแก่บุคคลหรือกิจการที่
เกี่ยวข้องกัน                                               -          170,188            212,800                 212,800                  248,300
สินค้าคงเหลือ                                      3,223,964        4,049,598          7,419,235               7,419,235                7,932,952
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น                                   280,842          324,163          1,242,144               1,242,144                1,178,592
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน                               7,966,174       11,032,882         18,835,496              18,835,496               20,294,876
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
เงินลงทุนระยะยาวอื่น                                  10,453            10,805            100,118                 100,118                    43388
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์                             13,394,252        14,206,153         49,641,830              49,641,830               49,583,454
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน                                     40,189            38,487            967,825                 967,825                   911893
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น                                 90,174            72,964            222,806                 222,806                   318899
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน                           13,535,068        14,328,408         50,932,579              50,932,579               50,857,634
รวมสินทรัพย์                                    21,501,242        25,361,290         69,768,075              69,768,075               71,152,510

                                                            รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม                                     งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                             ปี 2549            ปี 2550             ปี 2551               ปี 2551               ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                                                                                  2552
                                                                                                   (ประหนึ่งทำใหม่)
                                             พันบาท             พันบาท              พันบาท                พันบาท                     พันบาท
         หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น
หนี้สินหมุนเวียน
เงินเบิกเกินบัญชีธนาคารและเงินกู้ยืมระยะ
สั้นจากสถาบันการเงิน                               1,975,734         2,420,119         11,205,149              11,205,149                 9,190,055
เจ้าหนี้การค้า                                     5,329,729         7,040,655          6,863,101               6,863,101                 8,109,222
เงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลหรือกิจการที่
เกี่ยวข้องกัน                                         72,735                    -                 -                         -                      -
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินที่ถึง
กำหนดชำระภายในหนึ่งปี                               718,011         1,336,715          3,264,924               3,264,924                 4,377,379
เงินกู้ยืมระยะยาวจากบุคคลหรือกิจการที่
เกี่ยวข้องกันที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี                   345,284                    -                 -                         -                      -
หนี้สินตามสัญญาเช่าการเงินที่ถึงกำหนด
ชำระภายในหนึ่งปี                                     7,533             9,702              73,467                 73,467                    22,776
ภาษีเงินได้ค้างจ่าย                                    5,654             3,097              28,173                 28,173                   323,751
หนี้สินหมุนเวียนอื่น                                   381,450           398,353           2,344,520              2,344,520                 1,391,820
รวมหนี้สินหมุนเวียน                               8,836,131        11,208,641          23,779,333             23,779,333                23,415,003
                                                                                              .
              หนี้สินไม่หมุนเวียน
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน                   2,206,634              5,561,491        27,507,305             27,507,305               25,590,709
เงินกู้ยืมระยะยาวจากบุคคลหรือกิจการที่
เกี่ยวข้องกัน                                     5,078,421             2,216,300           473,989                473,989                   356,571
หนี้สินตามสัญญาเช่าการเงิน                             13,509                17,917            77,399                 77,399                    71,394
หนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น                                  14,164                 9,325           223,107                223,107                   192,409
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น                           7,312,727             7,805,032        28,281,801             28,281,801                26,211,083
รวมหนี้สิน                                     16,148,858            19,013,673        52,061,133             52,061,133                49,626,086
             ส่วนของผู้ถือหุ้น
ทุนเรือนหุ้น
     ทุนจดทะเบียน                                 400,000                400,000         3,351,544              3,351,544                5,082,000
     ทุนที่ออกและชำระแล้ว                           400,000                400,000         3,351,544              3,351,544                3,351,544

                                                                                               --
ส่วนเกินทุน                                              -                      -
     ส่วนเกินมูลค่าหุ้น                               167,601                167,601         4,443,214              4,443,214                4,443,214
     การแปลงค่างบการเงิน                        (102,565)              (117,563)         (109,246)              (109,246)                (127,556)
     ส่วนเกินทุนจากการตีราคา                      1,033,197                969,270           986,546                986,546                  882,778
     ส่วนเกินระหว่างราคาตามบัญชีของ
     บริษัทย่อยที่ได้มาสูงกว่าราคา
     ทุน/(ราคาทุนสูงกว่าราคาตามบัญชี)                   87,872                89,094             94,517                94,517                    94,517
     ผลแตกต่างที่เกิดจากรายการที่
     ควบคุมร่วมกัน                                (817,033)             (788,867)        (1,580,670)           (1,580,670)               (1,549,355)
     การเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรมจาก
     การป้องกันความเสี่ยง                                       -                  -                 -                       -               (85,591)
กำไรสะสม
     จัดสรรแล้ว                                         -                     -                 -                      -                         -
          สำรองตามกฎหมาย                        107,076               129,682           146,011                146,011                   149,438
     ยังไม่ได้จัดสรร                              1,755,643             2,698,336         5,462,619              5,462,619                 8,926,398
รวมส่วนของผู้ถือหุ้นเฉพาะบริษัท                      2,631,791             3,547,553        12,794,534             12,794,534                16,085,387
ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย                             2,720,593             2,800,064         4,912,408              4,912,408                 5,441,037
รวมส่วนของผู้ถือหุ้น                               5,352,384             6,347,617        17,706,942             17,706,942                21,526,424
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น                       21,501,242            25,361,290        69,768,075             69,768,075                71,152,510

     (1) ข้อมูลทางการเงินรวมประหนึ่งทำใหม่ (Pro Forma) สำหรับรอบปีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 บนสมมติฐานว่าบริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้น
         ของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม และ บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมีคอลส์ ในวันที่ 1 มกราคม 2551



งบกำไรขาดทุน
                                                                รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม                                  งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                                      (1)
                                                                                                                             ณ วันที่ 30 กันยายน
                                            ปี 2549                ปี 2550            ปี 2551             ปี 2551
                                                                                                                                   2552
                                                                                                   ประหนึ่งทำใหม่ (2)
                                             พันบาท                 พันบาท            พันบาท              พันบาท                      พันบาท
 รายได้
รายได้จากการขาย                               18,759,951            32,345,381        53,331,844             75,968,330                59,072,177
ดอกเบี้ยรับ                                          7,751                11,903            26,858                 33,417                    19,353
เงินปันผลรับ                                             -                     -                 -                      -                         -
กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ                          189,361               106,540                 -                      -                   421,121
ค่าความนิยมติดลบ                                         -                     -         3,123,838              3,123,838                         -
รายได้อื่น                                          64,293                51,501           122,358                252,914                    65,283
รวมรายได้                                    19,021,356            32,515,324        56,604,897             79,378,499                59,577,934
  ค่าใช้จ่าย
ต้นทุนขาย                                      16,563,840            28,766,466        48,178,261             70,829,568                49,612,914
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร                       1,109,485             1,700,733         2,972,518              3,886,287                 3,820,992
ขาดทุนจากการจำหน่ายบริษัทย่อย                              -                     -           287,202                287,202                         -
ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ                               -                     -           523,765                602,749                         -
ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์ผู้บริหาร                                -                     -                 -                      -                    29,711
รวมค่าใช้จ่าย                                  17,673,326            30,467,199        51,961,746             75,605,807                53,463,617
กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้                  1,348,031             2,048,126         4,643,152              3,772,693                 6,114,317
ดอกเบี้ยจ่าย                                       319,616               628,169         1,467,460              2,306,438                 1,248,528
ภาษีเงินได้                                         12,905                 9,944            52,641                 52,641                   411,217
กำไรสำหรับปี                                   1,015,510             1,410,012         3,123,050              1,413,614                 4,454,572
ส่วนของกำไรที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท                   684,130               908,771         2,656,296              1,359,835                 3,445,708
ส่วนของกำไรที่เป็นของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย                    331,380               501,241           466,754                 53,779                 1,008,864
กำไรสำหรับปี(3)                                    1,015,510         1,410,012           3,123,050                1,413,614           4,454,572
            (4)
กำไรต่อหุ้น - พื้นฐาน                                      17.10             22.72              16.51                     8.45                 1.03
     (1) กำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ ในปี 2549 ได้รวมผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การ
           ควบคุมเดียวกัน เสมือนว่าบริษัทฯ ได้เข้าลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ ได้หุ้น บจ. อินโดรามา โฮล
           ดิ้งส์ มาในเดือนกันยายน 2549 จำนวนร้อยละ 94.57 ดังนั้น หากบริษัทฯ รวมผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา โฮลดิ้งส์ ตั้งแต่วันที่ 1
           ตุลาคม 2549 กำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ จะลดลงจำนวน 179.01 ล้านบาท
     (2) กำไรสุทธิตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ ในปี 2551 ได้รวมผลประกอบการของ บจ. อินโดรามา ปิโตรเคม และ บมจ. ทีพีที ปิโตรเคมี
           คอลส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมเดียวกัน เสมือนว่าบริษัทฯ ได้เข้าลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551
     (3) กำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ
     (4) คำนวณจากจำนวนหุ้นเท่ากับ 40,000,000 หุ้น 40,000,000 หุ้น และ 160,914,415 หุ้น ในปี 2549 ปี 2550 และ ปี 2551 ตามลำดับ
           คำนวณจากจำนวนหุ้นเท่ากับ 106,126,374 หุ้น และ 3,351,543,910 หุ้น ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 และ งวดเก้า
           เดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2552 ตามลำดับ


งบกระแสเงินสด
                                                                                                                        งวดเก้าเดือนสิ้นสุด
                                                                      รอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม
                                                                                                                        ณ วันที่ 30 กันยายน
                                                                                                                              2552
                                                                   ปี 2549            ปี 2550              ปี 2551
                                                                   พันบาท             พันบาท               พันบาท               พันบาท
เงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน                                              1,574,252         1,902,267           2,420,775               7,381,050
เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมลงทุน                                (5,287,513)       (2,128,826)         (18,298,306)             (2,776,187)
เงินสดสุทธิได้มาจาก (ใช้ไปใน) กิจกรรมจัดหาเงิน                                3,502,269           402,848          16,775,227             (4,196,178)
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น (ลดลง) สุทธิ                            (210,992)           176,288             897,696                 408,685
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันสิ้นปี                                       90,518           281,654           1,179,241               1,578,171



                     บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
จัดทำโดย




                                                                    


 
   
 
 
 
top